xs
xsm
sm
md
lg

BRICS กับโลกที่อยู่ร่วมกันโดยสันติ!!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทับทิม พญาไท



“War to the castles, Peace to the cottages. สงครามจงไปสู่ปราสาท-สันติภาพจงไปสู่กระท่อม”

ภาษิตการปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1790 โดย Nicolas Chamfort

ปิดฉากสัปดาห์นี้...คงต้องขออนุญาตแวะไปดูการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศ “BRICS” ครั้งที่ 18 ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินตะระเดีย เมื่อช่วงวันที่ 12-13 กันยาฯ ที่เพิ่งผ่านมาเอาไว้สักหน่อย เพราะภายใต้ความเป็นไปของโลกที่กำลังทรหวลปั่นป่วนคลั่ง เต็มไปด้วยความสับสน อลหม่าน เกิดการดวลจรวด ดวลระเบิด เกิดศึกสงครามจนแทบไม่รู้ว่าไผ-เป็น-ไผ ใคร-เป็น-ใคร การมาพบปะ เจอะเจอ จับเข่า จับหัวหน่าว พูดคุย ปรึกษาหารือของบรรดาผู้นำโลก หรือผู้นำกลุ่มประเทศเหล่านี้ ก็อาจถือเป็นตัวสะท้อนไม่ว่าด้านหนึ่ง-ด้านใด ให้พอเห็นภาพ เห็นเค้าโครง รูปร่าง อย่างเป็นที่ประจักษ์แจ้ง ชัดเจน ว่าโลกที่เราๆ ทั่นๆ ทั้งหลายกำลังใช้ชีวิตอยู่ในทุกวันนี้ มันเป็นโลกแบบไหน? หรือกำลังจะเป็นไปในแนวไหน?...

คือถ้าว่ากันถึงรากเหง้า ความเป็นมาแบบลึกๆ ที่ทำให้กลุ่มประเทศที่เรียกว่า “BRICS” อุบัติขึ้นมาบนโลกใบนี้ คงหนีไม่พ้นที่จะต้องหันไปทำความเข้าใจกับแนวคิด วิสัยทัศน์ ปรีชาญาณของอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศและอดีตนายกรัฐมนตรีรายหนึ่งของประเทศรัสเซียเขา เมื่อช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1996-1998 อะไรประมาณนั้น นั่นคือ “นายYevgeny Primakov” ที่เกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า ถ้าปล่อยให้โลกช่วงนั้น...มันเป็นไปของมันเรื่อยๆ โดยไม่คิดจะทำอะไรให้เป็นชิ้น-เป็นอันขึ้นมามั่ง โอกาสที่โลกทั้งโลกจะตกอยู่ภายใต้อำนาจอิทธิพลของ “มหาอำนาจสูงสุด” เพียงรายเดียว ในอันที่จะสั่งการ ควบคุม บังคับใครต่อใคร ให้ต้องหันซ้าย-หันขวา ไปตามความปรารถนาและต้องการของ “ตัวกูเอง” ย่อมมีความเป็นไปได้สูงเอามากๆ บรรดากฎ ระเบียบ กติกาใดๆ ที่เคยถูกยึดถือในฐานะกฎหมายระหว่างประเทศ อาจถูกแปรสภาพให้กลายเป็น “กฎแห่งป่า” ได้ทุกเมื่อ...

ด้วยเหตุนี้นี่เอง...ที่ทำให้เกิดการก่อรูป ก่อร่าง สร้างแนวคิด สร้างวิสัยทัศน์ปรีชาญาณถึงความจำเป็นที่จะต้องหาทางให้บรรดาประเทศที่มีพละกำลังพอฟัด-พอเหวี่ยง พอที่จะต่อรองกับความยิ่งใหญ่เกรียงไกร ของประเทศ “มหาอำนาจสูงสุด” ได้บ้าง หันมาสร้างความร่วมมือ-ร่วมใจระหว่างกันและกันให้จงได้ ความพยายามที่จะสร้างสายใยความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่าง 3 ประเทศใหญ่ๆ คือ “Russian-India-China” จึงเริ่มปรากฏเป็นแนวคิดทฤษฎีมานับตั้งแต่นั้น ก่อนค่อยๆ ยกระดับก่อตัวเป็นรูป เป็นร่าง เป็นจริง-เป็นจังเมื่อราวๆ 20 ปีที่แล้ว หรือเมื่อเดือนกันยายนปี ค.ศ. 2006 โดยได้ไปดึงเอาประเทศพี่เบิ้มในอเมริกาใต้ อย่าง “Brazil” เข้ามาร่วมด้วย-ช่วยกันอีกแรงหนึ่ง จนกลายเป็นกลุ่มประเทศที่พวกนักธุรกิจวอลล์สตรีท อย่าง “นายJim O’neill” แห่งบริษัท “Goldman Sachs” เขาใช้คำเรียกกลุ่มประเทศเหล่านี้แต่เริ่มแรกว่า “BRIC” โดยเมื่อปี ค.ศ. 2011 ประเทศพี่เบิ้มในแอฟริกาที่ขึ้นต้นชื่อประเทศด้วยตัว “S” อย่างแอฟริกาใต้เกิดเห็นดี-เห็นงาม เข้ามาร่วมด้วย-ช่วยกันอีกแรงหนึ่ง กลุ่มประเทศ “BRICS” จึงอุบัติขึ้นมาเป็นที่รู้จักต่อโลกทั้งโลกนับแต่บัดนั้น...

