xs
xsm
sm
md
lg

พิรุธพรรคภูมิใจไทยรอดฮั้วสว. กับคำท้าของประธานกกต.ให้ฟ้อง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



การที่ กกต.มีมติเสียงข้างมากในคดีฮั้ว สว. ให้ส่งคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีกับ สว.เพียง 26 คน จากที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 มีความเห็นให้ดำเนินคดีกับ สว. 138 ราย และบุคคลอื่นอีก 91 ราย รวม 229 รายนั้น นอกจากดำเนินคดีกับ สว.แค่ 26 รายแล้ว ยังมีผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 คน และบุคคลอื่น 15 คน รวมเป็น 77 คนเท่านั้น ส่วนกลุ่มนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยและบุคคลที่เกี่ยวข้องซึ่งถูกกล่าวหารวม 21 คน ยกคำร้องหมด

สิ่งสำคัญกว่านั้นคือ ตามเอกสารแถลงมติของ กกต. ข้อกล่าวหาตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง เรื่องนักการเมืองช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็น สว. ไม่มีผู้ถูกดำเนินคดีแม้แต่คนเดียว เช่นเดียวกับมาตรา 76 วรรคสอง เรื่องผู้สมัครยินยอมให้นักการเมืองช่วยเหลือ ก็ไม่มีผู้ถูกดำเนินคดีแม้แต่คนเดียวเช่นกัน

เท่ากับว่าคดีที่มีข้อกล่าวหาถึงการจัดตั้งเครือข่ายเพื่อให้ได้มาซึ่ง สว.จำนวนมาก กลับไม่มีนักการเมืองคนใดต้องไปพิสูจน์ข้อกล่าวหานี้ในศาลเลย กกต.ต้องอธิบายให้ได้ว่า หลักฐานที่เชื่อมโยงถึงคนเหล่านี้ถูกหักล้างอย่างไร และเหตุใดพฤติกรรมของคนที่ส่งดำเนินคดีกับคนที่ไม่ส่ง จึงแตกต่างกันถึงขนาดนั้น

แม้นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.จะกล่าวถึงการติดต่อทางโทรศัพท์ระหว่างสมาชิกพรรคการเมืองกับผู้สมัคร สว. และคำให้การที่พบเห็นนายเนวิน ชิดชอบ กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล ไปพบกับ สว.ที่โรงแรมพูลแมน แต่ท่านอ้างว่ายังรับฟังไม่ได้ว่าเป็นการกระทำผิด และสิ่งที่ท่านยืนกรานคือ ท่านไม่เชื่อพยานรหัส 16/26 ซึ่งทราบกันว่าคือนายเอกราช ช่างเหลา โดยนายณรงค์พยายามอ้างหลายครั้งถึงคดียักยอกทรัพย์ การถูกตัดสิทธิทางการเมือง และการมาให้การภายหลังพ้นจากพรรคภูมิใจไทย

ทั้งที่สิ่งที่ต้องดูมากกว่าว่านายเอกราชมีพฤติกรรมอย่างไร คือ คำให้การของนายเอกราชนั้นเกิดขึ้นจริงไหม ที่นายเอกราชให้การว่าพรรคภูมิใจไทยวางแผนกัน โดยนายภราดร ปริศนานันทกุล เป็นคนวางแผนอย่างไรนั้น เป็นจริงตามนั้นไหม พฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ฐานการเมืองของพรรคภูมิใจไทยสอดคล้องกับสิ่งที่เขาให้การหรือไม่

จากข้อมูลพบว่า วันที่นายเอกราชเล่าว่ามีการประชุมวางแผนกันนั้น นายเอกราชยังอยู่พรรคภูมิใจไทย และเมื่อตรวจสอบสัญญาณโทรศัพท์วันนั้นก็พบว่านายเอกราชอยู่ที่พรรคจริง

นอกจากนั้น คำให้การของนายเอกราชยังตรงกับคำให้การของนายดิเรก พรสีมา พยานอีกคนหนึ่งด้วย กกต.เสียงข้างมากจึงต้องอธิบายว่า เมื่อมีทั้งข้อมูลโทรศัพท์และคำให้การของพยานอีกคนสนับสนุน เหตุใดจึงยังไม่ให้น้ำหนัก และมีหลักฐานอะไรหักล้างข้อมูลเหล่านี้ การย้ำถึงประวัติของนายเอกราชไม่ได้ตอบว่า เหตุการณ์ที่เขาให้การนั้นเกิดขึ้นจริงหรือไม่

นายณรงค์ยังอ้างถึงการกลับคำให้การ ความไม่สอดคล้องของพยาน และการไม่พบเส้นเงินที่สนับสนุนข้อกล่าวหา แต่เมื่อมีการกลับคำให้การ ก็ต้องถามต่อว่า กลับในประเด็นไหน เพราะอะไร และคำให้การครั้งใดมีหลักฐานอื่นรองรับมากกว่ากัน ไม่ใช่เมื่อพยานกลับคำแล้ว สิ่งที่เคยให้การไว้ทั้งหมดจะหายไปโดยไม่ต้องตรวจสอบ

