xs
xsm
sm
md
lg

ลัทธิทหารญี่ปุ่น...เมื่อ“ซามูไร”หันไปคว้าดาบ!!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทับทิม พญาไท


ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น
เปิดฉากสัปดาห์นี้...ขออนุญาตเปลี่ยนบรรยากาศ จากที่ต้องปวดหัว เวียนเฮด กับฉากสถานการณ์ตะวันออกกลาง หรือแถวๆ ยุโรปตะวันออกมาโดยตลอด ลองแฉลบมาแวะใกล้ๆ บ้านเราขึ้นมาอีกสักหน่อย คือที่ประเทศญี่ปุ่นดินแดนนักรบซามูไร อาจด้วยเหตุเพราะเมื่อวัน-สองวัน มีโอกาสได้ไปอ่านข้อเขียน บทความ ของผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธของประเทศรัสเซีย “นายDmitry Kornev”นักเขียนและผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ “Military Russia project”ว่าด้วยเรื่อง “Japan is reaching for the sword again” ทำนองว่าคุณพี่ญี่ปุ่น-ยุ่นปี่ ท่านทำท่าว่าจะหันคว้าดาบซามูไรกันอีกครั้ง อะไรประมาณนั้น อันเป็นอะไรที่ก่อให้เกิดความ “อึ้ง-ทึ่ง-เสียว”อยู่พอสมควร...

คือความเป็นนักรบซามูไร หรือความคลั่งไคล้ “ลัทธิทางทหาร”ของญี่ปุ่นนั้น...ต้องเรียกว่าสร้างความขนลุก ขนพอง ความน่าสยดสยอง ชนิดขนหัวลุก ขนคอตั้ง ต่อบรรดาประเทศแถบเอเชีย ไม่ว่าเอเชียตะวันออก หรือตะวันออกเฉียงใต้แถวๆ บ้านเรา แบบแทบ “ลืมไม่ลง” นับตั้งแต่ครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 จวบจนกระทั่งทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นคุณพี่จีน เกาหลี ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฯลฯ ต่างเคยเข็ดขี้อ่อน-ขี้แก่ กับความเหี้ยม ความโหด ของบรรดาทหารญี่ปุ่น ที่นอกจากจะบุกประเทศโน้น ประเทศนี้ ยังสร้างความเจ็บปวดรวดร้าว ทรมานทรกรรม ให้กับผู้คนในประเทศต่างๆ อย่างหนักหนา-สาหัสมิใช่น้อย ไม่ใช่แค่จับเอาตัวมาฆ่า มาขัง เอาสบู่ฉีดเข้าท้อง เอามาเป็นนางบำเรอ มาระบายความใคร่ ฯลฯ เผลอๆ...ยังเอามาเป็น “หนูทดลอง” ฉีดเชื้อโรค ฉีดสารเคมีเข้าไปในร่างกาย เพื่อค้นคว้าหาข้อมูลเอามาประดิษฐ์คิดค้นอาวุธร้ายๆ จนทำให้บรรดาชาวจีน ชาวเกาหลี ทุกวันนี้ ยังไม่หายโกรธ ยังพร้อมที่จะลุกขึ้นมาด่า มาประณาม ไม่ว่าจะกล่าว “คำขอโทษ”ไปบ้างแล้วอย่างเป็นทางการ หรือไม่เป็นทางการก็ตามที...

แต่หลังจากพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ลัทธิทหารตามแบบฉบับญี่ปุ่นถูกผู้ชนะอย่างคุณพ่ออเมริกาขจัดกวาดล้างแบบชนิดไม่คิดจะให้เหลือเศษ เหลือซาก โดยอาศัยกฎหมายสูงสุด ระดับกฎหมายรัฐธรรมนูญนั่นแหละ เป็นตัวบังคับ และนั่นเอง...ที่ทำให้ผู้คนในประเทศญี่ปุ่นนับจากนั้น เริ่มหันมาเห็นดี-เห็นงามกับแนวคิดในการขับเคลื่อน การฟื้นฟูประเทศ ตามแนวทางที่เรียกๆ กันว่า “ลัทธิโยชิดะ” (Yoshida Doctrine) อันเป็นแนวคิดของอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นหลังช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และอดีตนายกรัฐมนตรีในเวลาต่อมา คือ “นายYoshida Shigeru” ที่ไม่คิดจะกลับไปคว้า “ดาบซามูไร” อีกต่อไปแล้ว หันมาเน้นหนักในการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยมีกองกำลังของผู้ชนะ คือบรรดาทหารอเมริกัน คอยทำหน้าที่ช่วยปกป้อง คุ้มครอง ในฐานะ “สุนัขเฝ้าบ้านอันทรงเกียรติ” กันแทนที่...

