หากจะกล่าวถึงเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับชะตากรรมของมนุษย์นั้น ในทางโหราศาสตร์ท่านว่า หากเมื่อถึงคราวเคราะห์แล้ว ก็ควรจะทำพิธีสะเดาะเคราะห์ต่อชะตาเสีย เคราะห์ร้ายนั้นจะได้สร่างซาห่างหายไป เว้นเสียแต่เป็นเคราะห์แห่งพรหมลิขิต ที่ยากจะหลีกหนีพ้นได้ แต่ผู้รู้บางท่านอาจแย้งว่าอย่างน้อยก็ผ่อนหนักให้เป็นเบาลงได้ ซึ่งวิธีในการปฏิบัติก็มีอยู่อย่างหลากหลายวิธี เช่น ทำพิธีบูชานพเคราะห์ ทำบุญทำทาน อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวร เป็นต้น ทั้งนี้สุดตามแต่ความเชื่อความนับถือของแต่ละบุคคล สำหรับในทางพุทธศาสนานั้น คงต้องเน้นย้ำถึงเรื่องของผลแห่งกรรมและบาปบุญคุณโทษ ที่เคยได้กระทำมาตั้งแต่ในอดีต แต่อย่างไรก็ตามขณะเดียวกัน ก็ยังมีการกล่าวถึงเรื่องราวของพระประจำวันเกิด ที่สามารถนำมาสร้างเพื่อเป็นพุทธบูชาเพื่อให้เกิดขวัญกำลังใจ และใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวในการปฏิบัติตนตามหลักพระศาสนาให้กับพุทธศาสนิกชนได้ โดยตำนานเรื่องราวของพระพุทธรูปประจำวันเกิดพอสังเขปไล่เรียงตามหลักทักษาได้ดังนี้
พระประจำวันเกิดวันอาทิตย์ คือ พระปางถวายเนตร จะเป็นพระพุทธรูปที่อยู่ในอิริยาบถยืน ลืมพระเนตรทั้งสองทอดดูมหาโพธิ์พฤกษ์ พระหัตถ์ทั้งสองห้อยลงมาประสานกันอยู่หน้าพระเพลา พระหัตถ์ขวาทับพระหัตถ์ซ้ายอยู่ในพระอาการกิริยาสังวร ตามตำนานเล่าว่า เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ทรงประทับเสวยวิมุตติสุขอยู่ใต้ร่มศรีมหาโพธิ์อยู่ ๗ วัน แล้วจึงเสด็จออกจากร่มไม้ไปทรงประทับยืนอยู่กลางแจ้ง ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ของต้นมหาโพธิ์ แล้วทอดพระเนตรที่ต้นศรีมหาโพธิ์โดยอยู่ในอิริยาบถนั้นนานถึง ๗ วัน เพื่อรำพึงรำลึกถึงคุณของมหาโพธิ์ที่แผ่กิ่งก้านสาขา ให้ร่มเงาในขณะบำเพ็ญเพียรจนพระองค์ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า โดยสถานที่ๆพระองค์เสด็จประทับยืน ถือเป็นนิมิตมหามงคลที่เรียกว่า “อนิมิสเจดีย์” ดังนั้นพุทธจริยาที่ทรงทอดพระเนตรดูมหาโพธิ์พฤกษ์ โดยมิได้กระพริบพระเนตรถึง ๗ วันนี้ จึงเป็นมูลเหตุแห่งการสร้างพระพุทธที่เรียกว่า “ปางถวายเนตร”
