เห็นว่าราคาน้ำมันอเมริกา...ปาเข้าไปลิตรละ 6 ดอลลาร์ไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่เมื่อช่วงวัน-สองวันมานี้ ซึ่งต้องเรียกว่า...หนักหนา-สาหัส ระดับอ้วกแตก-อ้วกแตน รากเขียว-รากเหลือง!!! เอาเลยก็ว่าได้ คือถ้าคิดเป็นเงินไทยก็ตกลิตรละเกือบ 200 บาทเอาเลยถึงขั้นนั้น ถ้าเป็นรถเก๋งขนาดเล็กที่หากเติมน้ำมันเต็มถังตกราวๆ 35-45 ลิตร หรือรถเก๋งขนาดกลางตกราวๆ 45-55 ลิตร ก็หนีไม่พ้นต้องควักเงินสดๆ เหยียบๆ 10,000 บาทมาให้กับเด็กปั๊ม แล้ววิ่งไป-วิ่งมาได้แค่ไม่กี่วัน...ก็หมดแล้ว ต้องควักเงินอีกเป็นฟ่อนๆ ใกล้ๆ เงินเดือนข้าราชการขั้นต่ำ ถึงจะพอซิ่งไปไหน-มาไหนกับเขาได้มั่ง...
ขนาดถือเป็นราคาน้ำมันที่สูงโด่ๆ เด่ๆ ในประวัติศาสตร์ประเทศอเมริกาไปแล้วก็ว่าได้ โดยเฉพาะถ้าว่ากันตามคำประกาศของศูนย์บริการขนส่งน้ำมันอเมริกา หรือ “GasBuddy” เขาได้ระบุเอาไว้ และที่น่าหนักใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือว่า ราคา “น้ำมันดีเซล” อันถือเป็นปัจจัยหลักของการขนส่งสินค้าในทุกประเภท ไม่ว่าตั้งแต่อาหาร เครื่องดื่ม ฯลฯ สิ่งอุปโภค-บริโภคทุกๆ ชนิด ที่พุ่งพรวดๆ พราดๆ เพิ่มไปอีกราวๆ 2.30-3.70 ดอลลาร์ต่อลิตร ส่งผลให้ราคาสินค้าทุกชนิดในอเมริกา พุ่งทะลุเพดาน ทะลุหลังคาใกล้ๆ ถึงชั้นบรรยากาศ หรือถึงอวกาศเมื่อไหร่??? ตอนไหน??? ก็ยังมิอาจสรุปได้...
ส่วนราคาน้ำมันในตลาดโลก อย่าง “Brent Crude Oil” ช่วงวันพฤหัสฯ 10 ก.ย. ที่ผ่านมา เห็นว่าทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปเรียบร้อยแล้ว คือไปถึงระดับ 107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงสุดนับจากช่วงเดือนพฤษภาคม เป็นต้นมา แต่ก็ยังไม่ถึง “จุดสุดยอด” เพราะถ้าว่ากันตามการประเมินสถานการณ์ของ “Bank of America” เอง ที่ออกมาวิเคราะห์แนวโน้มตลาดในช่วงวันเดียวกัน บอกว่าด้วยเหตุเพราะความตึงเครียดในตะวันออกกลาง การกลับมาดวลจรวด-ดวลระเบิดของคุณพ่ออเมริกากับอิหร่านนั่นแหละ กำลังทำให้แนวโน้มราคาน้ำมันในอีกไม่ใกล้-ไม่ไกล มีสิทธิ์พุ่งไปถึงระดับ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเอาเลยถึงขั้นนั้น นี่...แล้วบรรดาอเมริกันชนที่ต้องเติมเต็มถังครั้งละเหยียบๆหมื่นๆ บาท ขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังอยู่แถวๆ 90-95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะต้องหอบเงินอีกสักกี่กระสอบไปให้กับเด็กปั๊ม ก็ยังมิอาจคาคคะเนได้...
