xs
xsm
sm
md
lg

เมืองหลวงจมบาดาลจากฝน 300 มิลลิเมตร: โจทย์ท้าทายผู้นำ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: เอนก เหล่าธรรมทัศน์



เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ภาคีสมาชิกราชบัณฑิตยสภา


ภาพมหานครหลวงแปรสภาพเป็นท้องน้ำราวทะเล ถนนมากมายและซอยใหญ่น้อยจมอยู่ใต้บาดาล การจรา จรถูกแช่แข็ง และผู้ คนหลายล้านชีวิตต้องติดหล่มอยู่ในความโกลาหลจากปริมาณฝนสะสมเกือบ 300 มิลลิเมตร ที่เทกระหน่ำกรุงเทพมหานครช่วงปลายกันยายนที่ผ่านมา คือหลักฐานตอกย้ำอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นเพียงทฤษฎีวิทยาศาสตร์หรือเรื่องเล่าเกี่ยวกับภัยธรรมชาติในแดนไกลอีกต่อไป หากแต่เป็นคมหอกที่พุ่งปักหัวใจทางเศรษฐกิจและการบริหารของประเทศในเฉียบพลัน

เมื่อนำภาพกรุงเทพฯ ไปวางทาบกับโศก นาฏกรรมทั่วแผ่นดิน ยิ่งเผยให้เห็นความเปราะบางที่แท้จริง:

* แม่สายและเชียง ราย : โคลนตมหนาทึบและมวลน้ำป่าจากอิทธิพลพายุไต้ฝุ่นยางิกลืนกินเมืองจนมิดหลังคา ซัดทำลายย่านการค้าชายแดนและเขตเทศบาลเชียงรายจนราบคาบ

* น่าน: สายนทีป่าเขาโถมถล่มลุ่มน้ำอย่างบ้าคลั่ง ประจานความล้มเหลวของการอนุ รักษ์ผืนดินและป่าต้น น้ำที่หมดสภาพการซับน้ำ

* หาดใหญ่: ศูนย์กลางเศรษฐกิจแดนใต้ที่ยังคงถูกหลอกหลอนด้วยภูมิประเทศแอ่งกระทะ และการถมทับทางน้ำด้วยคอนกรีตของการพัฒนาเมือง

จากยอดดอยจรดปลายด้ามขวาน จนถึงถนนคอนกรีตของเมืองหลวง ปรากฏ การณ์ฝนตกหนักแบบสุดขั้ว (Extreme Weather) กำลังฉีกตำราและสถิติเดิมทิ้งทั้งหมด ปริมาณฝนสะสมเกือบ 300 มิลลิเมตรใน กทม. หรืออัตราฝนเทกระหน่ำในหลายจุดที่พุ่งทะลุ 100 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง จึงไม่อาจหลบซ่อนอยู่ใต้ถ้อยคำประโลมใจอย่าง "น้ำรอระบาย" ได้อีกต่อไป หากแต่คือคำพิพากษาต่อระบบระบายน้ำและวิสัยทัศน์ในอดีตที่ออก แบบมารองรับฝนเพียง 60 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งล้าสมัยไปแล้วอย่างสิ้นเชิง

ความล้มเหลวครั้งนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากเมฆฝนบนฟากฟ้า แต่เริ่มต้นจาก "ความไม่เพียงพอเชิงยุทธศาสตร์และโครงสร้างการบริหารจัดการภัยพิบัติที่ไร้ประสิทธิภาพ"