พระประจำวันเกิดวันจันทร์ คือ พระพุทธรูปปางห้ามพยาธิหรือห้ามญาติ และปางห้ามสมุทร จะเป็นพระพุทธรูปที่อยู่ในอิริยาบถยืน พระหัตถ์ซ้ายห้อยลงข้างพระวรกาย พระหัตถ์ขวายกขึ้นเสมอพระอุระ แบพระหัตถ์ตั้งขึ้นยื่นออกไปข้างหน้าซึ่งเป็นอาการกิริยาห้าม ตามตำนานเล่าว่าครั้งหนึ่งนครไพศาลีแห่งแคว้นวัชชี เกิดทุพภิกขภัยพิบัติผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก ชาวเมืองต้องประสบภัยร้ายทั้งฝืดเคือง ทั้งโรคร้าย รวมถึง ต้องพบเจอกับภูตผีปีศาจ จึงได้พากันอพยพไปยังถิ่นอื่น อำมาตย์ผู้หนึ่งจึงทูลต่อพระเจ้าลิจฉวีผู้เป็นกษัตริย์ว่า ให้พระองค์ไปทูลเชิญพระบรมศาสดาผู้ประเสริฐให้เสด็จมายังนครนี้ ต่อพระเจ้าพิมพิสารมหาราชแห่งกรุงราชคฤห์ให้ช่วยกราบทูล เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จทางชลมารคมาถึง ฝนห่าใหญ่ก็ตกลงมา เสมือนดั่งจะชะล้างแผ่นดินให้สะอาดเพื่อต้อนรับพระศาสดา โดยเย็นวันนั้นพระองค์ได้รับสั่งให้พระอานนท์เถระจาริกเอารัตนสูตรไปเจริญพระพุทธมนต์ ภายในกำแพงเมืองจนรอบพระนคร จนท้ายที่สุดโรคภัยร้ายต่าง ๆ รวมถึงภูตผีปีศาจทั้งหลายจึงหมดสิ้นไป ทั้งนี้ตำนานพระประจำวันจันทร์ยังมีอีกหนึ่งตำนาน คือครั้งที่พระพุทธองค์ทรงห้ามพระประยูรญาติของพระองค์ในการวิวาทแย่งกันทดน้ำเข้านา ระหว่างเหล่ากษัตริย์โกลิยะและเหล่าศากยะวงศ์ด้วย
พระประจำวันเกิดวันอังคาร คือ พระปางไสยาสน์ จะเป็นพระพุทธรูปที่อยู่ในอิริยาบถนอนตะแคงข้างขวา พระบาทซ้ายทับพระบาทขวาเสมอกัน พระหัตถ์ซ้ายวางทอดไปตามพระวรกาย พระหัตถ์ขวาประคองพระเศียรให้ยกตั้งขึ้น ตามตำนานเล่าถึงอสุรินทราราหูเมื่อได้สดับถึงพระเกียรติคุณขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าสมบูรณ์ด้วยวิชชาจรณะ ทรงรู้แจ้งโลกเป็นมหาบุรุษเหนือใคร ก็ปรารถนาจะไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แต่เห็นว่าพระพุทธองค์คงมีพระวรกายเล็กถ้าจะไปเฝ้าก็คงต้องก้มลงมอง จึงได้ระงับความคิดไป แต่เมื่อยิ่งได้ทราบถึงพระเกียรติคุณของพระองค์ ราตรีหนึ่งอสุรินทราราหูจึงไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งพระพุทธองค์ทรงทราบดีอยู่ก่อนแล้ว เมื่อใกล้เวลาที่อสุรินทราราหูกำลังจะมาถึง พระพุทธองค์จึงทรงเสด็จบรรทมพร้อมทำปาฏิหาริย์เนรมิตกายตนให้ใหญ่โต จนเมื่ออสุรินทราราหูมาพบเข้า จึงต้องแหงนหน้ามองชมพระพุทธองค์ในพุทธลักษณ์อันงดงามเป็นประจักษ์ต่อสายตาตนเอง
