ผมฟังคำแถลงของนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.ในคดีฮั้ว สว.แล้ว สิ่งที่ยังไม่ได้รับคำตอบก็คือ เหตุใดพยานหลักฐานที่คณะไต่สวนชุดที่ 26 เห็นว่าควรดำเนินคดีถึง 229 คน จึงเหลือเพียง 77 คน และไม่มีนักการเมืองที่ถูกกล่าวหาอยู่ในกลุ่มผู้ถูกส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาเลย การที่ประธาน กกต.ยืนยันว่าทำตามกฎหมาย ไม่ได้ทำให้คำถามเหล่านี้หมดไป เพราะสิ่งที่ประชาชนต้องการคือเหตุผลว่าท่านใช้กฎหมายอย่างไร
ยิ่งเมื่อมีถ้อยคำเด็ดขาดอย่าง “ยืนยันทำตามกฎหมาย ใครอยากฟ้องก็ฟ้องไป” หรือ “ผมเอาความจริงมาพูด ไม่ได้ปิดบัง” ก็ยิ่งต้องถามว่า ความจริงที่ท่านนำมาพูดนั้นครอบคลุมพยานหลักฐานทั้งหมดแล้วหรือ และความมั่นใจว่าตัวเองทำถูก สามารถใช้แทนคำอธิบายที่ตรวจสอบได้หรือไม่ ประชาชนไม่ได้มีหน้าที่เชื่อผู้ใช้อำนาจเพียงเพราะเขายืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่าตัวเองถูกต้อง
หลักที่ต้องกลับไปดูคือมาตรา 62 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งกำหนดว่า เมื่อประกาศผลการเลือกแล้ว ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่นจนทำให้การเลือกไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิ ส่วนรัฐธรรมนูญมาตรา 226 ก็ใช้เกณฑ์หลักฐานอันควรเชื่อได้สำหรับการยื่นคำร้องกรณีผู้สมัครทุจริตหรือรู้เห็นกับการกระทำของผู้อื่นเช่นกัน
คำสำคัญจึงอยู่ที่ “หลักฐานอันควรเชื่อได้” กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ กกต.ต้องพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัยตามสมควรเหมือนการพิพากษาลงโทษอาญาเสียก่อน จึงจะส่งเรื่องให้ศาลได้ แน่นอนว่ามีเพียงความสงสัยหรือกระแสสังคมก็ไม่พอ แต่เมื่อพยานหลักฐานถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดแล้ว กกต.ก็มีหน้าที่นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาล ไม่ใช่ยกระดับเงื่อนไขให้สูงขึ้นจนศาลไม่มีโอกาสตรวจสอบ
นี่คือข้อทักท้วงสำคัญของวัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ที่ตั้งคำถามว่า กกต.เสียงข้างมากกำลังนำมาตรฐานการพิสูจน์เพื่อลงโทษอาญามาครอบการพิจารณายื่นคำร้องเพิกถอนสิทธิตามมาตรา 62 หรือไม่ ประเด็นนี้ประธาน กกต.ควรตอบให้ชัด เพราะการเห็นว่าหลักฐานยังไม่พอสำหรับลงโทษจำคุก ไม่ได้แปลว่าหลักฐานไม่พอสำหรับยื่นคำร้องให้ศาลตรวจสอบความสุจริตของการเลือกด้วยเสมอไป
กรณีพยานรหัส 16/26 หรือนายเอกราช ช่างเหลา นายณรงค์อธิบายถึงคดียักยอกทรัพย์ การถูกขับออกจากพรรค ความขัดแย้งทางการเมือง และการมาให้การภายหลังเหตุการณ์ผ่านไปนาน รวมถึงการขอกันตัวเป็นพยาน ผมไม่ได้บอกว่าปัจจัยเหล่านี้ห้ามนำมาพิจารณา แต่ต้องถามว่า ปัจจัยเหล่านี้พิสูจน์ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เอกราชให้การไม่เคยเกิดขึ้น เพราะประวัติของคนคนหนึ่งกับความจริงของเหตุการณ์ที่เขารู้เห็น เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาประกอบกัน ไม่ใช่เอาอย่างแรกมาลบอย่างหลังทั้งหมด
คนที่เคยกระทำผิดอาจพูดความจริงในอีกคดีหนึ่งได้ คนที่โกรธพรรคเก่าอาจเปิดเผยเรื่องจริงที่เคยปกปิดไว้ได้เช่นกัน ความโกรธเคืองจึงเป็นเหตุให้ตรวจสอบอย่างระมัดระวัง แต่ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าพยานโกหก สิ่งที่ต้องตรวจคือเขาอยู่ในเหตุการณ์จริงหรือไม่ รู้เห็นด้วยตัวเองหรือฟังคนอื่นมา รายละเอียดสอดคล้องกันอย่างไร และมีพยานหลักฐานอื่นยืนยันหรือหักล้างคำให้การส่วนใดบ้าง แม้จะมากลับคำให้การในภายหลังก็ตาม