ข้อเขียนนี้มิได้มุ่งจะเจาะจงหรือจะวิพากษ์วิจารณ์นายกรัฐมนตรีท่านใดท่านหนึ่งโดยเฉพาะ หากแต่มุ่งเสนอเป็นบทเรียนเชิงระบบและข้อคิดทางยุทธ ศาสตร์แก่ผู้นำรัฐบาลทุกคน ไม่ว่าจะเป็นในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต เพราะในโลกที่สภาพภูมิอากาศแปรปรวนจนถึงขีดสุด หน้าที่ของนายกรัฐ มนตรีไม่อาจเป็นเพียง "ผู้ปลอบประโลมใจหลังมหันตภัย" ที่คอยสวมรองเท้าบูทลุยน้ำแจกถุงยังชีพ หรือเคาะงบประมาณเยียวยาหลังชีวิตและทรัพย์สินพังทลาย ผู้นำยุคโลกเดือดต้องมีปรีชาญาณในการ "นำหน้าภัยพิบัติ" (Anticipatory Governance) ด้วยการวางรากฐาน 4 เสาหลัก:

1. ยกระดับการเตือนภัยจาก “คาดการณ์กว้างๆ” สู่ “ข้อมูลเจาะจงเตือนภัยล่วงหน้าที่มีรายละเอียด” (Hyper-local Early Warning)

ระบบราชการที่ทำงานแบบไซโล (Silo) ต้องถูกยุบรวมเป็นศูนย์ข้อมูลเดี่ยว (Single Data Platform) ที่เชื่อมโยงภาพถ่ายดาวเทียม เรดาร์ตรวจอากาศ และเซนเซอร์วัดน้ำแบบเรียลไทม์ ยิงสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉิน (Cell Broadcast) สู่สมาร์ตโฟนของประชาชนในพิกัดเสี่ยงล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นริมลำน้ำสาย ชุมชนลุ่มต่ำเชียงราย หรือตรอกซอกซอยใน กทม. เพื่อให้ผู้คนมีเวลาเคลื่อนย้ายชีวิตและทรัพย์สิน ไม่ใช่การออกหนังสือเตือนภัยตามแบบแผนราชการที่มาถึงหลังน้ำท่วมถึงเอว

2. ปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานให้ “ยืดหยุ่นและคืนสภาพเร็ว” (Climate-Resilient Infrastructure)

เมืองที่โตอย่างไร้ทิศทางคือการสร้างกับดักล่อภัยพิบัติ การถมพื้นที่ชุ่มน้ำรอบกรุงเทพฯ เพื่อสร้างหมู่บ้านจัดสรร หรือการขวางทางน้ำหลากในเมืองท่องเที่ยวภาคเหนือ ต้องถูกเบรกด้วยกฎหมายผังเมืองที่เข้มงวด ผู้นำต้องกล้าทลายการพึ่งพา "วิศวกรรมคอนกรีตเทียม" เพียงอย่างเดียว แล้วหันมาสถาปนา "โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว" (Nature-based Solutions) คืนพื้นที่แก้มลิง ซ่อมแซมป่าต้นน้ำ ขุดลอกลุ่มน้ำทั้งระบบ และออกแบบเมืองให้อยู่ร่วมกับธรรมชาติได้โดยไม่พังภินท์

3. การทูตลุ่มน้ำข้ามพรมแดน (Transboundary Water Diplomacy)

วิกฤตน้ำป่าและตะกอนดินทะลักแม่สายและลุ่มน้ำกกประจักษ์ชัดว่า พรมแดนของรัฐไม่อาจกั้นทางน้ำ ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในฝั่งไทย แต่ผูกโยงกับการรุกล้ำลำน้ำ การตัดไม้ และการทำเหมืองของประเทศเพื่อนบ้าน ผู้นำรัฐบาลต้องเลิกมองข้ามมิติต่างประเทศ และยกระดับประเด็นลุ่มน้ำสากลให้เป็นวาระการทูตสูงสุด เพื่อสร้างข้อตกลงร่วมในการบริหารจัดการลุ่มน้ำข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง

4. แยกบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ออกจากหน้างาน: สถาปนาขุนพลและทีมสู้ภัยพิบัติมืออาชีพ

หัวใจสำคัญที่สุดของการบริหารภาวะวิกฤตที่ผู้นำต้องตระหนัก คือ นายกรัฐมนตรีมี "อำนาจตามกฎหมายและความชอบธรรมทางการเมือง" แต่ภัยพิบัติหน้างานต้องการ "ทักษะเฉพาะทาง ความเด็ดขาดเชิงยุทธวิธี และความเป็นมืออาชีพ"

