ถ้าจะพูดว่า วันนี้ใครคือผู้มีอำนาจสูงสุดในฝ่ายบริหารในทางนิตินัย คุณอาจตอบได้ว่าคือ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แต่สำหรับคอการเมืองแล้วย่อมรู้ว่า ยังมีคนธรรมดาสามัญคนหนึ่งที่อยู่เหนือนายกรัฐมนตรี
และผมเชื่อว่า ทุกคนในประเทศนี้รู้ดีว่าคนคนนั้นเป็นใคร นอกจากจะแกล้งบอดใบ้มองไม่เห็นความพิกลพิการของโครงสร้างทางการเมืองนี้
คำถามคือ คนคนนั้นสามารถควบคุมฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และแผ่อำนาจเข้าไปถึงองค์กรอิสระได้เพียงใด เพราะการควบคุมเสียงของ สว.ได้ ย่อมทำให้มีอำนาจต่อรองเหนือการเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญในองค์กรอิสระ แม้จะต้องผ่านกระบวนการสรรหามาก่อน แต่สุดท้ายก็ต้องผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา ผู้ที่ต้องการเข้าสู่ตำแหน่งเหล่านั้นย่อมมองเห็นว่า ใครมีอำนาจเปิดหรือปิดประตูให้ตัวเอง
หากบุคคลซึ่งไม่มีตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญสามารถสร้างหรือควบคุมเครือข่าย สว.จำนวนมาก และใช้เครือข่ายนั้นเป็นประตูคัดกรองว่าใครจะเข้าสู่องค์กรอิสระได้ วันนั้นปัญหาไม่ได้อยู่เพียงว่าวุฒิสภาถูกครอบงำ แต่หมายถึงกลไกที่มีไว้ตรวจสอบผู้ใช้อำนาจอาจตกอยู่ใต้อิทธิพลของเครือข่ายเดียวกับผู้ถูกตรวจสอบ ยิ่งหากฝ่ายบริหารและเสียงข้างมากในฝ่ายนิติบัญญัติอยู่ในมือด้วยแล้ว อย่างนี้พูดได้ไหมว่าคนคนนี้กำลังสร้างอำนาจเหนือกลไกถ่วงดุลของรัฐธรรมนูญ และผลักประเทศไปสู่อำนาจเบ็ดเสร็จ หรือ absolute power ที่รวมศูนย์อยู่ในมือคนเดียว
ผมเขียนมาถึงตรงนี้ ถ้านึกไม่ออกว่าเป็นใคร ก็แสดงว่าคุณไม่สนใจไม่รับรู้เรื่องราวทางการเมืองเลย หรือไม่คุณก็รู้ แต่เพราะคุณเป็นกองเชียร์รัฐบาลที่กำลังมีอำนาจ คุณก็เลยแกล้งมองไม่เห็นอำนาจที่กำลังถูกรวบไว้ในมือของคนคนเดียว
หากเป็นเช่นนั้นแล้ว ผมเห็นด้วยกับที่สนธิ ลิ้มทองกุล พูดในรายการของเขาว่า “การฮั้ว สว.นี้โดยเนื้อแท้แล้วคือ การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองโดยพฤตินัย” และควรถูกตรวจสอบต่อไปด้วยว่า หากมีการจัดตั้งเครือข่ายเพื่อยึดกุมและทำลายกลไกตรวจสอบถ่วงดุลจริง การกระทำนั้นจะเข้าข่ายล้มล้างการปกครองตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องพิสูจน์ต่อไป
ผมไม่เชื่อหรอกว่า วันนี้ยังจะปฏิเสธกันได้ว่า ไม่มีมูลเรื่องการฮั้ว สว. เพราะ กกต.เองก็มีมติให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหา 77 คน แม้จะยังไม่ใช่คำพิพากษาว่าบุคคลเหล่านั้นกระทำผิดแล้วก็ตาม เพียงแต่ความเห็นของ กกต.เสียงข้างมากนั้นต่างจากคนจำนวนมากในสังคมที่เชื่อว่า มี สว.กว่า 100 คนผ่านเข้ามาด้วยการฮั้ว และตั้งคำถามถึงบทบาทของพรรคภูมิใจไทย ขณะที่ กกต.เสียงข้างน้อยเห็นว่าควรดำเนินคดีกว้างกว่าที่เสียงข้างมากลงมติ รวมถึงในส่วนที่เชื่อมโยงถึงฝ่ายการเมือง