ยิ่งเมื่อกฎหมายฉบับเดียวกันมีมาตรา 65 เปิดทางให้กันผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือร่วมกระทำผิดไว้เป็นพยาน เพื่อพิสูจน์ความผิดของตัวการสำคัญ ก็ยิ่งเห็นว่ากฎหมายเข้าใจธรรมชาติของขบวนการทุจริต ซึ่งบางครั้งต้องอาศัยคนข้างในเปิดเผยข้อมูล หากเพียงการยอมรับว่าร่วมกระทำผิดและขอกันตัวเป็นพยาน กลับกลายเป็นเหตุให้หมดความน่าเชื่อถือเสียเอง แล้วกลไกที่กฎหมายบัญญัติไว้จะมีประโยชน์อะไร แน่นอนว่าการกันเป็นพยานไม่ได้หมายความว่าต้องเชื่อทุกคำ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปฏิเสธทุกคำได้เช่นกัน
ข้อมูลที่ผมได้รับ คือ ในวันที่เอกราชระบุว่ามีการประชุมวางแผนนั้น เขายังอยู่พรรคภูมิใจไทย และข้อมูลตำแหน่งโทรศัพท์ก็สอดคล้องว่าอยู่ที่พรรคจริง นอกจากนั้น คำให้การของเขายังสอดคล้องกับคำให้การของนายดิเรก พรสีมา คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าเอกราชเป็นคนอย่างไร แต่คือ กกต.เสียงข้างมากให้น้ำหนักแก่ข้อมูลเหล่านี้อย่างไร และมีเหตุผลอะไรที่ทำให้ยังเห็นว่าไม่ถึงเกณฑ์อันควรเชื่อได้
ตำแหน่งโทรศัพท์ไม่ได้บอกเนื้อหาการประชุมทั้งหมด แต่ช่วยตรวจสอบว่าพยานอยู่ในพื้นที่ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ ส่วนคำให้การของดิเรกก็ต้องดูว่ารู้เห็นอะไรโดยตรงและสอดคล้องกันตรงไหน การประเมินหลักฐานต้องพิจารณาว่าแต่ละชิ้นช่วยยืนยันข้อเท็จจริงส่วนใด แล้วจึงชั่งน้ำหนักร่วมกัน ถ้าแยกหลักฐานทุกชิ้นออกจากกัน แล้วบอกว่าแต่ละชิ้นพิสูจน์เรื่องทั้งหมดไม่ได้ เราจะพิสูจน์ขบวนการที่แบ่งหน้าที่กันทำได้อย่างไร
นายณรงค์ยังกล่าวถึงการไม่พบภาพถ่าย หลักฐานโปรแกรม และเส้นเงินที่ยืนยันข้อกล่าวหา ซึ่งเป็นประเด็นที่ตรวจสอบได้ แต่การไม่มีหลักฐานชนิดหนึ่งไม่ได้ทำให้หลักฐานชนิดอื่นหมดความหมาย การวางแผนช่วยเหลือผู้สมัครอาจมีทั้งการประสานงาน จัดระบบ และกำหนดแนวทางลงคะแนน สิ่งที่ต้องตอบคือพฤติการณ์เหล่านั้นมีหลักฐานรองรับหรือไม่ ไม่ใช่ตั้งเงื่อนไขว่าต้องเห็นภาพการประชุมหรือเงินจากมือผู้วางแผนเท่านั้นจึงจะรับฟังได้
ผมไม่ได้บอกว่า กกต.ต้องเห็นตามคณะไต่สวนชุดที่ 26 ทุกคนทุกข้อกล่าวหา แต่เมื่อเสียงข้างมากเห็นต่างจนไม่มีนักการเมืองถูกส่งเรื่องเลย ก็ต้องอธิบายหลักฐานที่เชื่อมโยงถึงแต่ละคนให้ได้ รวมทั้งตอบข้อทักท้วงของเสียงข้างน้อยอย่างตรงประเด็น การลงมติชนะเป็นข้อยุติขององค์กรในขั้นตอนนั้น แต่ไม่ได้ทำให้เหตุผลของฝ่ายชนะถูกต้องโดยอัตโนมัติ
ที่สำคัญบุคคลอื่นที่ กกต.ส่งฟ้องเกี่ยวพันกับพรรคภูมิใจไทยทั้งหมด แล้ววันนี้สังคมรู้ว่าพรรคไหนที่คุมเสียงของ สว.อย่างชัดแจ้ง
วันนี้จึงยังไม่อาจเอาเพียงคำแถลงไปสรุปว่ากรรมการคนใดกระทำผิดอาญา แต่ก็ไม่มีเหตุให้เอาคำยืนยันของประธาน กกต.มาปิดการตรวจสอบเช่นกัน สิ่งที่สังคมต้องการคือคำตอบจากกฎหมายและพยานหลักฐาน เพราะคำว่า “ผมทำถูก” ไม่ได้พิสูจน์ว่าทำถูก และคำว่า “ใครอยากฟ้องก็ฟ้องไป” ก็ไม่ได้ทำให้คำถามเรื่องนักการเมืองที่หลุดทั้งหมดหายไปแม้แต่ข้อเดียว
ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