อันเนื่องมาจากเส้นทางขนส่งน้ำมันจำนวนถึง 20 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณความต้องการของโลก อย่างช่องแคบ “Hormuz” เป็นที่รับรู้กันมาโดยตลอด อย่างชนิดประจักษ์แจ้งชัดเจน ว่าได้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลัง “IRGC” ของอิหร่านเขา ดังนั้น...ถึงแม้ผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” จะบ้าแล้ว-บ้าอีก หรือบ้าถึงขั้นคิดจะเปลี่ยนชื่อ “ช่องแคบ Hormuz” ที่อยู่ห่างจากแผ่นดินอเมริกาไปถึง 7,000 ไมล์ให้เป็น “ช่องแคบทรัมป์” แบบที่พยายามเปลี่ยนชื่ออะไรต่อมิอะไรกันอีกเยอะแยะมากมาย แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ “ข้อเท็จจริง” ในการลำเลียงน้ำมันจากตะวันออกกลางออกมาสู่ตลาดโลก เปลี่ยนแปลงไปได้เลยแม้แต่น้อย...
และที่หนักหนา-สาหัสยิ่งไปกว่านั้นก็คือ...พันธมิตรรายสำคัญของอิหร่าน หรือหนึ่งในกลุ่ม “Axis of Resistance” อย่างพวกนักรบ “Ansar Allah” หรือที่มักเรียกว่านักรบ “Houthis” เขายังได้เริ่มออกฤทธิ์ ออกเดช แบบจริงๆ จังๆ ขึ้นมาในช่วงนี้ ด้วยการบุกยึดเมืองท่าสำคัญในเยเมน คือเมือง “Mocha” รวมทั้งเกาะแก่งต่างๆ ที่ตั้งอยู่แถวๆ ทะเลแดง จากบรรดาทหารเยเมนที่ซาอุดีอาระเบียให้การสนับสนุน แบบชนิด “เกลี้ยง” ทั้งแผง หรือดังที่ผู้นำฝ่ายการเมืองของกลุ่มนักรบ “Houthi” อย่าง “นายKhuzam al-Assad” เขาได้บอกกับสำนักข่าว “Sputnik” ของรัสเซีย ไว้เมื่อช่วงวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา (10 ก.ย.) นั่นแหละว่า... “เมืองท่า Mocha ได้ถูกเรายึดและควบคุมไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้วรวมทั้งเกาะ Perim ในช่องแคบ Bab al-Mandab ตลอดไปจนจังหวัด Taizz” หรือหมายถึงบรรดาเกาะแทบทั้งหมดในทะเลแดง ตกอยู่ภายใต้เงื้อมมือของนักรบ “Houthi” แบบชนิดเรียบโร้ยย์ย์ย์โรงเรียนเยเมน อย่างมิอาจปฏิเสธใดๆ ได้เลย...
อันนี้...ก็ยิ่งเท่ากับว่า ปริมาณน้ำมันอีกราวๆ 10 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณความต้องการของโลก หรือราวๆ วันละ 5-7 ล้านบาร์เรล ที่อภิมหาเศรษฐีน้ำมันซาอุฯ เขาพยายามสร้างทางเลือก หรือกระจายความเสี่ยง ด้วยการต่อท่อขนส่งจากซีกตะวันออกของประเทศมายังซีกตะวันตก เพื่อที่จะอาศัยเส้นทางลำเลียงผ่านทะเลแดง เป็นช่องทางในการระบายน้ำมันบางส่วน ไม่ต้องหมกมุ่นอยู่กับการขนส่งผ่านเฉพาะช่องแคบ “Hormuz” ซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจ อิทธิพลของอิหร่านล้วนๆ แต่ในเมื่อ “พันธมิตร” รายสำคัญของอิหร่าน อย่างพวกนักรบ “Houthi” ดันไปยึดเอาพื้นที่ในอาณาบริเวณเหล่านี้ รวมทั้งงเกาะแก่งต่างๆ เอาไว้ในมือได้หมดเกลี้ยงทั้งแผง นั่นเท่ากับว่า...ย่อมส่งผลให้น้ำมันบางส่วนที่พยายามหาทางเล็ดรอดโดยอาศัยเส้นทางที่ว่านี้ ก็เป็นอัน “เจ๊งกะบ๊ง” ไปอีกเส้นอย่างมิอาจปฏิเสธได้...
