โดยปกติแล้ว คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีจะอยู่ท่ามกลางคลื่นของข่าวสาร มีภาพและการนำเสนอให้เห็นถึงบทบาทผู้นำประเทศออกมาสู่สาธารณะทุกวัน จึงได้เปรียบนักการเมืองคนอื่นในเรื่องพื้นที่ข่าวและการจดจำของประชาชน
แม้ความได้เปรียบนี้ไม่ได้ทำให้นายกรัฐมนตรีมีคะแนนนิยมนำคนอื่นเสมอไป แต่ก็น่าคิดว่า เมื่อมีทั้งตำแหน่ง อำนาจ และโอกาสแสดงผลงานอยู่ในมือ เหตุใดจึงไม่สามารถเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้ให้เป็นความเชื่อมั่นได้
โดยเฉพาะอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เพิ่งกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีในรอบใหม่ประมาณ 6 เดือน ทำไมความนิยมจึงตกต่ำได้เร็วขนาดนี้ เป็นคำถามที่ชวนสงสัย
สามไตรมาสที่ผ่านมา ความนิยมของอนุทินและพรรคภูมิใจไทยลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ตัวอนุทินจาก 29.40% ในไตรมาสแรก เหลือ 21.68% ในไตรมาสสอง และล่าสุดเหลือเพียง 13.76% ขณะที่พรรคภูมิใจไทยจาก 26.60% ลดลงมาเป็น 17.00% และเหลือเพียง 12.08% เท่ากับว่าภายในระยะเวลาประมาณครึ่งปี คะแนนนิยมของทั้งผู้นำและพรรคหายไปมากกว่าครึ่ง
แม้ผลสำรวจไม่ได้ถามตรงๆ ว่าเหตุใดประชาชนจึงลดการสนับสนุน แต่ตัวเลขเช่นนี้ย่อมชวนให้ตั้งคำถามว่า ประชาชนยังมองไม่เห็นผลงานรัฐบาล และยังมองไม่เห็นว่าอนุทินมีวิสัยทัศน์อะไรที่จะนำพาประเทศออกจากปัญหาได้หรือไม่ เพราะความสามารถในการรวบรวมอำนาจกับความสามารถในการบริหารประเทศเป็นคนละเรื่องกัน
ยิ่งมีเสียงสนับสนุนในสภาที่มั่นคงเท่าไร ประชาชนก็ยิ่งมีสิทธิคาดหวังผลงานมากขึ้นเท่านั้น เช่นเดียวกับข้อวิพากษ์วิจารณ์เรื่องอิทธิพลของเครือข่ายสีน้ำเงินในวุฒิสภาและองค์กรอิสระ จนเกิดคำประชดว่า “รัฐบาลสีน้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด” ต่อให้ฝ่ายสนับสนุนเห็นว่ารัฐบาลเข้มแข็งเพียงใด ก็ต้องตอบให้ได้ว่า ความเข้มแข็งนั้นทำให้ชีวิตประชาชนดีขึ้นอย่างไร
ฐานการเมืองท้องถิ่นอาจช่วยให้ชนะเลือกตั้ง แต่การรักษาความเชื่อมั่นในระดับประเทศต้องตอบโจทย์ทั้งปากท้อง ความโปร่งใส และอนาคตที่ประชาชนมองเห็นได้ จะอาศัยเพียงจำนวน ส.ส.มารับรองความสามารถของรัฐบาลก็คงไม่ได้
ผมจึงอยากรู้ว่าบรรดานายแบกนางแบก รวมทั้งท็อปนิวส์ แนวหน้า และเปลว สีเงิน จะอธิบายผลนิด้าโพลครั้งนี้อย่างไร จะมองว่าอนุทินยังแสดงความสามารถให้ประชาชนยอมรับไม่ได้ หรือรัฐบาลมีผลงานแต่ประชาชนมองไม่เห็น หรือสุดท้ายจะสรุปว่าพวกตนยังทำหน้าที่ “แบก” ได้ไม่เพียงพอ