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า...บรรดาผู้ที่นิยม “ลัทธิทหาร” ของญี่ปุ่นจะถูกถอนราก ถอนโคน จนไม่มีโอกาสกลับมาเจริญเติบโต งอกงามได้อีกต่อไป เพราะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ตามมาด้วยการเปิดฉาก “สงครามเย็น” ระหว่าง “โลกเสรี”อันมีคุณพ่ออเมริกาเป็นผู้นำ กับ “โลกคอมมิวนิสต์”ที่มีคุณน้ารัสเซียเป็นหัวหอก การหาทางเล่นงานชาวญี่ปุ่นที่นิยมลัทธิมาร์กซ์ เลื่อมใสพวกคอมมิวนิสต์ เลยทำให้หน่วยข่าวกรองอเมริกันอย่าง “CIA” หันไปยืมมือพวกฝ่ายขวา หรือพวกที่นิยม “ลัทธิทหาร” นี่แหละ ต่อต้าน เล่นงานคอมมิวนิสต์ในญี่ปุ่น จนทำให้บรรดากลุ่มคนเหล่านี้กลับฟื้นคืนชีวิต คืนสู่อำนาจ ระดับที่ว่ากันว่า มีบทบาทถึงขั้นแทบไม่ต่างอะไรไปจาก “Deep State”ของญี่ปุ่นเอาเลยก็ว่าได้ คือยังแฝงตัวอยู่ในแวดวงการเมือง-เศรษฐกิจ แม้ยอมเดินไปในแนว “ลัทธิโยชิดะ” อยู่บ้างก็ตาม...

แต่เพราะความ “เสื่อมถอย”ทางอำนาจของอเมริกา รวมทั้งการผงาดขึ้นเป็น “มหาอำนาจคู่แข่ง”ของคุณพี่จีนนั่นเอง ที่ทำให้เกิด “เงื่อนไข-ข้ออ้าง”ของบรรดาผู้ที่คิดจะฟื้นฟู “ลัทธิทหาร” ในญี่ปุ่นขึ้นมาใหม่ ไม่ว่าจะด้วยความพยายาม “แก้ไขรัฐธรรมนูญ”เพื่อให้ “กองกำลังป้องกันตนเอง”ของญี่ปุ่น (The Japan Self-Defense Force) กลายมาเป็นกองทัพญี่ปุ่นแบบประเทศโดยทั่วไป แบบไม่ต้องพึ่งพาอาศัย หรือไม่ต้องยืมจมูกหายใจจาก “สุนัขอันทรงเกียรติ” อย่างอเมริกาต่อไปเอาเลยก็ว่าได้ อันนี้นี่แหละ...ที่ทำให้ใครต่อใครเริ่มเกิดอาการขนหัวลุก ขนคอตั้ง ขึ้นมาอีกครั้งเพราะเอาเข้าจริงๆ แล้ว...กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่น หรือ “SDF”ทุกวันนี้ ก็เป็นอะไรที่น่ากลัวอยู่พอสมควร เพราะแม้โดยกฎหมายญี่ปุ่นจะวางข้อกำหนดให้การป้องกันประเทศ จะใช้เงินงบประมาณได้ไม่เกิน 1 เปอร์เซ็นต์ของ “GNP”แต่ด้วยความ “รวยไม่เสร็จ”ของญี่ปุ่นนั่นเอง ทำให้แม้เพียงแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ของ “GNP” ก็ปาเข้าไปเป็นหมื่นๆ ล้านดอลลาร์ หรือราวๆ 33,832 ล้านดอลลาร์ ถ้าว่ากันตามตัวเลขปี ค.ศ 2002 อันทำให้งบประมาณทางทหารญี่ปุ่นมากเป็นอันดับ 3 ของโลก แม้ว่าต่ำกว่าอเมริกาและอังกฤษ แต่ก็ยังสูงกว่างบประมาณทางทหารของประเทศมหาอำนาจอย่างฝรั่งเศส หรือเยอรมนี...

ยิ่งเมื่อ “ภัยคุกคาม”จากจีน ไปจนถึงเกาหลีเหนือ กลายเป็น “ข้ออ้าง”ที่ยากจะปฏิเสธยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ลักษณะอาการที่ผู้เชี่ยวชาญทหารรัสเซีย อย่าง “นายDmitry Kornev”เขาเรียกว่า “หันไปคว้าดาบ”อีกครั้ง เลยปรากฏให้เห็นชัดเจนยิ่งเข้าไปทุกที ไม่ว่าโดยการทดสอบและติดตั้งขีปนาวุธอย่างจรวด “Tomahawk”เอาไว้ในเรือพิฆาต “JS Chokai”แล้วเตรียมติดตั้งไว้ในเรือพิฆาตอีกหลายต่อหลายลำ ไม่ว่าเรือ “JS Kirishima”, “JS Haguro”, “JS Myoko”หรือ “JS Atago”ฯลฯ อีกทั้งเรือพิฆาตญี่ปุ่นนั้น ต้องเรียกว่า...ไม่ธรรมดาจัดอยู่ในระดับ “ASEV-Class”ยาว 189 เมตร กว้าง 25 เมตร น้ำหนัก 12,000 ตัน ติดตั้งอาวุธร้ายๆ เอาไว้เพียบ ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น...ก็คือบรรดาอาวุธร้ายๆ ที่ว่า ไม่ใช่แค่ระดับ “Patriot”หรือ “Tomahawk” ที่ได้รับจากอเมริกาเป็นประเทศแรกๆ แต่ความพยายามที่จะพัฒนาอาวุธของตัวเอง โดยเฉพาะประเภทขีปนาวุธ “Hypersonic”ระดับพิสัยใกล้-พิสัยกลาง ที่สามารถยิงจากเรือดำน้ำ หรือที่มอบหมายให้บริษัท “Mitsubishi Heavy Industries” พัฒนาขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2023 ก็ยิ่งทำให้กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่น ยิ่งน่ากลัวเข้าไปใหญ่...

