คอลัมน์ศิลปะแห่งศรัทธา
โดย Artmulet
มโนทัศน์เกี่ยวกับเรื่อง “น้ำ” ตามแนวทางพุทธปรัชญา ถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งสำหรับความอยู่รอดของเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย มนุษย์มีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิต น้ำยังเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ การชำระล้าง ความไม่เที่ยง (อนิจจัง) อันสะท้อนได้ถึงหลักธรรมสำคัญของพระพุทธศาสนา ที่เปรียบเปรยจิตใจขณะสงบเหมือนดั่งน้ำนิ่ง รวมถึงการชำระล้างจิตใจให้บริสุทธิ์ นอกจากนี้น้ำยังมีบทบาทสำคัญในพิธีกรรมทางศาสนา หรือแม้แต่งานพระราชพิธีต่างๆด้วย เช่น พิธีกรวดน้ำ สรงน้ำพระธาตุ และน้ำในพระราชพิธีราชาภิเษก ที่ใช้สำหรับเสริมความเป็นสิริมงคล ความศักดิ์สิทธิ์ให้กับพิธีกรรม
น้ำยังเป็นสิ่งจำเป็นต่อการกำเนิด ดำรงอยู่ และยังสัมพันธ์กับการชำระล้าง การทำลาย รวมถึงการสิ้นสุด ดังจะเห็นได้จาก ตำนานน้ำท่วมโลกทั้งเมโสโปเตเมีย กรีก และอินเดีย ที่กล่าวถึงน้ำท่วมโลกเปรียบได้กับ การชำระคนชั่วให้หมดไปจากโลกในเชิงสัญญะ น้ำจะชำระสิ่งสกปรกให้หมดไปจากการอาบน้ำ ชำระล้างร่างกายให้สะอาด เช่นเดียวกับการทำให้โลกสะอาดปราศจากสิ่งเลวร้าย โดยใช้อุทกภัยเป็นปัจจัยสำคัญในการชำระล้าง ดังนั้นน้ำจึงเป็นดั่งสัญญะถึงจิตวิญญาณในพุทธปรัชญา ที่แสดงความเชื่อมโยงระหว่างโลกวัตถุกับโลกทางจิตใจอย่างลึกซึ้ง น้ำจึงเป็นสิ่งบริสุทธิ์ที่เป็นสื่อกลางในพิธีกรรมทางพุทธศาสนา มาตั้งแต่ครั้งสมัยพุทธกาล เช่น พิธีสรงน้ำพระอันหมายถึงการชำระกิเลสบาปทั้งปวง หรือแม้แต่ในทางการแพทย์แผนพุทธยังกล่าวว่า “น้ำเป็นธาตุสำคัญในการรักษาสมดุลร่างกาย เมื่อธาตุน้ำในร่างกายเสียสมดุลย่อมนำไปสู่โรคภัยได้”
น้ำมนต์เป็นสิ่งที่มีอยู่แพร่หลายในหลายศาสนา ทั้งศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์ รวมถึงศาสนาพุทธ ในศาสนาพราหมณ์จะมีความเชื่อถือในเรื่องแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ เช่น แม่น้ำคงคา ซึ่งเชื่อกันว่าไหลมาจากสวรรค์ผ่านพระเศียรของพระศิวะเจ้า เพื่อช่วยรองรับแรงกระแสน้ำให้อ่อนลงมิฉะนั้นน้ำจะท่วมโลก จึงกลายเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ล้างบาปได้ เมื่อได้อาบแล้วก็จะทำให้เป็นผู้มีความบริสุทธิ์