แบกหลายคนหลีกเลี่ยงที่จะพูดเรื่องนี้ คงเพราะไม่กล้าวิเคราะห์ว่าทำไมรัฐบาลที่ตัวเองสนับสนุนจึงเสียคะแนนนิยมไปมากขนาดนี้ และคำถามที่อยากเห็นคำตอบคือ มีผลงานอะไรให้แบกไปอธิบายกับประชาชนได้อย่างเต็มปากบ้าง หากจะเลือกเงียบเฉพาะคำถามที่ตอบยาก ก็ไม่ต่างจากยึดหลักพระมหาอุด ปิดหูปิดตาปิดปากเสีย
ก่อนหน้านี้อนุทินก็อาศัยแสงของ “3 แม่ครัว” สีหศักดิ์–เอกนิติ–ศุภจี มาเป็นจุดขาย และเคยยกเครดิตให้ทั้งสามคนว่าช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้พรรค แต่เมื่อมาถึงวันนี้ คะแนนนิยมที่ลดลงก็ชวนให้ถามว่า แสงของสามแม่ครัวยังช่วยได้แค่ไหน เพราะแต่ละคนก็ต้องพิสูจน์ผลงานในความรับผิดชอบของตัวเองก็แทบจะเอาตัวไม่รอด จะมาประคองความเชื่อมั่นแทนนายกรัฐมนตรีทั้งหมดคงไม่ได้
โอเคแหละ ภาพที่อนุทินพยายามนำเสนอต่อสังคมคือภาพนายกฯ ติดดิน เข้าถึงง่าย และขยันทำงาน น้ำท่วมก็ลงไปลุยถึงพื้นที่ ถึงขั้นเดินตีนเปล่าลุยน้ำที่แฟลตคลองจั่น จนมีคนออกมาเตือนเรื่องความเสี่ยงจากโรคฉี่หนู ภาพเช่นนี้อาจเรียกความสนใจได้ แต่จะทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในความสามารถในการแก้ปัญหาได้มากแค่ไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ความสบายๆ และความเป็นกันเองอาจเป็นเสน่ห์ส่วนตัว แต่ในเวลาที่ประชาชนกำลังเดือดร้อน เขาคงอยากเห็นด้วยว่า นายกรัฐมนตรีรับรู้ความหนักหนาของปัญหาแค่ไหน รู้ว่าจะต้องแก้อะไรก่อนหลัง และทำให้หน่วยงานต่างๆ ลงมือแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่
นิด้าโพลครั้งนี้เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 18–23 กันยายน จึงยังไม่ได้สะท้อนการประเมินของประชาชนต่อการรับมือน้ำท่วมช่วงหลังจากนั้น ส่วนคะแนนจะลดลงอีกหรือฟื้นกลับมา ก็ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะทำให้ประชาชนเห็นอะไร ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับว่าจะมีภาพนายกฯ ลงพื้นที่ออกมามากแค่ไหน
แล้วอย่างนี้อนุทินควรทำอย่างไรให้ความเชื่อมั่นกลับคืนมา
ผมคิดว่าคำตอบต้องเริ่มจากการยอมรับว่า คุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีต้องมีมากกว่าการเข้าถึงง่าย ติดดิน และขยัน ประชาชนต้องการเห็นวิสัยทัศน์และนโยบายที่จะนำพาประเทศไปสู่ความก้าวหน้ามั่งคั่งทางเศรษฐกิจ การแก้ปัญหาปากท้องสำหรับคนชั้นล่าง รวมทั้งต้องอธิบายให้ได้ว่า สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำจะช่วยให้ชีวิตของเขาดีขึ้นอย่างไรและเมื่อไร
