เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ภาคีสมาชิกราชบัณฑิตยสภา
เหตุ"กราดยิง"ไม่ใช่เรื่องที่จะหมดไปได้ง่ายๆ ทิ้งช่วงเวลาไประยะหนึ่ง จะกลับคืนมาอีกแน่นอน ตราบใดที่เชื้อไฟแห่งความคับแค้นยังคุกรุ่นอยู่ในมุมมืด ตอนนี้จึงต้องเตรียมรับมือ และเร่งหาทางแก้ไขวิกฤตทางจิตใจของสังคมอย่างจริงจัง ก่อนที่โศก นาฏกรรมครั้งใหม่จะปะทุขึ้นมาอีก ผมจึงตั้งใจเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา
เรื่องกราดยิงนี้มองไปแล้วก็คล้ายกับเรื่อง "น้ำท่วมใหญ่"ของบ้านเมืองเรา ยามที่ยังไม่เกิด เราก็มักนิ่งเฉย ไม่ได้ทำอะไร หรือทำก็ไม่มากพอ ปล่อยปละละเลยกันไป แต่พอภัยพิบัติเกิดขึ้นมาทีหนึ่ง ก็พากันแตกตื่น มีแต่คำแนะนำ คำก่นด่าทอ และคำตัดพ้อว่า “รู้งี้...” เต็มไปหมด พอเรื่องซาลง ทุกอย่างก็กลับไปเหมือนเดิม จึงเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อเตือนใจกันไว้ก่อนที่ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยอีก
เวลามีเหตุกราดยิง สังคมมักวิ่งหาเรื่องอาวุธ กฎหมาย หรือการตรวจตรา สิ่งเหล่านี้จำเป็น แต่เป็นเพียงการแก้ที่ปลายทาง
เบื้องลึกของโศก นาฏกรรม มักไม่ได้เริ่มที่ความบ้าคลั่ง หากเริ่มจากความเงียบงันของคนที่ “หมดกำลังใจอย่างถึงที่สุด”
ตามหลักจิตวิทยาสายหนึ่งที่ลึกซึ้ง เขาบอกไว้ว่า มนุษย์ที่ลุกขึ้นมาฆ่าคนแปลกหน้า คือคนที่รู้สึกว่าตนเองไร้ค่า ไร้ตัวตน และถูกตัดขาดจากสังคม เมื่อไม่มีที่ยืนพอมีเกียรติ เขาจึงคว้าเอาความรุนแรงมาประกาศการมีอยู่ของตัวตนเขา
เราไม่อาจแก้ปัญหานี้ได้ด้วยการเพิ่มกรงขัง แต่ต้องแก้ด้วยการถักทอ “ตาข่ายทางสังคม” ขึ้นมาใหม่ โดยเริ่มจากจุดที่ลึกซึ้งที่สุด
ครอบครัว: หลุมหลบภัยด่านแรกของหัวใจ
สถาบันครอบครัวคือเบ้าหลอมแห่งแรก หากบ้านไม่ใช่ที่ปลอดภัย โลกภายนอกก็แทบไม่มีที่ยืนให้เขาได้หายใจ
ครอบครัวต้องเปลี่ยนจากการเป็น "ศาลตัดสินลูก" มาเป็น "หลุมหลบภัย":
* เลิกใช้ความคาดหวัง การเปรียบเทียบ หรือการดุด่าซ้ำเติม จนผลักให้เด็กกลายเป็นคนไร้ค่าในบ้านตนเอง
* รับฟังความผิดหวัง ความเจ็บปวด และความล้มเหลวของเขาด้วยความเข้าใจ ให้เขารู้ว่าต่อให้โลกทั้งใบหันหลังให้ ที่บ้านยังมีคนที่รักและพร้อมจะโอบกอดเขาเสมอ
* สังเกตความเงียบ การเก็บตัวผิดปกติ หรือสัญญาณความเกลียดชังตั้งแต่เนิ่นๆ อย่าปล่อยให้ความอึดอัดถูกขังไว้จนกลายเป็นเชื้อไฟ
สอนเด็กเรื่องบูลลี่: หน้าที่ร่วมของพ่อแม่และสถานศึกษา
การกลั่นแกล้งรังแกไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ของเด็ก แต่คือการทำลายความเป็นมนุษย์ พ่อแม่ โรงเรียน และมหา วิทยาลัย ต้องเปลี่ยนวิธีสอนอย่างจริงจัง:
* สอนไม่ให้เป็นคนรังแก: ปลูกฝังให้ตระหนักว่า ความเหนือกว่าที่ได้จากการเหยียบย่ำผู้อื่นคือภาพลวงตาอันน่ารังเกียจ เกียรติยศที่แท้จริงเกิดจากการเคารพในความเท่าเทียมของมนุษย์
* สอนคนที่ถูกรังแก—นี่สำคัญที่สุด: ต้องชี้ให้เขาเห็นอย่างหนักแน่นว่า มันเป็นความผิดของคนและระบบที่มารังแก ไม่ใช่ความผิดหรือความบกพร่องของเราเลยแม้แต่น้อย แต่ในขณะเดียวกัน เป็นความรับผิดชอบที่สุดของเราเองที่จะต้องลุกขึ้นมาจัดการกับคนและระบบที่มาบูลลี่เรา ไม่ใช่ก้มหน้ายอมจำนน หรือเก็บกดความอับอายไว้จนกลายพันธุ์เป็นความแค้นสังคม ยกตัวอย่างคนที่จัดการได้ดี เช่น คนที่กล้าใช้สติและปัญญารวบรวมหลักฐาน ลุกขึ้นมาสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ร้องเรียนผ่านช่องทางที่ถูกต้อง หรือรวมพลังกับเพื่อนและเครือข่ายเพื่อเปิดโปงและเปลี่ยนกฎกติกาอันอยุติธรรม เปลี่ยนความเจ็บปวดให้กลายเป็นพลังแห่งการปฏิรูป เหมือนมหาบุรุษและผู้นำการเปลี่ยนแปลงหลายคนในประวัติ ศาสตร์ที่เคยถูกเหยียดหยาม แต่เลือกต่อสู้เพื่อเปลี่ยนระบบ แทนที่จะทำลายล้างผู้บริสุทธิ์