สำหรับความเป็นมาเกี่ยวกับน้ำมนต์ของฝ่ายพุทธ จะมีปรากฏอยู่ในคัมภีร์พุทธศาสนายุคหลังจากที่พระพุทธเจ้าได้ปรินิพพานไปแล้ว เช่นในรัตนสูตร ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าจะมีการอาราธนาพระสงฆ์ ให้ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ให้แก่พุทธศาสนิกชน ขณะที่อยู่ในงานพิธีมงคลสำคัญอยู่เสมอ ซึ่งถือเป็นการขจัดสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ให้หมดสิ้นไป ทั้งยังมักจะพบผู้ที่ไม่พึงพอใจจากความไม่ราบรื่นในการดำเนินชีวิต หรือเมื่อมีเหตุการณ์ที่ไม่ดีเกิดขึ้น ก็มักจะไปขอให้พระสงฆ์องค์เจ้าช่วยรดน้ำมนต์ให้เพื่อให้เกิดความสบายใจ โดยทางจิตวิทยาก็อาจจะถือได้ว่ามีผลด้านบวกที่ดีต่อจิตใจผู้คนได้
ทั้งนี้ น้ำมนต์ก็คือน้ำที่ผ่านพิธี ซึ่งปกติจะสำเร็จได้ก็ด้วยการเจริญพระพุทธมนต์ของพระสงฆ์ หรือการปลุกเสกของทั้งพระภิกษุและฆราวาสผู้ทรงคุณวิทยาคม โดยผ่านการทำสมาธิที่แน่วแน่มั่นคง พร้อมกับสวดท่องพระปริตรเจ็ดตำนาน หรือบทสวดสิบสองตำนาน บทหนึ่งที่สำคัญคือบทรัตนปริตร หรือบทรัตนสูตรที่เป็นมนต์ทางศาสนา เมื่อจะทำพิธีเจริญน้ำพระพุทธมนต์จะขาดบทนี้เสียมิได้ ในอดีตจะเห็นได้ว่าในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ขั้นตอนต่างๆในการประกอบพิธี พระภิกษุจะตั้งขันน้ำมนต์ที่ใช้ในเขตพิธีล้อมรอบด้วยสายสิญจน์แล้วจุดเทียนระหว่างที่สวดพระคาถา เมื่อถึงบทรัตนสูตรพระเถระที่เป็นประธานสงฆ์จะหยดเทียนน้ำมนต์ลงในบาตรน้ำมนต์
ในช่วงตอนเริ่มบทที่มีคำสวดว่า “ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ ภุมมานิ วายานิ อันตะลิกเข สัพเพวะ ภูตา สุมานา ภะวันตุ...” เมื่อจะดับเทียนน้ำพระพุทธมนต์ให้ดับในท้ายบท มีคำสวดลงท้ายว่า “ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ ภุมมานิ วายานิวะ อันตะลิกเข ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง สังฆังนะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุฯ” ส่วนพิธีกรรมที่เป็นมงคลทั่วไป ภายหลังจากที่พระฉันภัตตาหารเพลแล้ว พระก็จะให้พรพร้อมกับประพรมน้ำมนต์แก่ผู้ร่วมงาน นอกจากนี้จะเห็นได้ว่าหลายวัดวาอาราม จะมีการตั้งบาตรน้ำมนต์ขนาดใหญ่ใส่น้ำมนต์ไว้เต็ม เพื่อให้ผู้มีจิตศรัทธาได้ใช้ รด ตักดื่ม และยังสามารถบรรจุน้ำมนต์นำกลับบ้านไปได้อีกด้วย
สำหรับสิ่งที่จะขาดไม่ได้ในการทำน้ำพระพุทธมนต์ก็คือ บาตรน้ำมนต์ หรือ ครอบน้ำพระพุทธมนต์ บางคราวอาจเป็นขันน้ำมนต์ หรือ ขันสาคร ซึ่งก็คือภาชนะสำหรับบรรจุน้ำพระพุทธมนต์ ซึ่งถือเป็น ๑ ในเครื่องมงคล ๘ (อัษฎมงคล) อันได้แก่ พระอุณหิศ พระมงคลคธา พระมหาสังข์ทักษิณาวัฏ พระโคอุสุภราช ธงไชยสามชาย คชกุศ จักร และกลัศ (หม้อน้ำมนต์) ซึ่งแต่เดิมมีลักษณะเหมือนบาตรพระ ส่วนใหญ่มีฝาปิด อาจมีขาตั้ง และมีลวดลายไทยที่สวยงาม วัสดุที่พบเห็นมีทั้งที่ทำจากทองเหลือง แก้ว และไม้ โดยพระสงฆ์จะใช้ในการประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และประพรมน้ำพระพุทธมนต์นั้นให้กับญาติโยม