หรือเท่ากับปริมาณน้ำมันราวๆ 30 เปอร์เซ็นต์ของความต้องการของโลก ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของอิหร่านและพันธมิตร แบบชนิด “จะบีบก็ตาย-จะคลายก็รอด” ไม่มีโอกาส “ขี้รดใส่มือ” ใดๆ เอาเลยแม้แต่น้อย ด้วยเหตุนี้โอกาสที่ “เศรษฐกิจอเมริกา” ที่กำลังดวลจรวด ดวลระเบิดกับอิหร่าน เลยหนีไม่พ้นต้องเจอกับแรงกด แรงบีบ อย่างชนิดน่าจะหนักหนา-สาหัสซะยิ่งกว่า “Economic D-Day” หรือการยกพลขึ้นบกทางเศรษฐกิจของรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ไม่รู้จะกี่เท่าต่อกี่เท่า ต้องเจอกับภาวะเงินเฟ้อ เจอกับราคาสินค้าทะลุเพดาน ทะลุหลังคา ขณะที่ตัวเองยังเต็มไปด้วยปัญหาหนี้สินระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์เข้าไปแล้ว โอกาสที่จะ “แง้มฝาโลง” เพื่อส่งเสียงโหยหวนครวญครางว่า “America Great Again” มันคงเป็นไปไม่ได้ หรือไม่น่าจะเข้าท่าอยู่แล้วแน่ๆ นอกเสียจากต้องเปลี่ยนมาใช้คำว่า “America Dead Again” นั่นแหละ ถึงจะเหมาะสม สอดคล้อง กับสิ่งที่กำลังอุบัติขึ้นมาต่อเศรษฐกิจอเมริกา...
พูดง่ายๆ ว่า...แนวโน้มที่จะ “เจ๊ง-กับ-เจ๊ง” หรือ “ฉิบหาย-กับ-ฉิบหาย” ย่อมมีความเป็นไปได้สูงเอามากๆ ชนิดไม่เพียงความเป็นจ้าวโลก ประมุขโลก จะต้องย่อยยับ-อัปรา ภายใต้การเปิดฉากสงครามกับอิหร่านเท่านั้น แต่แม้กระทั่งสถานะความเป็น “ประธานาธิบดีอเมริกัน” ที่ย่อมขึ้นอยู่กับชัยชนะและความพ่ายแพ้ในการ “เลือกตั้งกลางเทอม” ที่กำลังจะมาถึงในอีก 2 เดือนข้างหน้า ก็ทำท่าว่าอาจต้องตกอยู่ในอาการไปไม่กลับ-หลับไม่ตื่น-ฟื้นไม่มี-หนีไม่พ้น กุสลาธัมมา อกุสลาธัมมา ก่อนแบกขึ้นเมรุเพื่อเผาหลอก-เผาจริง อย่างมิอาจผันแปรไปเป็นอื่น ถึงแม้จะพยายามดิ้นรนแบบสุดฤทธิ์ สุดเดช ถึงขั้นประกาศ “ซื้อเสียงล่วงหน้า” หรือประกาศจะ “แจกเงินปันผล” บรรดาอเมริกันชนรายละ 5,000 ดอลลาร์ ถ้าหากพรรครัฐบาลชนะเลือกตั้งทั้งสภาสูง-สภาล่าง แต่นั่น...ก็ไม่น่าจะทำให้ผลการเลือกตั้งเปลี่ยนแปลงไปสักกี่มาก-น้อย เผลอๆ...ถูกกฎหมายเล่นงานชนิดต้องติดคุก ติดตะราง เอาเลยก็ไม่แน่!!!
ฉากสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอเมริกานับแต่นี้ต่อไป...เลยทำให้อดไม่ได้ที่จะหวนกลับไปนึกถึงข้อเขียน บทความ หรือ “คำพยากรณ์” ของศาสตราจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซินของอเมริกาเอง นั่นคือ “ศาสตราจารย์ Alfred McCoy” ที่ได้วาดภาพ วาดจินตนาการไว้ล่วงหน้าถึง “ความล่มสลาย” ของประเทศอเมริกาเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว หรือปี ค.ศ. 2010 ภายใต้ชื่อเรื่องที่พยายามตอบคำถามและให้คำอธิบายถึงอนาคตประเทศตัวเองในปี ค.ศ. 2025 หรืออีกไม่นานเกินไปนับจากนั้น ว่า “How America will collapse (by 2025)” โดยเฉพาะข้อความในช่วงท้ายๆ ที่บรรยายเอาไว้ดังนี้...