นั่นยังไม่รวมไปถึงความพยายามที่จะพัฒนา “เครื่องบินรบเจเนอเรชั่น 6” (sixth-generation fighter jet) ที่ใกล้ประสบความสำเร็จภายในปี ค.ศ. 2027 เตรียมปรับสภาพกองทัพให้มีอานุภาพยิ่งๆ ขึ้นไป นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2040 ไปจนถึงปี ค.ศ. 2050 ร่วมกับ “อดีตพันธมิตรฟาสซิสต์”เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเยอรมนี พัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกลแบบ “Hypersonic”ในญี่ปุ่น และที่น่าตกใจ น่าตกตะลึงพรึงเพริดเป็นอย่างยิ่ง ก็คือการยกเลิกข้อห้ามในการนำเอาพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ในทางทหาร หรือเปิดโอกาสให้กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นเตรียมสร้างเรือดำน้ำที่ขับเคลื่อนโดยพลังงานนิวเคลียร์ให้สำเร็จเสร็จสิ้น ภายในอีก 3 ปีข้างหน้า!!!

อันนี้นี่แหละ...ที่ทำให้ผู้เชี่ยวชาญทางทหารชาวรัสเซีย อย่าง “นายDmitry Kornev” แกอดคิดเล็ก-คิดน้อย หรือคิดมากขึ้นมาไม่ได้ ว่าด้วยความช่ำชองในการนำเอาพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ประโยชน์ทางสันติมานานแล้ว ไม่ถูกกีดกัน ขัดขวาง แบบอิหร่านเอาเลยแม้แต่น้อย สามารถเสริมสมรรถนะยูเรเนียม พลูโตเนียม แบบชนิดปลอดโปร่งโล่งสบาย ย่อมทำให้โอกาสที่ญี่ปุ่นจะก้าวล้ำไปถึงขั้นสร้าง “ขีปนาวุธนิวเคลียร์”ขึ้นมาใช้เอง ภายในช่วงเวลาไม่กี่เดือนเท่านั้น เหมือนอย่างที่เปิดโอกาสให้กระทรวงกลาโหมสร้างเรือดำน้ำนิวเคลียร์ ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เอาเลย แม้ว่าชาวญี่ปุ่นทั้งหลายจะเด๊ดสะมอเร่ย์ อิน เดอะ เท่งทึง เพราะอาวุธร้ายๆ ชนิดนี้นับแสนๆ คน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มาแล้วก็ตามที...

เอาเป็นว่า...ไม่ว่าจะเป็นการมองโลกในแง่ร้าย หรือในแง่ที่เป็นจริง แต่ด้วยความเคลื่อนไหวทางทหารของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น รวมทั้งความมุ่งมั่น เอาจริง-เอาจังของรัฐบาลที่มีพวก “Deep State”ญี่ปุ่นอยู่เบื้องหลัง หรือไม่? อย่างไร? ก็แล้วแต่ แนวโน้มแห่งการกลับมาของ “ลัทธิทหาร” โดยอาศัย “ภัยคุกคาม”จากประเทศเพื่อนบ้านเป็นข้ออ้าง รวมทั้งภาวะความเสื่อมทรุด เสื่อมโทรมของ “สุนัขเฝ้าบ้านผู้ทรงเกียรติ” อย่างอเมริกา ที่ออกอาการ “เขี้ยวหัก” ครั้งแล้ว-ครั้งเล่า ยิ่งน่าจะส่งผลให้ภูมิภาคเอเชีย หรือ “แนวรบทะเลจีนใต้”ยิ่งทวีความดุเดือดเลือดพล่านยิ่งเข้าไปทุกที อาจไม่น้อยไปกว่า “แนวรบตะวันออกกลาง” หรือ “แนวรบยุโรปตะวันออก” เอาเลยก็ไม่แน่ โดยไม่ว่าสัมพันธภาพระหว่าง “มหาอำนาจสูงสุด”อเมริกา กับ “มหาอำนาจคู่แข่ง”อย่างจีน จะเป็นไปในรูปใดก็ตามที...