xs
xsm
sm
md
lg

ระเบียบโลกใหม่...กำลังอุบัติขึ้นมาในตะวันออกกลาง!!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทับทิม พญาไท



เปิดฉากสัปดาห์นี้...คงต้องขออนุญาตแวะไปยัง “แนวรบตะวันออกกลาง” กันอีกนั่นแหละทั่น!!! เพราะถึงแม้การดวลจรวด ดวลระเบิด การใส่กันไป-ใส่กันมา ไม่ว่าระหว่างอเมริกากับอิหร่าน หรือระหว่างอภิมหาเศรษฐีซาอุฯ กับบรรดานักรบจากประเทศที่ยากจนที่สุดในโลกแห่งเยเมน อย่างพวกนักรบ “Houthis” ก็ตาม อาจจะดูซาๆ เบาๆลงไปมั่ง แต่ถ้าว่ากันถึงการชิงไหว ชิงพริบ ชิงเป็นฝ่ายได้เปรียบ หรือ “การเอาชนะในทางยุทธศาสตร์” ระหว่างคู่ต่อสู้แต่ละฝ่ายในแนวรบด้านนี้ ต้องเรียกว่า...เป็นอะไรที่เข้มข้น คึกคัก และแหลมคม ชนิดคงต้องจับตาอย่างมิอาจกะพริบตาได้เลย!!!

คืออย่างที่ทราบๆ กันไปแล้วนั่นแหละว่า...เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่แล้ว รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน “นายAbbas Araghchi” ท่านได้บินด่วน บินตรง ไปยังเมืองจีน ไปเยือน “มหาอำนาจคู่แข่งของอเมริกา” ขณะที่สงครามอิหร่านยังคงร้อนๆ หรือยังต้องดวลจรวด ดวลระเบิด กับคุณพ่ออเมริกาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และการเดินทางไปเยือนครั้งนี้รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านท่านดูจะค่อนข้างมั่นอก-มั่นใจเอามากๆ ว่าด้วยการยืนหยัดลุกขึ้นสู้กับมหาอำนาจสูงสุดอย่างอเมริกาแบบชนิดหมัด-ต่อ-หมัด ยก-ต่อ-ยก ของอิหร่านคราวนี้ กำลังจะนำมาซึ่ง “ระเบียบโลกใหม่” หรือระเบียบที่จะถูกกำหนดขึ้นใหม่ โดยบรรดาประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางด้วยตัวของตัวเอง โดยปราศจากการกดดัน แทรกแซงใดๆ จากมหาอำนาจภายนอก หรือจากคุณพ่ออเมริกา ผู้ที่เคยครอบงำ และยุแยงตะแคงรั่ว ให้บรรดาประเทศในโลกมุสลิมทั้งหลาย หันมาเล่นงานกันเอง ตามแบบฉบับของ “นักล่าอาณานิคม” ในอดีต แบบที่เรียกว่า “Divide and Rule” หรือ “แบ่งแยกแล้วปกครอง” นั่นเอง...

ดังคำให้สัมภาษณ์หลังจากได้พบปะจับเข่า จับหัวหน่าว กับรัฐมนตรีต่างประเทศจีน “นายWang Yi” อย่างเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า “การร่วมมือระหว่างอเมริกา-อิสราเอลในการโจมตีอิหร่าน ได้กลายเป็นตัวชักนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับรากฐานของระเบียบต่างๆ ในภูมิภาค หรือกำลังก่อให้เกิดกระบวนการเจรจาและความร่วมมือของบรรดาประเทศต่างๆ ที่จะมีผลทำให้ไม่เหลือพื้นที่ใดๆ สำหรับกองกำลังต่างชาติภายในเอเชียตะวันตก หรือในตะวันออกกลางอีกต่อไป!!!” หรือพูดง่ายๆ ว่า...แนวโน้มที่บรรดาชาติอาหรับ หรือชาวโลกมุสลิม ทั้งหลายจะหันมาเจ๊าะแจ๊ะเจรจาหาข้อตกลง หาระบบ ระเบียบ ที่มีความเหมาะสม สอดคล้องระหว่างกันและกัน เพื่อให้เกิดสันติภาพและความมั่นคงภายในภูมิภาค โดยไม่มีอเมริกา หรือโดยหันไป “ถีบ” คุณพ่ออเมริกาให้พ้นๆ ไปจากอาณาบริเวณดังกล่าว มันชักจะมีความเป็นไปได้สูงยิ่งเข้าไปทุกที...

