xs
xsm
sm
md
lg

เบื้องหลัง “ประธานเหมา” พบ “คึกฤทธิ์-น้าชาติ”กับการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครั้งประวัติศาสต

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



100 วันพิธีศพ “น้าชาติ”!!! (ตอน 12)
เบื้องหลัง “ประธานเหมา” พบ “คึกฤทธิ์-น้าชาติ”
กับการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครั้งประวัติศาสตร์


ต่อจากบทความครั้งก่อน ที่ผมเล่าถึง “การเปิดสัมพันธไมตรีไทย-จีน” การพบปะระหว่างประธาน เหมา เจ๋อตุง กับ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีไทย ที่เดินทางไปสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2518 ถึง 6 กรกฎาคม 2518

ซึ่งท่านประธาน เหมา เจ๋อตุง ให้บุคคลไทยเพียง 2 ท่าน เข้าพบพูดคุยเป็นการส่วนตัว นั่นคือ นายกรัฐมนตรี กับ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

หลายคนอยากทราบลงลึกไปถึงเบื้องหลังของนโยบายนี้.. ผมจึงขออ้างอิงคำกล่าวของท่านอดีตนายกรัฐมนตรี นาย อานันท์ ปันยารชุน ที่เล่าถึงเรื่องนี้นะครับ..

“อยู่ๆ วันหนึ่ง คุณชาติชายก็เรียกเข้าไปในห้องบอกว่า ‘คุณอานันท์ คุณอานันท์ต้องไปปักกิ่งแล้วนะ ไปเจรจาเปิดความสัมพันธ์’ ผมก็บอกว่า ‘ท่านรัฐมนตรีช้าๆ หน่อย ไม่ใช่อยากไปปั๊บก็เดินทางไปได้เลย’ ผมก็ถามต่อไปว่า ‘อันนี้เป็นนโยบายของรัฐบาลหรือครับ’ คุณชาติชายบอก ‘เฮ้ย ไม่ใช่ แต่ท่านนายกฯ คึกฤทธิ์กับผมตกลงกันแล้ว’ ผมก็บอกไปว่าอันนั้นผมรับได้ คือ แหม.. มันไม่จำเป็นต้องเป็นข้อมติของ ครม. ก็ได้ แต่เมื่อตัวนายกฯ กับตัวรัฐมนตรีต่างประเทศเห็นพ้องต้องกันว่าต้องเริ่ม อันนั้นผมรับได้ แต่ผมก็แปลกคือ เราได้รับการ train (ฝึกฝน) มาให้เป็นนักการทูต เราก็ต้องมองค่อนข้างจะละเอียดหน่อย ดังนั้นผมก็ถามไปว่า แล้วทาง สมช. หรือสภาความมั่นคงแห่งชาติว่ายังไง ซึ่งตอนนั้นคุณสิทธิ (พลอากาศเอกสิทธิ เศวตศิลา) เป็นเลขาธิการ สมช. คุณชาติชายก็แบบคุณชาติชายนั่นแหละ ท่านหัวเราะก๊ากบอกว่า ‘ไปถามมัน มันก็บอกให้ศึกษาต่อไปน่ะซี ก็ สมช. มันชอบศึกษาอยู่เรื่อย ไม่ต้องทำอะไร คอยเป็นปีๆ ไม่ต้องไปถาม’ ผมก็บอกว่า ‘ก็แล้วแต่ เพราะท่านเป็นคนกำหนดนโยบาย ท่านก็ต้องรับผิดชอบ’...”

จากนี้.. ผมขอนำข้อเขียนเรื่อง “58 นาที ที่ผมคุยกับเหมา เจ๋อตุง” ของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ฯ ภาคต่อจากที่ผมนำมาลงตีพิมพ์ในบทความครั้งก่อน ซึ่งจบลงด้วยข้อความว่า “ตัวการที่ทำให้เหมากับนิกสันได้พบกันอีก(ครั้ง) นั่งอยู่นี่”