และก็เป็นไปดังที่อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ อดีตนายกรัฐมนตรีหรืออดีต “รัฐบุรุษ” รัสเซีย...อย่าง “นายYevgeny Primakov” แกคิดๆ แกรู้สึกเอาไว้ก่อนล่วงหน้านั่นแหละว่า สุดท้าย...ประเทศ “มหาอำนาจสูงสุด” ที่หลงเหลืออยู่เพียงรายเดียวอย่างคุณพ่ออเมริกา ก็ค่อยๆ หันมากด มาบีบ มาควบคุม-บังคับใครต่อใคร ให้ต้องหันซ้าย-หันขวา หันไปตามความปรารถนา-ต้องการของ “ตัวกูเอง” จนบรรดา “กฎหมายระหว่างประเทศ” ทั้งหลาย ถูกแทนที่ด้วย “กฎแห่งป่า” ไปจนได้ แต่กลุ่มประเทศ “BRICS” ที่ค่อยๆ สร้างเนื้อ สร้างตัว ค่อยๆ ก่อรูป ก่อร่างตั้งแต่เมื่อ 20 ปีที่แล้ว จากจำนวนสมาชิก 4-5 ประเทศในช่วงแรก ก็เลยสามารถขยายตัว ขยายขอบเขตความร่วมมือกับบรรดาประเทศอื่นๆทั้งหลายจนกลายเป็นกลุ่มประเทศที่มีสมาชิกอย่างเป็นทางการถึง 11 ประเทศ โดยยังไม่นับรวมไปถึงบรรดาประเทศที่ไม่อยากถูกหันซ้าย-หันขวา ตามความปรารถนา-ความต้องการของคุณพ่ออเมริกา ยังอยากจะดำรง รักษา “อำนาจอธิปไตย” ของตัวเองให้มั่นคงเข้าไว้ ที่กำลัง “รอเข้าคิว” สมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่ม “BRICS” อีกไม่รู้กี่ต่อกี่สิบประเทศ...

ส่งผลให้กลุ่มประเทศสมาชิก “BRICS” อย่างเป็นทางการ ณ ขณะนี้ ก็คือกลุ่มประเทศที่มีจำนวนประชากรรวมกันแล้วกว่าครึ่งโลก มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือ “GDP” รวมกันแล้วไม่ต่ำกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของ “GDP โลก” มีปริมาณการค้าขายแลกเปลี่ยนระหว่างกันและกัน ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของปริมาณการค้าขายโลกทั้งโลก ฯลฯ อันนี้นี่แหละ...ที่ทำให้แนวคิดทฤษฎีหรือ “วิสัยทัศน์” ของอดีตรัฐบุรุษรัสเซีย อย่าง “นายYevgeny Primakov” เป็นจริง-เป็นจังขึ้นมาอย่างชนิดใครๆ มิอาจปฏิเสธได้เลยแม้แต่น้อย ด้วยเหตุนี้...เมื่อ “มหาอำนาจสูงสุด” แห่งโลกอย่างคุณพ่ออเมริกาและพันธมิตรอิสราเอล เปิดฉากเล่นงานหนึ่งในสมาชิกกลุ่มประเทศ “BRICS” อย่างเป็นทางการนับแต่ช่วงปี ค.ศ. 2024 เป็นต้นมาอย่างประเทศอิหร่าน ไม่ด้วยจรวด ด้วยระเบิด กี่ร้อยกี่พันลูกก็แล้วแต่ แต่ก็ยัง “กินกันไม่ลง” จนตราบเท่าทุกวันนี้ เลยหันมาอาศัย “กรรมวิธีทางเศรษฐกิจ” หันมาอาศัยแรงกด แรงบีบ ทางการค้า-การขาย การเงิน หรือการอะไรต่อมิอะไรก็ตามที ชนิดถือเป็นการ “ยกพลขึ้นบกทางเศรษฐกิจ” หรือ “Economic D-Day” แบบครั้งเมื่อกองทัพสัมพันธมิตรเปิดฉากเล่นงานเยอรมนีเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ชายหาดนอร์มังดีเอาเลยถึงขั้นนั้น คือกะจะเอาให้ตาย ให้ฉิบหาย-วายวอดทั้งประเทศให้จงได้ โดยได้ป่าวประกาศหรือได้ “ข่มขู่” ใครต่อใครเอาไว้ล่วงหน้าว่า ถ้ายังไม่คิดจะ “ตัดขาด” ไม่เลิกคิดติดต่อ ไม่เลิกค้า-เลิกขายกับประเทศอิหร่านตามคำสั่ง ตามคำบงการของคุณพ่ออเมริกาแล้ว บรรดาประเทศนั้นๆ จะต้องถูกเล่นงานด้วยการลงโทษทางเศรษฐกิจ แบบที่เรียกว่า “Secondary Sanctions” จนอาจถึงขั้นกลายเป็น “ประเทศที่โลกลืม” หรือต้องตกอยู่ในภาวะ “Economic Oblivion” เอาเลยถึงขั้นนั้น!!!