ทั้งยังสามารถใช้รดหรืออาบ เพื่อเกิดความเป็นสิริมงคลปัดเป่าสิ่งไม่ดีตามความเชื่อของผู้ศรัทธา ในการบูชาบาตรน้ำมนต์จึงถือเป็นการใช้แหล่งพลังงานบวกชำระล้างพลังงานลบ ดึงดูดพลังงานที่ดีให้เข้ามาในชีวิต บาตรน้ำมนต์มักถูกจัดวางไว้ที่แท่นบูชาพระ บนโต๊ะหมู่บูชา และเมื่อจะทำพิธีมงคลใดๆ ก็จะอัญเชิญน้ำพระพุทธมนต์นั้นมาใช้ในการพิธี
สำหรับความเชื่อในเรื่องการรักษาโลกในทางพุทธผ่านการใช้น้ำมนต์ ยังมีอีกหนึ่งความเชื่อก็คือการใช้พระกริ่งลงแช่น้ำในบาตรน้ำมนต์ แล้วจึงอธิษฐานทำน้ำมนต์เพื่อนำไปรักษาโรค โดยความเชื่อนี้เป็นศรัทธาที่มีต่อองค์พระไภษัชยคุรุพระพุทธเจ้า (ได้เคยกล่าวถึงไปแล้ว) ซึ่งพระกริ่งในชั้นต้นนั้นจะมาจากทิเบตและจีน และในเวลาต่อมาได้แพร่หลายมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในประเทศไทยจะมีการสร้างพระกริ่ง และบาตรน้ำมนต์มาตั้งแต่ครั้งที่พระสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๘ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ได้ทรงสร้างเหรียญบาตรน้ำมนต์ รศ.๑๑๐ และบาตรน้ำมนต์เนื้อสัมฤทธิ์ รวมถึงพระกริ่งปวเรศอันโด่งดังจากความเชื่อที่ว่าพระกริ่งปวเรศนั้น สามารถใช้ทำน้ำมนต์รักษาโรคได้ โดยในเวลาต่อมาศาสตร์วิชาการสร้างพระกริ่งได้ตกทอดต่อมาจนถึงวัดสุทัศน์ ในยุคของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (แพ) สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๑๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งพระกริ่งของวัดสุทัศน์ก็มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากเช่นกัน และยังคงมีการสร้างสืบต่อมาจนถึงในปัจจุบัน
จากความเชื่อต่อปรัชญาการชำระล้างสู่ความบริสุทธิ์ โดยเฉพาะเรื่องราวของน้ำมนต์อันศักดิ์สิทธ์ผ่านการทำน้ำพระพุทธมนต์เพื่อใช้ในการชำระสิ่งชั่วร้าย และยังใช้ในการรักษาโรคได้ รวมถึงแนวคิดการใช้น้ำพระพุทธมนต์ในมงคลพิธีต่างๆ เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล ได้นำมาสู่การรังสรรค์ผลงานประติมากรรมแห่งศรัทธา ครอบน้ำพระพุทธมนต์พระพุทธเจ้าชนะมาร ที่ Artmulet ได้จัดสร้างไว้ ซึ่งเป็นดั่งสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการชำระล้างสิ่งชั่วร้ายทั้งหลายทั้งปวงให้บริสุทธิ์ โดยครอบน้ำพระพุทธมนต์นี้ นอกจากจะอัญเชิญเป็นพระประธานประจำบ้าน ประจำตนได้แล้ว ยังสามารถอัญเชิญนำมาใช้ในการทำน้ำพระพุทธมนต์ เพื่อประกอบพิธีกรรมต่างๆตามแต่ศรัทธาได้โดยสะดวกด้วยตนเองอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อฝากไว้ให้เป็นสมบัติอันล้ำค่าของคนไทยสืบไป