ทั้งนั้น ทั้งนี้...โดยมี “มหาอำนาจคู่แข่งอเมริกา” อย่างคุณพี่จีน พร้อมที่จะให้การสนับสนุนแบบสุดลิ่มทิ่มริดสีดวงทวาร หรือดังที่รัฐมนตรีต่างประเทศจีน “นายWang Yi” ท่านได้ยืนแถลงเคียงข้างกับรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านด้วยข้อความที่ว่า...จีนไม่เพียงแต่สนับสนุนอิหร่านในการปกป้องอำนาจอธิปไตยของตัวเองอย่างแข็งขันและไม่หวั่นเกรงใดๆ กับการข่มขู่ของอเมริกา ไม่ว่าในทางการเมือง-เศรษฐกิจ แต่...“จีนยังพร้อมเอามากๆ ที่จะรับบทเป็นผู้ทำให้ความตึงเครียดในภูมิภาคนี้ลดลงไปตามลำดับ รวมทั้งสนับสนุนให้ทุกฝ่ายหาทางออกด้วยการเจรจา พร้อมที่จะจัดตั้งและขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพและความมั่นคงขึ้นมาในภูมิภาคนี้...” นี่...ต้องเรียกว่า ไม่ใช่แค่การไปเซ็น “MOU” กับอเมริกาตามลำพัง และสุดท้าย...เลยหนีไม่พ้นต้องโดน “ทรัมป์บ้า” เบี้ยวแล้ว-เบี้ยวอีกซะดื้อ!!! แต่เป็นการขยายวง ขยายขอบเขตแห่งความร่วมมือ ที่จะช่วยให้ “ระเบียบใหม่แห่งภูมิภาค” และ “ระเบียบใหม่แห่งโลก” เป็นอะไรที่สอดคล้องต้องกัน เป็น “หลักประกัน” อันยากส์ส์ส์ที่ใครคิดจะโยกคลอนกันได้ง่ายๆ...

คืออันที่จริง...คงต้องบอกว่า พี่เบิ้มในตะวันออกกลางอย่างอิหร่านนั้นเขาตั้งปณิธาน ตั้งความปรารถนา ที่จะ “ถีบ” คุณพ่ออเมริกาออกจากอาณาบริเวณตะวันออกกลางมานานแล้ว ตั้งแต่ครั้งที่วีรบุรุษของชาติ อย่าง “พลเอกQasem Solimani” ถูก “ทรัมป์บ้า” ลอบสังหารในช่วงเป็นประธานาธิบดีสมัยแรก หรือในเดือนมกราฯ ปี ค.ศ. 2020 ด้วยการป่าวประกาศว่าการล้างแค้น-เอาคืน ต่อหนี้เลือด บัญชีเลือดเช่นนี้ มีแต่จะต้องหาทางทำให้กองกำลังทหารอเมริกันมิอาจหลงเหลืออยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางได้อีกต่อไปแม้แต่เพียงรายเดียว แต่ก็ด้วยจังหวะ-โอกาสที่ไม่ได้เอื้ออำนวยมากมายสักเท่าไหร่ และด้วยอำนาจ อิทธิพลของอเมริกาและโลกตะวันตก ที่ครอบงำภูมิภาคนี้มานานแสนนาน ไม่ว่าในทางการเมือง เศรษฐกิจ การทหาร เขาเลยต้องเงื้อ ต้องง้าง แบบง้างแล้ว-ง้างอีกมาเกือบๆ ครึ่งศตวรรษ (47 ปี) เอาเลยก็ว่าได้...