“ไฮไลต์” ของการประชุมสุดยอดของกลุ่มประเทศ “BRICS” คราวนี้...จึงอยู่ที่บรรดาประเทศต่างๆ ที่รวมตัวอยู่ในกลุ่มก้อนดังกล่าว จะมีท่าทีอย่างไร??? ต่อคำขู่ คำป่าวประกาศของมหาอำนาจสูงสุดอย่างอเมริกา โดยปรากฏผลเป็นที่ประจักษ์แจ้งชัดเจนไปแล้วว่า บรรดาประเทศต่างๆ ในกลุ่มประเทศ “BRICS” ทั้งหลาย ต่างไม่ได้ให้ความสนใจต่อคำขู่ คำรามของมหาอำนาจสูงสุดอย่างคุณพ่ออเมริกาเอาเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำ...ยังแถมหันมา “ยกฝ่าตีนลูบหน้า” อเมริกาเอาดื้อๆ!!! ดังเห็นได้จาก “แถลงการณ์ร่วม” ของบรรดาผู้นำกลุ่มประเทศ “BRICS” หรือที่เรียกว่า “The New Delhi Declaration” โดยเฉพาะย่อหน้าที่ 22 ที่ว่าเอาไว้ว่า... “เราทั้งหลายเห็นพ้องต้องกันที่จะประณามการข่มขู่ คุกคาม ด้วยบทลงโทษทางเศรษฐกิจแต่เพียงฝ่ายเดียว อันเป็นสิ่งที่ขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะด้วยวิธีแบบ Unilateral Sanctions หรือ Secondary Sanctions ก็ตามที...”

นี่...อันนี้นี่แหละที่ถือเป็นภาพสะท้อนให้เห็นอย่างเป็นที่ประจักษ์แจ้ง ชัดเจน ว่าโลกที่บรรดาเราๆ-ทั่นๆ อาศัยใช้ชีวิตอยู่ในช่วงนี้ มันได้กลายเป็น “โลกหลายขั้วอำนาจ” ไปเป็นที่เรียบโร้ยย์ย์ย์แล้ว ไม่ใช่ “โลกขั้วอำนาจเดียว” ที่ประเทศมหาอำนาจสูงสุดอย่างคุณพ่ออเมริกาจะควบคุม บังคับ ใครต่อใครให้เป็นไปตามความปรารถนา-ต้องการของตัวเองได้ง่ายๆ ในเมื่อกลุ่มประเทศที่มีจำนวนประชากรรวมกันกว่าครึ่งโลก มี “GDP” รวมกันกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของ “GDP โลก” มีปริมาณการค้า-ขายระหว่างกันและกันถึง 1 ใน 4 ของปริมาณการค้าโลก ต่างพร้อมที่จะไม่เอากับอเมริกา พร้อมที่จะติดต่อ สัมพันธ์ ดำรงสายใยอันแน่นเหนียว หนึบหนับ กับหนึ่งในประเทศสมาชิก “BRICS” อย่างอิหร่านอีกต่อไปไม่ว่าวันนี้ หรือวันหน้า...