เราอาจจะยังสรุปไม่ได้ว่า พรรคภูมิใจไทยเกี่ยวข้อง แต่คำให้การของพยานที่สอดคล้องกัน เมื่อพิจารณาร่วมกับพยานหลักฐานอื่น มันน่าจะถึงเกณฑ์ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ตามมาตรา 62 หรือไม่ เหตุใดเรื่องในส่วนนี้จึงจบลงที่การยกคำร้องของ กกต.เสียงข้างมาก แทนที่จะยื่นคำร้องให้ศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย
แน่นอนว่า กกต.มีอำนาจประเมินความน่าเชื่อถือของพยาน แต่คำถามคือ ได้ประเมินคำให้การร่วมกับหลักฐานแวดล้อมทั้งหมดแล้วหรือไม่ และใช้มาตรฐานในการยื่นคำร้องต่อศาลถูกต้องหรือไม่
วันนั้นนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.พยายามกล่าวย้ำถึงความไม่น่าเชื่อถือของพยานรหัส 16/26 โดยเน้นย้ำถึงพฤติกรรมส่วนตัวและการกลับคำให้การ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการวินิจฉัยว่ามี “หลักฐานอันควรเชื่อได้” หรือไม่นั่นเอง แต่ความไม่น่าเชื่อถือในประวัติส่วนตัวจะทำให้ข้อเท็จจริงทุกเรื่องที่พยานกล่าวถึงหมดน้ำหนักไปทั้งหมดได้หรือ หากบางเรื่องสามารถตรวจสอบกับพยานบุคคลหรือหลักฐานอื่นได้
ช่วงหลังการเลือก สว.พยานคนเดียวกันอ้างว่า ในการประชุม สว.ที่โรงแรมย่านซอยรางน้ำ วันที่ 21 กรกฎาคม 2567 พบอนุทินและ สส.พรรคภูมิใจไทยมาที่โรงแรม และพบเนวิน ชิดชอบอยู่ในห้องประชุมใหญ่ นี่เป็นเหตุการณ์ที่พยานอ้างว่าเห็นด้วยตนเอง
คำถามคือ อนุทินและเนวินไปอยู่ตรงนั้นจริงไหม ไปทำอะไร และมีพยานปากอื่นให้การสอดคล้องกันหรือไม่ รวมถึงคำให้การเรื่องการประชุมที่สำนักงานพรรคช่วงหลังการเลือกระดับจังหวัดและก่อนการเลือกระดับประเทศ ซึ่งพยานอ้างว่าพบเนวิน สส.และกรรมการบริหารพรรคร่วมประชุมด้วย กกต.ได้ตรวจสอบว่าเป็นการประชุมเรื่องอะไร และเกี่ยวข้องกับการเลือก สว.อย่างไรแล้วหรือยัง
ขณะที่ฝั่งประธาน กกต.แถลงโต้แย้งว่าพยานขาดความน่าเชื่อถือ ข้อมูลการติดต่อทางโทรศัพท์ไม่ยืนยันเนื้อหาที่พูดคุย และหลักฐานเส้นเงินไม่เพียงพอ คำถามก็ยังอยู่ที่ว่า เมื่อนำหลักฐานแต่ละชิ้นมาพิจารณาประกอบกันแล้ว มีน้ำหนักเพียงใด ไม่ใช่เพียงแยกดูทีละชิ้นแล้วบอกว่า ไม่มีชิ้นไหนยืนยันทุกอย่างได้ด้วยตัวมันเอง
วันนี้บุคคลสำคัญของพรรคภูมิใจไทยจึงพ้นจากการถูกดำเนินคดีตามมติ กกต.ครั้งนี้ แต่บุคคลภายนอกที่ถูกดำเนินคดีมีหลักฐานเชื่อมโยงกับใครในพรรคบ้าง และ กกต.ได้ตรวจสอบความเชื่อมโยงเหล่านั้นไปถึงไหน การดำเนินคดีเฉพาะคนบางส่วนตอบคำถามได้หรือไม่ว่า ใครเป็นผู้จัดตั้ง ใครเป็นผู้ประสานงาน และใครได้ประโยชน์จากเครือข่าย สว.ที่เกิดขึ้น
วันนี้ในความเห็นของผม ปัญหาคืออำนาจรัฐกำลังถูกยึดไปอยู่ในมือของคนคนเดียว ผ่านเครือข่ายที่เชื่อมโยงฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และกระบวนการเข้าสู่องค์กรอิสระ โดยมีอนุทิน ชาญวีรกูล รับบทบาทแสดงเป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้นเอง
ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