แต่ครั้นเมื่อคุณพ่ออเมริกาเปิดฉากโจมตีอิหร่านแบบดื้อๆ ทื่อๆ หรือแบบที่ไม่ได้มียุทธส่งยุทธศาสตร์ใดๆ รองรับเอาเลยแม้แต่น้อย มีแต่การถูกลาก ถูกจูง ให้ไปกัดใคร ขย้ำใครตามความปรารถนา-ต้องการของพันธมิตรอันศักดิ์สิทธิ์อย่างอิสราเอล ไม่ต่างอะไรไปจาก “สุนัขบ้า” อันนี้นี่แหละ...เลยกลายเป็นจังหวะและโอกาสอันงดงามของอิหร่านในอันที่จะใช้หลังพิงเชือก แอ่นไป-แอ่นมา แบบเดียวกับอดีตแชมป์โลกรุ่นเฮฟวี่เวท อย่าง “Muhammad Ali” ขณะที่ต้องเจอกับคู่ต่อสู้ที่เต็มไปด้วยลำหัก-ลำโค่นอย่าง “George Foreman” ก่อนที่จะ “โป้ง...ปิดบัญชี” ส่งคู่ต่อสู้ลงไปนอนนับแปด นับสิบ กันในจังหวะสุดท้าย ด้วยการยึดช่องแคบ “Hormuz” ปิดทางเข้า-ทางออกของปริมาณน้ำมันกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ของโลก แถมอีก 10 เปอร์เซ็นต์ยังโดนพันธมิตรอิหร่าน “Axis of Resistance” อย่างพวกนักรบ “Houthis” ปิดทางเข้า-ทางออก ช่องแคบ “Bab al-Mandab” อีกด้วยต่างหาก อันไม่เพียงเป็นตัวสร้างแรงกดดันอันมากมายมหาศาล ให้บรรดากลุ่มประเทศอ่าว (GCC) ที่ต่างต้องยอมศิโรราบให้กับอเมริกามาโดยตลอด แต่ยังสามารถใช้เป็นเครื่องพิสูจน์ ยืนยัน ให้เห็นโดยชัดเจนว่า “กองทัพแห่งศตวรรษที่ 20” ของอเมริกา ย่อมมิอาจปกป้องคุ้มครองใดๆ ให้กับประเทศดังกล่าว อันเนื่องมาจาก “ขีปนาวุธแห่งศตวรรษที่ 21” ของอิหร่านได้เลย...

อันนี้นี่แหละ...ที่ทำให้ความพยายามหาทางออก-ทางไป ด้วยการก่อรูป ก่อร่าง “ระเบียบแบบใหม่” ขึ้นมาในภูมิภาคตะวันออกกลาง จึงเริ่มเป็นรูป เป็นร่าง อย่างเป็นขั้น-เป็นตอน ไม่ว่าจะเป็นข้อตกลง “Mecca Joint Deterrence Agreement” ระหว่างซาอุฯ-ปากีสถาน-ตุรกี ที่แม้ว่าจะยังคลุมๆ เครือๆ หรือแทบไม่มีผลในทางปฏิบัติเมื่อซาอุฯ ถูกพวกนักรบเยเมนโจมตี แต่ก็ถือได้ว่า...เป็นข้อตกลงที่ก่อเกิดขึ้นมาโดยปราศจากอำนาจอิทธิพลใดๆ ของอเมริกาและอาจเป็นข้อตกลงที่จะเป็นอุปสรรคขัดขวางต่อความทะเยอทะยานในการขยายอำนาจ เขตแดน ของอิสราเอลหรือความพยายามที่จะบรรลุเป้าหมายอุดมการณ์ทางศาสนา อย่าง “The Great Israel” ภายในอนาคตเบื้องหน้าหรือจะเป็นข้อตกลงในการบริหาร-จัดการช่องแคบ “Hormuz” ระหว่างอิหร่านกับโอมาน โดยได้พยายามขอความเห็นชอบจากบรรดากลุ่มประเทศอ่าวถึงขั้นเตรียมที่จะจัดให้มีการพบปะที่ประเทศโอมาน ในวันจันทร์ที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา แม้การตกลงในขั้นตอนสุดท้ายจะถูกเลื่อนออกไปก็ตามที ไปจนถึงขั้นที่หนึ่งในประเทศอ่าวอย่าง “UAE” ซึ่งเคยแสดงตัวเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับอเมริกาและอิสราเอลด้วยการร่วมมือในข้อตกลง “Abraham Accord” กลับหันมาใช้เวทีประชุมกลุ่มประเทศ “BRICS” จัดให้มีการพบปะระหว่าง “เจ้าชายKhaled bin Mohamed bin Zayed Al-Nayan” แห่ง “UAE” กับประธานาธิบดี “Masoud Pezeshkian” ของอิหร่านซะเฉยเลย...ฯลฯ ฯลฯ...