พระประจำวันพุธ คือ พระปางอุ้มบาตร จะเป็นพระพุทธรูปที่อยู่ในอิริยาบถยืน ส้นพระบาททั้งสองชิดกัน พระหัตถ์ทั้งสองยกประคองบาตรในท่าประคองราวสะเอว ตามตำนานเล่าถึงเมื่อครั้งที่พระบรมศาสดาได้เสด็จไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ แล้วทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์เป็นครั้งแรก โดยได้เสด็จเหาะขึ้นไปในอากาศทำให้เหล่าประยูรญาติต้องถวายบังคม จากนั้นพระองค์จึงเสด็จประทับนั่งลงยังพุทธอาสน์ยังฝนโบกขรพรรษให้ตกลงมาท่ามกลางสมาคมพระญาติ แล้วจึงทรงประกาศเทศนามหาเวสสันดรชาดก ได้สร้างความปีติเบิกบานให้แก่พระเจ้าสุทโธทนะพุทธบิดา แต่พระเจ้าสุทโธทนะก็ไม่ได้ทูลอาราธนาว่าจะถวายพระกระยาหารในยามเช้าวันพรุ่งนี้ให้แก่พระศาสดาแต่อย่างใด ด้วยทรงนึกไม่ถึงว่าจะต้องทูลอาราธนาพระศาสดาจึงจะมารับบิณฑบาตรในบ้านได้ ตลอดเย็นจนถึงรุ่งเช้านั้นเมื่อไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดมาอาราธนาไปเสวยที่ใด พระพุทธองค์จึงทรงบาตรพาเหล่าภิกษุไปตามถนนหลวง จึงนับเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นพระพุทธองค์ทรงบาตรเสด็จพุทธลีลาศโปรดเหล่าสรรพสัตว์
พระประจำวันเกิดประจำวันเสาร์ คือ พระปางนาคปรก จะเป็นพระพุทธรูปที่อยู่ในอิริยาบถนั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์ขวาซ้อนพระหัตถ์ซ้ายวางหงายอยู่บนพระเพลา มีพญานาคแผ่พังพานปกคลุมอยู่เบื้องบนเหนือพระเศียร ซึ่งมีทั้งประทับนั่งสมาธิอยู่บนขนดพญานาค และประทับนั่งภายในวงขนดของพญานาคที่ขดตัวล้อมพระกายไว้ถึงพระอังสา เพื่อปกป้องกันลมฝน ตามตำนานเล่าถึงเมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จประทับเสวยวิมุตติสุขใต้ร่มไม้อัชปาลนิโครธอยู่ครบ ๗ วันแล้ว พระองค์จึงไปประทับนั่งอยู่ใต้ต้นจิก โดยช่วงเวลานั้นจะมีฝนตกพรำอยู่มิได้ขาดตลอด ๗ วัน พญามุจลินท์นาคราชจึงออกจากพิภพ มาขนดล้อมพระวรกายพระพุทธองค์ไว้ถึง ๗ ชั้น พร้อมกับแผ่พังพานใหญ่ปกคลุมเหนือพระเศียร ดั่งเป็นบัลลังก์และเศวตฉัตรถวายแด่พระบรมศาสดา
พระประจำวันเกิดวันพฤหัสบดี คือ พระปางสมาธิ จะเป็นพระพุทธรูปที่อยู่ในอิริยาบถนั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์ทั้งสองหงายวางซ้อนบนพระเพลา พระหัตถ์ขวาทับพระหัตถ์ซ้าย พระบาทขวาทับพระบาทซ้าย ตามตำนานเล่าถึงเมื่อครั้งที่มหาบุรุษทรงปราบมารให้ปราชัย ด้วยพระบารมีจนตรัสรู้เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์จึงทรงเบิกบานพระทัยได้ปีติ ถึงกลับทรงอุทานเย้ยตัณหาอันเป็นตัวการที่ก่อให้เกิดสังสารวัฏทุกข์แก่พระองค์แต่อเนกชาติไว้ว่า “อเนกชาติ สํสารํ” ขณะนั้นมหาอัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้น พื้นพสุธามหาปฐพีอันกว้างใหญ่ก็หวั่นไหว พฤกษชาติทั้งหลายก็ผลิดอกออกช่อใบงามตระการ เทพพรหมทุกชั้นฟ้าก็แซ่ซ้องสาธุการโปรยปรายบุบผามาลัยทำการสักการะบูชา พร้อมเปล่งวาจาขึ้นว่า “องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในแล้วโลก” ด้วยปีติยินดีอันเป็นอัศจรรย์ที่ไม่เคยมีมาแต่กาลก่อน