ส่วนการไม่พบเส้นเงิน ก็ต้องดูว่าข้อกล่าวหาที่กำลังพิจารณาคืออะไร เพราะมาตรา 76 วรรคหนึ่งไม่ได้ห้ามเฉพาะการจ่ายเงิน แต่ห้ามนักการเมืองกระทำการโดยวิธีใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็น สว. ดังนั้นการวางแผน การจัดตั้ง หรือการประสานงานตามที่ถูกกล่าวหา ก็ต้องได้รับการตรวจสอบว่าเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และเข้าข่ายช่วยเหลือตามกฎหมายหรือไม่ด้วย

สิ่งที่น่าสนใจคือ พรรคภูมิใจไทยมีการทำหนังสือเป็นทางการไว้ล่วงหน้า ลงวันที่ 30 เมษายน 2567 ห้ามกรรมการบริหารพรรค ส.ส. ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และสมาชิกพรรค กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับการเลือก สว.

เท่าที่ปรากฏ พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคเดียวที่หยิบหนังสือเตือนสมาชิกซึ่งทำไว้ล่วงหน้ามายืนยันความไม่เกี่ยวข้อง แต่กลับเป็นพรรคที่นักการเมืองและบุคคลในเครือข่ายถูกกล่าวหาในสำนวนนี้ว่าอยู่เบื้องหลังการจัดตั้งเลือก สว. จึงน่าสงสัยไหมว่า ทำไมพรรคจึงเตรียมหนังสือไว้อย่างนั้น พรรคมองเห็นความเสี่ยงอะไรล่วงหน้า และเหตุใดสิ่งที่ออกหนังสือห้ามจึงกลับกลายมาเป็นข้อกล่าวหาต่อคนในพรรคเสียเอง

หนังสือฉบับนี้มีไว้เพื่อป้องปรามสมาชิกอย่างจริงจัง หรือมีไว้เพื่อให้พรรคหยิบขึ้นมาปฏิเสธความเกี่ยวข้องหากเกิดปัญหา เป็นคำถามที่ต้องตรวจสอบจากพฤติกรรมจริง หลังออกหนังสือแล้ว พรรคได้กำกับดูแลอย่างไร เคยตรวจสอบเรื่องที่ถูกร้องเรียนหรือไม่ และเมื่อมีข้อกล่าวหาถึงคนในพรรค พรรคทำอะไรนอกจากยกหนังสือฉบับนี้ขึ้นมาอ้าง

เพราะการมีหนังสือห้าม ไม่ได้พิสูจน์ว่าคนในพรรคไม่มีใครทำตามข้อกล่าวหา ถ้าพฤติกรรมที่เกิดขึ้นขัดกับหนังสือ ก็ต้องตรวจสอบพฤติกรรมนั้น จะเอาหนังสือที่เขียนไว้มาแทนการตรวจสอบข้อเท็จจริงไม่ได้ และยิ่งเอาหนังสือมาอ้างซ้ำ ๆ ก็ยิ่งต้องถามว่า ตกลงหนังสือนี้มีไว้ห้ามคนทำผิด หรือมีไว้ปกป้องพรรคเมื่อคนในพรรคถูกกล่าวหาว่าทำผิดกันแน่

ส่วนการพบกันที่โรงแรมพูลแมน รางน้ำ วันที่ 21 กรกฎาคม 2567 ซึ่งมีคำให้การถึงนายเนวิน นายอนุทิน และบรรดา สว.ที่ไปรวมตัวกันเพื่อกำหนดตัวประธานวุฒิสภา รวมทั้งข้อกล่าวหาว่ามีการให้ สว.ถ่ายสำเนาบัตรประชาชนและลงชื่อในใบลาออกไว้ล่วงหน้านั้น กกต.ตรวจสอบไปถึงไหน ใครเป็นผู้จัด ใครเป็นผู้เชิญ ใครรับผิดชอบค่าใช้จ่าย และมีการตกลงอะไรกันบ้าง

นายณรงค์อธิบายว่า การพบกันหลังเลือก สว.ยังไม่มีหลักฐานชี้ว่าเป็นการกระทำผิดตามข้อกล่าวหา แต่คำถามคือ เมื่อนำเหตุการณ์นี้ไปประกอบกับคำให้การเรื่องการวางแผนก่อนการเลือก ข้อมูลการติดต่อทางโทรศัพท์ และพฤติกรรมของบุคคลที่เกี่ยวข้องแล้ว ยังไม่เห็นความเชื่อมโยงอะไรเลยหรือ