อันนี้นี่เอง...ที่ทำให้อเมริกาและอิสราเอลมิอาจอยู่เฉยได้อีกต่อไป!!! การจัดประชุมระหว่างผู้นำทหารอเมริกาและอิสราเอลกับบรรดาตัวแทนกลุ่มประเทศอ่าว ไม่ว่าซาอุฯ, UAE, บาห์เรน, คูเวต, กาตาร์, จอร์แดน รวมไปถึงอียิปต์ที่ประเทศเยอรมนี จึงอุบัติขึ้นมาในวันอาทิตย์ที่ 20 ก.ย. “ตัดหน้า” การพบปะเจรจาระหว่างอิหร่านกับกลุ่มประเทศอ่าวที่โอมานจนต้องเลื่อนจากวันจันทร์ที่ 21 ก.ย.อย่างไม่มีกำหนด โดยถ้าว่ากันว่าข้อความที่ “นายBarak Ravid” แห่งสำนักข่าว “Axios” ที่ได้ชื่อว่าเป็น “นักปล่อยข่าว” หรือ “นักปั่นข่าว” ส่วนตัวของผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” นายทหารอย่าง “พลเรือเอกBrad Cooper” ผู้บัญชาการ “CENTCOM” ของกองทัพอเมริกัน และ “พลเอกEyal Zamir” ประธานเสนาธิการทหารอิสราเอล ต่างต้องออกเรี่ยว ออกแรง ลูบหลัง ลูบไหล่ บรรดาตัวแทนกลุ่มประเทศอ่าว ฯลฯ แบบชนิดเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามิใช่น้อย ไม่ว่าการให้คำมั่น-สัญญาว่า...กองทัพอเมริกันจะไม่ถอนกำลังออกจากภูมิภาคนี้ แม้ฐานทัพแต่ละแห่งจะถูกโจมตีจนยากที่จะฟื้นฟูกลับมาได้ดังเดิม การเสนอที่จะขยายช่องทางเดินเรือในช่องแคบ “Hormuz” เพื่อให้รอดพ้นจากการโจมตีโดยกองกำลัง “IRGC” ของอิหร่าน ไปจนถึงการนำเอาระบบ “Iron Dome” ของอิสราเอลมาติดตั้งไว้ที่ประเทศ “UAE” และพร้อมจะให้ความช่วยเหลือตลอดวัน ตลอดคืนไม่ว่าในแง่ข่าวกรอง ระบบตรวจจับ-ลาดตระเวน (surveillance and reconnaissance) หรือ “ISR” ฯลฯ ฯลฯ...

ส่วนใครจะน่าเชื่อ-ไม่น่าเชื่อ ใครจะสร้างความมั่นใจ-ไม่มั่นใจ ให้กับกลุ่มประเทศอ่าว บรรดาโลกอาหรับโลกมุสลิม ตลอดไปจนโลกทั้งโลก ได้มาก-น้อยไปกว่ากัน อันนี้...ไม่เพียงแต่เป็นเรื่อง “ทางใคร-ทางมัน” แต่ยังเป็นสิ่งที่คงต้องจับตาอย่างมิอาจกะพริบตาได้โดยเด็ดขาด เพราะมันอาจถือเป็น “จุดเริ่มต้น” ของสิ่งที่เรียกว่า “ระเบียบโลกใหม่” เอาเลยก็ว่าได้!!!