พระประจำวันเกิดวันพุธกลางคืน คือ พระปางป่าเลไลยก์ จะเป็นพระพุทธรูปที่อยู่ในอิริยาบถประทับนั่งบนแท่นหิน ทรงห้อยพระบาททั้งสองลง ทอดพระพาหาทั้งสองวางบนพระเพลา หงายพระหัตถ์ขวาดั่งเป็นอาการกิริยาที่ทรงรับหม้อน้ำที่พญาช้างปาลิไลยกะหมอบถวายบูชา ส่วนพระหัตถ์ซ้ายคว่ำลงดั่งเป็นอาการที่ไม่ทรงรับรวงผึ้งจากพระมงกุฎวานรที่ได้น้อมถวาย เพราะยังมีผึ้งตัวอ่อนอยู่ในรวงผึ้งนั้น ตามตำนานเล่าถึงขณะที่พระพุทธองค์เสด็จจาริกเข้าไปในป่าลิไลยกะตามลำพังแต่ผู้เดียว และได้จำพรรษาอยู่ในป่าโดยได้รับการปฏิบัติปฏิสันถารเป็นอย่างดี จากทั้งพญาช้างและพญาวานร
พระประจำวันเกิดวันศุกร์ คือ พระปางรำพึง จะเป็นพระพุทธรูปที่อยู่ในอิริยาบถยืน พระหัตถ์ทั้งสองประสานยกขึ้นประทับอยู่ที่พระอุระ พระหัตถ์ขวาทับพระหัตถ์ซ้ายดั่งเป็นกิริยาอาการรำพึง ตามตำนานเล่าถึงเมื่อครั้งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทับอยู่ใต้ร่มไม้อัชปาลนิโครธ ในขณะที่พระหฤทัยทรงรำพึงถึงธรรมที่พระองค์ทรงตรัสรู้ ว่าเป็นพระธรรมอันประณีตทำให้เกิดความท้อแท้ในพระทัย ถึงกับดำริว่าจะไม่แสดงธรรมแก่มหาชน ทำให้ท้าวสหัมบดีพรหมที่ได้ทราบถึงวาระจิตของพระพุทธองค์ จึงได้พาเหล่าเทพยดาทั้งหลายมาเฝ้าเพื่อทูลอาราธนาให้พระองค์ได้โปรดแสดงธรรมแก่เหล่าประชาทั้งหลาย ครั้นเมื่อพระศาสดาได้ทรงพิจารณาด้วยญาณหยั่งรู้ถึงเวไนยสัตว์ ว่าจะได้รับประโยชน์จากพระธรรมเทศนา ดังนั้นแล้วพระพุทธองค์จึงทรงตั้งพุทธปณิธานใคร่ที่จะดำรงพระชนม์แสดงธรรมสั่งสอนแก่มหาชน และประกาศพระศาสนาให้แพร่หลายต่อไป พุทธจริยาที่ทรงรำพึงถึงธรรมอันเป็นเหตุนี้จึงเรียกว่า “ปางรำพึง”
พระประจำวันเกิดสำหรับผู้ที่ไม่ทราบวันเกิด บางตำรากล่าวว่าคือ พระเกตุ จะเป็นพระปางมารวิชัย ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่อยู่ในอิริยาบถนั่งขัดสมาธิ พระชงฆ์ไขว้ซ้อนกัน พระบาทขวาไขว้ซ้อนพระบาทซ้าย พระหัตถ์ซ้ายวางหงายอยู่บนพระเพลา พระหัตถ์ขวาวางคว่ำลงที่พระชานุ โดยพระพุทธปางนี้มักเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า “พระปางชนะมาร” หรือ “สะดุ้งมาร” นั่นเอง