เรียกว่า...แม้แต่ประเทศที่เคยถือเป็นพันธมิตรอันสุดแสนจะใกล้ชิดกับอเมริกาและอิสราเอล อย่างประเทศ “UAE” ที่ถือเป็นหนึ่งในประเทศอาหรับที่ลงนามเป็นพันธมิตรกับอิสราเอล ตามข้อตกลงที่เรียกว่า “Abraham Accord” มาตั้งแต่ไก่โห่ แถมยังถูกอิหร่านถล่มด้วยจรวด ด้วยโดรน ในฐานะที่เปิดพื้นที่ให้อเมริกา-อิสราเอลโจมตีอิหร่านคราวแล้ว-คราวเล่า แต่ภายใต้การประชุมสุดยอดคราวนี้ ในฐานะหนึ่งในสมาชิกกลุ่ม “BRICS” เช่นเดียวกับอิหร่าน “เจ้าชายKhaled bin Mohamed bin Zayed Al Nayan” แห่ง “UAE” ท่านก็เลยถือโอกาส “พบปะนอกรอบ” กับประธานาธิบดี “Masoud Pezeshkian” แห่งอิหร่าน ก่อนที่จะได้ข้อสรุปดังที่ประธานาธิบดีอิหร่านรายนี้ท่านได้แถลงไว้เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (13 ก.ย.) นั่นแหละว่า...“อิหร่านและ UAE พร้อมที่จะสลัดทิ้งสิ่งที่เคยเป็นมาในอดีต เพื่อที่จะก้าวไปสู่อนาคตร่วมกัน”...

เรียกว่า...ต่างไม่ได้สนใจต่อเสียงขู่ คำราม ของรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ อย่าง “นายScott Bessent” เอาเลยแม้แต่น้อยที่ประกาศว่าจะเล่นงานประเทศใดๆ ที่ยังมีสายสัมพันธ์กับอิหร่าน ให้กลายเป็นประเทศ “เศรษฐกิจที่โลกลืม” ให้จงได้แม้แต่ประเทศที่เป็นสมาชิก “BRICS” อย่างไม่เป็นทางการ อย่างอภิมหาเศรษฐีน้ำมันซาอุดีอาระเบีย เมื่อเจอกับฉากสถานการณ์โลกที่กำลังเปลี่ยนไปแบบรั้งไม่อยู่-กู่ไม่กลับ เจอกับบรรดานักรบของประเทศที่ยากจนที่สุดในโลกอย่างนักรบ “Houthis” แห่งเยเมน บุกยึดช่องแคบ “Bab al-Mandeb” ทางเลือกในการขนส่งน้ำมันซาอุฯ เอาดื้อๆ ก็มีแต่อิหร่านนี่แหละ ที่กลายเป็น “กุญแจสำคัญ” ในการหาทางประนีประนอมยอมความกับหนึ่งในพันธมิตรแห่งกลุ่ม “Axis of Resistance” ได้อย่างเป็นจริง-เป็นจัง ไม่ใช่การบ่ายหน้าไปหาคุณพ่ออเมริกาที่ตัดสินใจ “ตัดหางปล่อยวัด” ซาอุฯ ซะยังงั้น...

ดังนั้น...ภายใต้สภาพที่นักคิด นักวิชาการรัสเซียอย่าง “นายFarhad Ibragimov” ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่ง “RUDN University” เขาได้สรุปไว้เมื่อวัน-สองวันมานี้ว่า “แม้ว่า BRICS...จะไม่ใช่เวทีที่สามารถลบล้างความขัดแย้งของแต่ละประเทศให้หมดสิ้นลงไปได้ แต่ได้สร้าง...พื้นที่...สำหรับการพูดคุยหาทางออกและข้อตกลงระหว่างกันและกันได้” อันนี้นี่แหละ...ที่ทำให้โอกาสที่โลกซึ่งเราๆ-ทั่นๆ กำลังใช้ชีวิตอยู่ในทุกวันนี้ จะค่อยๆ กลายเป็น “โลกหลายขั้วอำนาจ” ไปพร้อมๆ กับการสูญสลายของ “โลกขั้วอำนาจเดียว” ย่อมมีความเป็นไปได้อยู่แล้วแน่ๆ ตราบใดที่ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศเล็ก ประเทศน้อย หรือบรรดาประเทศซีกโลกใต้ ยังหวังที่จะ “อยู่ร่วมกันโดยสันติ” หวังที่จะได้เห็น “สันติภาพ” แทนที่จะประหัตประหาร พร่าผลาญกันและกันด้วย “สงคราม”!!!