58 นาที ดูเร็วเหลือเกิน นายเติ้ง เสี่ยวผิง ซึ่งนั่งอยู่ที่มุมห้อง ลุกขึ้นมาทำท่าว่ายังมีราชการแผ่นดินแผ่นทรายใหญ่หลวงลึกซึ้งนัก ให้ผมมอบของขวัญให้ท่านประธาน แล้วเรียกช่างภาพมาถ่ายรป เสร็จแล้วผมก็ลาท่านกลับมา

เดินออกมาก็ได้แต่รำพึงกับตัวเองว่า วันนี้ได้พบได้รู้จักประเทศจีนอันไพศาล ได้พูดคุยกับประชาชนชาวจีน 800 ล้านคน และได้อ่านประวัติศาสตร์จีนอันยาวนาน นับตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน...”

หลังได้เข้าพบประธานเหมา เจ๋อตุง แล้ว นายกฯ คึกฤทธ์ ได้ให้สัมภาษณ์นักข่าวว่า

“พูดจากใจจริงแล้ว วันนี้ข้าพเจ้าถึงได้รู้จักประเทศจีนที่กว้างใหญ่ไพศาล ข้าพเจ้ารู้สึกว่าได้พูดคุยกับชาวจีน 800 ล้านคน ช่วยให้ข้าพเจ้ารู้จักประวัติศาสตร์จีนนับแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบัน ความยิ่งใหญ่ของประธานเหมา เจ๋อตุง ไม่เพียงแต่ยิ่งใหญ่โดยรูปร่างหน้าตา แต่ยังสะท้อนออกมาจากการเป็นคนมีความรอบรู้ มีปัญญา และมีบุคลิกภาพที่น่าเกรงขาม ทำให้ผู้คนต้องเกิดความยำเกรง”

การไปเยือนจีนในครั้งนั้นของ นายกฯ คึกฤทธิ์ ปราโมช และรัฐมนตรีต่างประเทศ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวด และหลังจากได้พบกับประธานเหมา เจ๋อตุง แล้ว ก็ไปที่โรงพยาบาล เพื่อไปเยี่ยมนายกฯ โจว เอินไหล ผู้ซึ่งเป็นปูชนียบุคคลที่คนจีนนับถือกันมากมาย ตอนเข้าพบนั้น นายกฯ คึกฤทธิ์ ก็ได้กล่าวแสดงความคารวะดุจผู้น้อยเข้าพบผู้ใหญ่ ดังที่ได้มีการบันทึกไว้ว่า

“ฯพณฯ มีความกรุณาข้าพเจ้ามากที่ได้ให้มีโอกาสพบท่าน ข้าพเจ้ามีความซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง ข้าพเจ้ามีความเลื่อมใสท่านมานานแล้ว ชีวิตข้าพเจ้ามีความปรารถนาไม่มากนัก แต่การอยากพบกับท่านนั้นก็เป็นความปรารถนาอย่างหนึ่งมานาน บัดนี้ก็ได้สมความปรารถนาแล้ว รู้สึกมีความปิติยินดียิ่งนัก”

นายกฯ โจว เอินไหล ได้แสดงความขอบคุณนายกฯ คึกฤทธิ์ ก่อนที่จะเล่าให้นายกฯ คึกฤทธิ์ฟังว่า หลังจากได้ลงนามสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศมาเลเซียใน พ.ศ. 2517 วันรุ่งขึ้นคือวันที่ 1 มิถุนายน ก็ต้องมาอยู่ที่โรงพยาบาล ตอนประธานาธิบดีมาร์กอสจากประเทศฟิลิปปินส์มาเยือนนั้น ก็ลงนามในการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกันที่โรงพยาบาลนี้ จากนั้นท่านกล่าวกับหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า

“ในหลายสิบศตวรรษที่ผ่านมา ประเทศของเราทั้งสองก็มีไปมาหาสู่กัน ประเทศทั้งสองอยู่ใกล้กันมาก ติดต่อกันทางทะเลก็สะดวกมาก ดังนั้น พูดไปแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับเป็นญาติกัน”

หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์พยักหน้าเห็นด้วย และกล่าวเสริมเป็นการยืนยันความเป็นญาติกันว่า
“เรื่องนี้ข้าพเจ้าช่วยยืนยันได้เลย ความจริงข้าพเจ้าก็พูดกับรองนายกฯ เติ้ง เสี่ยวผิง แล้วว่า หากเราดูจากเทือกเถาเหล่ากอของคณะที่มาด้วยกันครั้งนี้ก็จะพบว่า ในไม่กี่ชั่วอายุคนก่อน ต้องมีคนหนึ่งเป็นคนจีน หากย้อนไกลไปอีกหรือหลายสิบศตวรรษก่อน ความใกล้ชิดยิ่งมีมาก”

เรื่องนี้เป็นที่รู้กันดีว่า หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็เป็นผู้ที่มีสายเลือดจีนผ่านมาจากเจ้าจอมมารดาพระองค์หนึ่งในรัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ในเวลานั้น นายกฯ โจว เอินไหล นอนอยู่โรงพยาบาล สุขภาพอาการไม่สู้ดีนัก ได้ปรารภว่า
“สุขภาพของข้าพเจ้าท่านก็เห็นแล้วเวลานี้ ให้รองนายกฯ เติ้ง เสี่ยวผิง ปฏิบัติหน้าที่แทนข้าพเจ้า”

มีข้อสังเกตว่า การเจรจาความเมืองระหว่างหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์กับนายกฯ โจว เอินไหล นั้น คล้ายกับท่วงทำนองของการเจรจาความในวรรณคดีเรื่อง “สามก๊ก” ฉันใดก็ฉันนั้น

ในคืนวันต่อมาถึงวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 หม่อมราชวงศ์คึกฤทธ์ ปราโมช ได้กล่าวกับเติ้ง เสี่ยวผิง ในงานเลี้ยงรับรองด้วยความตื้นตันใจ ที่ประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนประสบความสำเร็จในการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต มีใจความตอนหนึ่งว่า

“เมื่อวานนายกฯ โจว เอินไหล กับข้าพเจ้า ได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมในการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตของประเทศไทยกับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนแล้ว โดยส่วนตัวแล้ว ข้าพเจ้าถือว่าเป็นเกียรติอย่างมาก แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ วันที่ 1 กรกฎาคม 1975 นี้ จะเป็นวันที่ได้รับการจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ เป็นวันที่มีนัยที่สำคัญยิ่งในประวัติความสัมพันธ์ไทย-จีน”

หลังจากนั้น ประเทศไทยได้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใหญ่ จนทำให้หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ปราโมช ต้องพ้นจากตำแหน่งไปในที่สุด หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ได้กล่าวถึงภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้ว่า
ทำให้ “ข้าพเจ้านอนตายตาหลับแล้ว!”

ผมรู้สึกปลื้มปริ่มไปกับคุณชายฯ ที่เรื่องสัมพันธภาพประวัติศาสตร์ไทย-จีน ถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงในชีวิตของท่าน ส่งผลให้ท่านตายตาหลับ!

แต่ผมคิดว่า เรื่องที่รบกวนวิญญาณของคุณชายฯ ให้ต้องตาตื่นตลอด ก็ตรงที่นักการเมืองไทยทุกยุคทุกสมัยยังไม่เลิกขี้โกง ไม่แยแสต่อคำพูดเหน็บแนมของคุณชายฯ หวังจะสร้างสังคมคุณธรรม ที่ว่า..
“ถ้านักการเมืองไทย หยุดโกงเพียง 2 ปี ถนนในประเทศไทย จะปูด้วยทองคำก็ยังทำได้”

คุณชายคึกฤทธิ์ ปราโมช จากไปนานถึง 31 ปีแล้ว แต่บรรดานักการเมืองไทยยังคงยึดมั่นสันดาน “โกงชาติ-โกงประชาชนไทย” ซ้ำร้าย.. สันดานแย่ลงกว่าเดิมเสียอีกว่ะ???!!!

นักการเมืองหยุด โกงเพียง 2 ปี ถนนในประเทศไทย จะปูด้วยทองคำยังทำได้ คุณชายคึกฤทธิ์ ปราโมช ตายตาไม่หลับ ก็เพราะนักการเมืองยังโคตรโกงชาติ และโกงมากขึ้นกว่าเดิมอีก