การเดินทางไปต่างประเทศ การประชุม หรือการลงพื้นที่ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ แต่การมีตารางภารกิจแน่นขนัดไม่ได้ตอบคำถามเรื่องประสิทธิภาพด้วยตัวมันเอง เช่นเดียวกับการมีทีมงานเตรียมข้อมูลให้อ่านเหมือนวันที่นั่งอ่านหลังจากกลับจากอังกฤษ ก็ไม่ได้เป็นปัญหาในตัวมันเอง ปัญหาอยู่ที่เมื่อประชาชนต้องการคำอธิบาย นายกรัฐมนตรีสามารถแสดงความเข้าใจและทิศทางการแก้ปัญหาให้เห็นได้หรือไม่
ล่าสุด เมื่อเกิดน้ำท่วม อนุทินก็หยิบโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทยขึ้นมาเร่งผลักดันอีกครั้ง เป็นโครงการเพิ่มทางระบายน้ำจากลุ่มเจ้าพระยาผ่านแนวด้านตะวันออกลงสู่อ่าวไทย ซึ่งมีการศึกษาและขับเคลื่อนมาก่อนหน้านี้แล้ว ไม่ใช่โครงการที่เพิ่งคิดขึ้นหลังน้ำท่วมรอบนี้
ไม่ได้ว่าการสร้างเมกะโปรเจกต์จะไม่ดีไปหมด แต่การประกาศโครงการใหญ่จะมีน้ำหนักก็ต่อเมื่ออธิบายได้ว่า จะแก้ปัญหาส่วนไหน ใช้งบประมาณเท่าไร คุ้มค่าหรือไม่ ใครได้รับผลกระทบ และระหว่างที่โครงการยังไม่เสร็จ ประชาชนจะได้รับการป้องกันและช่วยเหลืออย่างไร โดยเฉพาะต้องแยกให้ได้ด้วยว่า ปัญหาน้ำหลากจากลุ่มน้ำกับปัญหาฝนตกหนักจนระบายไม่ทันในเมือง จะใช้มาตรการอะไรแก้ในแต่ละส่วน
ชาวบ้านที่กำลังรออาหาร รอการช่วยเหลือ หรือรอให้น้ำลด คงไม่ได้ต้องการฟังเพียงว่าอีกหลายปีข้างหน้าจะมีโครงการใหญ่ เขาต้องการรู้ว่าวันนี้รัฐบาลจะทำอะไรให้เขาได้บ้าง และครั้งหน้าจะไม่ต้องกลับมาเดือดร้อนแบบเดิมได้อย่างไร
การดีดสีตีเป่า ร้องรำทำเพลง เป็นความสามารถที่สร้างความเพลิดเพลินได้ แต่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องแสดงความสามารถในการมองปัญหา กำหนดทิศทาง ตัดสินใจ และทำให้ประชาชนเห็นผลด้วย ความขยันจะมีความหมายก็ต่อเมื่อขยันแล้วปัญหาคลี่คลาย ไม่ใช่ประชาชนเห็นว่านายกฯ ไปไหนมาบ้าง แต่ยังไม่รู้ว่าประเทศกำลังจะไปทางไหน
ถ้ายังไม่แสดงวิสัยทัศน์และความสามารถของผู้นำออกมาให้เห็น ก็อย่าเพิ่งมั่นใจว่าจะรักษาความเชื่อมั่นไปได้ตลอด 4 ปี เพราะแค่ประมาณ 6 เดือนในรอบใหม่นี้ ผลโพลก็ส่งสัญญาณมาแรงขนาดนี้แล้ว
หากเปรียบรัฐบาลเป็นสินค้า สิ่งที่อนุทินต้องทำก็คือพิสูจน์คุณภาพของสินค้าให้ได้ ต่อให้นายแบกนางแบกและอินฟลูเอนเซอร์กี่รายช่วยกันแบกอย่างไร หากประชาชนใช้แล้วไม่เห็นว่าชีวิตดีขึ้น คำโฆษณาก็คงช่วยได้ไม่ตลอดไป