จริงอยู่ การโทรศัพท์หากันไม่ได้บอกในตัวมันเองว่าคุยเรื่องอะไร แต่วัน เวลา ความถี่ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสัมพันธ์กันอย่างไร ก็เป็นสิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาร่วมกับพยานหลักฐานอื่น ไม่ใช่แยกดูทีละชิ้นแล้วบอกว่าแต่ละชิ้นพิสูจน์อะไรไม่ได้

โดยมีรายงานข่าวว่า กกต.มีมติเสียงข้างมาก 5–2 ในการยกคำร้องกลุ่มนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยและผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงนายเนวินและนายอนุทินด้วย ข้อกล่าวหาตามมาตรา 76 นี้มีโทษทั้งจำคุก ปรับ และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส่วนประเด็นที่อาจนำไปสู่การยุบพรรคต้องพิจารณาตามฐานกฎหมายและกระบวนการอีกส่วนหนึ่ง

แต่มติ 5–2 ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะ กกต. 4 คน รวมถึงนายณรงค์นั้น ผ่านความเห็นชอบจาก สว.ชุดนี้ ซึ่งมีส่วนให้กำเนิดนายณรงค์ในตำแหน่ง กกต. เป็นคำถามว่านี่เป็น conflict of interest หรือความขัดแย้งแห่งผลประโยชน์หรือไม่

การที่ สว.เป็นผู้ให้ความเห็นชอบไม่ได้หมายความว่า กกต.ทุกคนต้องตอบแทนบุญคุณ แต่เมื่อ กกต.ต้องกลับมาวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวกับการได้มาของผู้ให้ความเห็นชอบตัวเอง สังคมย่อมมีสิทธิตั้งคำถาม และ กกต.ก็มีหน้าที่ตอบด้วยเหตุผลที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่เพียงยืนยันว่าตัวเองเป็นอิสระ

แล้วเราไม่รู้หรือ สังคมไม่รู้เลยหรือว่า สว. 140 กว่าคนนั้นถูกควบคุมโดยใครและมีสายสัมพันธ์กับพรรคไหน ถ้าเขาไม่เอื้อประโยชน์กันมา พฤติกรรมแบบเด็กกาเหว่าจากเรื่อง “กาเหว่าที่บางเพลง” ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช จะเกิดขึ้นกับ สว.ชุดนี้ได้หรือ

นี่เป็นหลักการที่บิดเบี้ยวที่สุด เพราะ สว.มีอำนาจให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระ ดังนั้นใครจะเข้าสู่อำนาจตรวจสอบต้องผ่านด่าน สว. และเมื่อมีคำถามว่าใครกดปุ่ม สว.เหล่านี้ได้ ก็ต้องถามต่อว่า อำนาจของคนคนนั้นจะทอดยาวไปถึงองค์กรอิสระด้วยหรือไม่

ผู้ถูกตรวจสอบมีส่วนเลือกผู้ตรวจสอบ แล้วผู้ตรวจสอบกลับมาวินิจฉัยเรื่องของผู้ที่เลือกตัวเอง ถ้าความสัมพันธ์ทางอำนาจหมุนเวียนอยู่ในวงเดียวกันเช่นนี้ กลไกที่ควรมีไว้ถ่วงดุลจะกลายเป็นกลไกคุ้มครองกันหรือไม่

อยากถามว่า เรื่องที่เกิดขึ้นแบบนี้อันตรายยิ่งกว่ายุคระบอบทักษิณที่เราเคยออกมาขับไล่หรือไม่ แต่ทำไมคนกลุ่มหนึ่งที่เคยเกลียดระบอบทักษิณถึงยอมรับได้ แล้วอย่างนี้บ้านเมืองเราจะอยู่อย่างไร

มันตลกตรงทีว่า การสั่งฟ้องสว.26คน พวกผู้สมัครที่เข้ามาพลีชีพ36คน คนนอกที่มีสายสัมพันธ์กับพรรคภูมิใจไทย 15 คน เท่ากับกกต.ยอมรับว่ามีการฮั้วเกิดขึ้นจริง แต่สมาชิกพรรคภูมิใจไทย21คนที่ถูกพยานอ้างว่าเป็นผู้วางแผนประธานกกต.อ้างว่าพยานไม่น่าเชื่อถือ

เมื่อ กกต.ชุดนี้ใช้เสียงข้างมากจนเกิดคำถามว่าเป็นการ “ตัดตอน” ไม่ให้ถึงนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยที่ถูกกล่าวหา การท้าให้ฟ้องของประธาน กกต.ก็คือการยอมเอาตัวเองเข้าแลกกับมตินี้ แต่ท่านกำลังเอาความน่าเชื่อถือของทั้งองค์กรมาเดิมพันด้วย เพราะคำว่า “ใครอยากฟ้องก็ฟ้องไป” ไม่ได้ตอบว่าเหตุใดนักการเมืองจึงหลุดทั้งหมด และคำยืนยันว่าตัวเองทำตามกฎหมาย ก็ไม่ใช่หลักฐานว่าท่านใช้กฎหมายอย่างถูกต้องแล้ว