“ภายใต้คำประกาศอันรวบรัดของลัทธิคาร์เตอร์ (Carter Doctrune)ว่าด้วยการปกป้องอ่าวเปอร์เซียโดยกองทัพสหรัฐฯ ไปตลอดชั่วนิรันดร์กาล ไม่อาจเป็นไปได้อีกต่อไป หรืออาจต้องสิ้นสุดลงไปภายในปี ค.ศ. 2025 หรือไม่นานเกินไปกว่านั้นมากมายสักเท่าไหร่ สิ่งต่างๆ ซึ่งเคยเป็นหลักประกันเพื่อให้สหรัฐฯ สามารถบริโภคน้ำมันราคาถูกจากพื้นที่เหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งก่อสร้าง ระบบอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐาน เส้นทางคมนาคม การยึดมั่นกับอัตราแลกเปลี่ยนด้วยสกุลเงินดอลลาร์ ตลอดจนความเชื่อมั่นต่อพลังอำนาจทางทะเลของสหรัฐฯ...จะระเหยหายเป็นไอไปในอากาศ และจากจุดนี้อเมริกาจะยังคงหลงเหลือแหล่งพลังงานอยู่เพียงแค่ 12 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณความต้องการภายในประเทศ ระบบอุตสาหกรรมเกือบครึ่งหนึ่งซึ่งเคยพึ่งพาแหล่งงานนอกประเทศจะกลายเป็นอัมพาต วิกฤตพลังงานจะบดขยี้ประเทศอเมริกาอย่างเกรี้ยวกราด พลุ่งพล่าน รุนแรง ไม่ต่างอะไรไปจากพายุเฮอริเคนลูกแล้ว ลูกเล่า ส่งผลให้ราคาสินค้าทุกชนิดพุ่งระเบิดเถิดเทิงอย่างไม่น่าเชื่อแต่คงต้องเชื่อ ภาวะเงินเฟ้อพุ่งสู่จุดสูงสุดชนิดไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ อัตราค่าจ้างที่แท้จริงถึงกาลล่มสลาย ขีดความสามารถในการแข่งขันไม่หลงเหลืออีกต่อไป และเมื่อเครื่องกำเนิดไฟฟ้าหยุดทำงาน ราคาพลังงานจะวิ่งไต่เขย่าหลังคาของทุกๆ ครัวเรือน เงินดอลลาร์ที่เคยแพร่สะพัดไปยังซีกโลกต่างๆ จะหวนกลับมาสู่ประเทศเป็นสายๆ และด้วยค่าเงินที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดในมือชาวอเมริกันแต่ละราย จะถูกนำไปใช้แลกกับน้ำมันแค่ไม่กี่ลิตร ระบบเศรษฐกิจทั้งระบบจึงถึงกาลอัมพาต เมื่อการทะเลาะเบาะแว้งกับชาติพันธมิตรสิ้นสุดลงพร้อมกับแรงกดดันท่วมท้นปานขุนเขา ท้ายที่สุด...กองกำลังทหารสหรัฐฯ ซึ่งเคยกระจัดกระจายอยู่ทุกซีกโลก ก็จะต้องถอนกำลังกลับมาอย่างเงื่องหงอย และอีกไม่กี่ปีนับจากนั้น...จักรวรรดิอเมริกัน อันเคยมั่งคั่ง ยิ่งใหญ่ เกรียงไกร หลายต่อหลายศตวรรษ ก็จะตกอยู่ในภาวะล้มละลาย เข็มนาฬิกาแห่งศตวรรษของชาวอเมริกัน...เคลื่อนไปสู่ช่วงเที่ยงคืน” นี่...จริง-ไม่จริง เชื่อ-ไม่เชื่อ ก็ลองหยิบเอาจินตนาการที่น่าขนลุก ขนพอง เช่นนี้ไปเปรียบเทียบ ชั่งน้ำหนักกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นเอาเองก็แล้วกัน...