บทเรียนเชิงประจักษ์ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือเมื่อครั้งที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี สามารถนำพาประเทศจัดการกับวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้สำเร็จ ก็เป็นเพราะท่านได้บริหารจัดการตามกรอบคิดนี้อย่างเคร่งครัด โดยนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่เป็นผู้นำเชิงยุทธศาสตร์ คอยกำกับทิศทาง ปลดล็อกอำนาจทางกฎหมาย และสนับสนุนทรัพยากรอยู่ด้านหลัง พร้อมทั้งมอบความไว้วางใจให้แพทย์ นักระบาดวิทยา และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเป็นผู้นำทัพสั่งการเชิงเทคนิคหน้างานอย่างแท้จริง

โมเดลความสำเร็จดังกล่าวจำเป็นต้องถูกนำมาปรับใช้กับการสู้ภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างเร่งด่วน:

* นายกรัฐมนตรีในฐานะ Strategic Commander: ทำหน้าที่เปิดทาง คุ้มกันหลังบ้าน และสื่อสารภาวะวิกฤตกับประชาชน ปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายและงบประมาณฉุกเฉิน มอบ "ดาบอาญาสิทธิ์" ให้แก่ผู้เชี่ยวชาญ แล้วถอยออกมาเป็นฝ่ายสนับสนุนทรัพยากรเต็มกำลัง โดยไม่ลงไปล้วงลูกแทรกแซงการตัดสินใจเชิงเทคนิค

* แม่ทัพหน้างาน (Incident Commander): แต่งตั้งผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางอย่างแท้จริง ผ่านการฝึกระบบบัญชาการเหตุการณ์ (ICS) อ่านสถานการณ์อุทกวิทยาขาด กล้าตัดสินใจสั่งอพยพ สั่งตัดไฟ หรือสั่งผันน้ำได้ทันทีในเสี้ยววินาทีวิกฤต โดยมีอำนาจสั่งการข้ามเหล่าทัพ ทั้งทหาร ตำรวจ มหาดไทย สาธารณสุข และเครื่องจักรกลหนัก

* กองกำลังสู้ภัยพิบัติสาธารณะมืออาชีพ (Disaster Response Task Force): สร้างหน่วยปฏิบัติการพิเศษกู้ภัยระดับชาติที่พร้อมรบ 24 ชั่วโมง มีอุปกรณ์มาตรฐานสากล เช่น เรือตรวจการณ์กำลังสูง โดรนจับความร้อน และเครื่องสูบน้ำแรงดันสูงเคลื่อนที่เร็ว พร้อมทั้งดึงเครือข่ายกู้ภัยภาคประชาชนที่มีหัวใจเข้มแข็ง เข้ามาเป็นกองหนุนยุทธศาสตร์ภายใต้ระบบบัญชาการและการสื่อสารเดียวกัน

จากแม่สาย น่าน หาดใหญ่ ถึงใจกลางกรุงเทพมหานคร สัญญาณเตือนภัยได้ถูกส่งซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศในศตวรรษที่ 21 ได้กลายเป็นภัยคุกคามความมั่นคงระดับชาติอย่างแท้จริง

ผู้นำที่ชาญฉลาดต้องเข้าใจสัจธรรมข้อสำคัญ: ต้นทุนของการวางแผนป้องกัน คาดการณ์ล่วงหน้า และการสร้างทีมมืออาชีพหน้างาน ย่อมถูกกว่าต้นทุนของการฟื้นฟูเยียวยาหลังความพินาศอย่างไม่อาจเทียบเคียง และการปกป้องประชาชนให้รอดพ้นจากความบ้าคลั่งของธรรมชาติ คือบททดสอบความชอบธรรมและขีดความสามารถที่แท้จริงของการบริหารราชการแผ่นดินในยุคนี้