* สอนคนรอบข้างไม่ให้เป็นผู้ยืนดู: ครูและอาจารย์ต้องสร้างบรรยากาศที่ไม่ยอมรับการบูลลี่ทุกรูปแบบ และสอนเยาวชนว่า คนที่กล้าลุกขึ้นปกป้องเพื่อนที่กำลังถูกรังแก คือผู้มีความกล้าหาญทางจริยธรรมสูงสุด
เป็น "ครูชีวิตและครูการงาน": อย่าให้แต่เพียงวิชาการ
ครู อาจารย์ ผู้ปกครอง ตลอดจนเจ้าหน้าที่พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (HR) ในองค์กร ต้องยกระดับบทบาทของตนเองขึ้นมาใหม่ อย่าจำกัดตัวเองอยู่แค่การถ่ายทอดวิชาชีพ ตำรา ทักษะทางเทคนิค หรือตัวชี้วัดความสำเร็จทางโลกเท่านั้น
* ต้องทำหน้าที่เป็นทั้ง "ครูชีวิต" และ "ครูการงาน" ที่คอยชี้แนะทิศทางในการดำเนินชีวิต สอนศิลปะในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น และสอนวิธีรับมือกับความผิดหวังล้มเหลวในการทำงาน
* อย่าให้แต่เพียงวิชาการและความรู้ แต่ต้องปลูกฝัง "สติและปัญญา" สติคือการรู้เท่าทันอารมณ์ตนเอง ไม่ตกเป็นทาสของความโกรธแค้น ส่วนปัญญาคือความเข้าใจโลกตามความเป็นจริง รู้จักแยกแยะสิ่งที่ควรปล่อยวางกับสิ่งที่ต้องลงมือแก้ไข
* การสร้างคนให้เก่งแต่วิชาการโดยละเลยสติปัญญาทางจิตใจ ย่อมเสี่ยงที่จะสร้างคนที่เปราะบางทางอารมณ์และพร้อมจะพังทลายลงเมื่อเผชิญวิกฤต
เปลี่ยนองค์กรทางการ จากขับไล่เป็นโอบอุ้ม
ราชการ โรงเรียน หรือที่ทำงาน มักคุ้นกับการจัดการคนแปลกแยกด้วยการลงโทษ หรือขับไล่ไสส่ง
การตัดขาดเช่นนั้น บางทีอาจเป็นการตัดเชือกเส้นสุดท้ายที่ผูกรั้งชีวิตเขาไว้กับโลก
องค์กรต้องเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้พิพากษา มาเป็นผู้ดูแล ไต่ถามสารทุกข์สุกดิบ และมอบหมายหน้าที่ให้เขาได้ทำประโยชน์ เพื่อคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้แก่เขา
ฟื้นมิตรภาพในชีวิตประจำวัน
สังคมไทยแต่เดิมมีจุดแข็งเรื่องน้ำใจ ความอบอุ่น และการเอื้อเฟื้อ แต่วันนี้เราเริ่มกลายเป็นปัจเจกที่ต่างคนต่างอยู่
วัฒนธรรมเพื่อนต้องกลับมามีความหมาย:
* อย่าปล่อยให้ใครต้องนั่งกินข้าวคนเดียว การทักทายด้วยรอยยิ้ม ทลายกำแพงความอ้างว้างได้เสมอ
* ฝึกฟังเพื่อนโดยไม่ตัดสิน ในวันที่เขาเอ่ยคำตัดพ้อหรือมืดมน การรับฟังอย่างตั้งใจคือการปลดชนวนระเบิดเวลาที่ดีที่สุด
ดึงคนออกจากโลกมืด สู่ชุมชนจริง
ความอ้างว้างในชีวิตจริง มักผลักให้คนหลุดเข้าไปอยู่ในมุมมืดของโลกเสมือน ที่ซึ่งความเคียดแค้นถูกเพาะบ่มจนกลายเป็นลัทธิทำลายล้าง
ชุมชนและเพื่อนบ้าน ต้องช่วยกันดึงเขากลับมาสู่โลกที่มีชีวิตชีวา ผ่านการชวนไปลงแรง เล่นกีฬา ทำงานศิลปะ หรืองานอาสาพัฒนาท้องถิ่น
การได้สัมผัสน้ำใจและรอยยิ้มจริง จะช่วยถอนพิษความเกลียดชังในใจลงได้
บ้านเมืองที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง ไม่ได้สร้างขึ้นด้วยอาวุธหรือกำแพงสูง แต่สร้างขึ้นด้วยสายใยแห่งความผูกพัน
อย่ารอให้ปืนลั่นแล้วค่อยถามหาความยุติธรรม เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการเหลียวมองคนข้างๆ ด้วยสายตาที่มีเมตตา มอบมิตรภาพให้แก่ผู้ที่กำลังสะดุดล้ม เพื่อไม่ให้ใครต้องเดินเดียวดายจนหลุดไปสู่หนทางแห่งความพินาศ


