xs
xsm
sm
md
lg

คดีฮั้ว สว.มติ 5-2 รอดเกือบหมด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: สุรวิชช์ วีรวรรณ



ผมคิดว่า วันที่ 14 กันยายนนี้ จะเป็นอีกวันสำคัญของการเมืองไทย เพราะ กกต.จะพิจารณาคดีฮั้วเลือก สว.ซึ่งค้างคามาเป็นเวลานาน และจากข้อมูลที่ผมได้รับมา ผมเชื่อว่ามติหลักของ กกต.จะออกมา 5 ต่อ 2 ในทิศทางยกคำร้องหรือไม่ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่ และส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาเพียงไม่เกิน 5 คน จากผู้ถูกกล่าวหา 229 คนที่อนุกรรมการชุดที่ 26 เคยเห็นว่ามีพยานหลักฐานเกี่ยวข้อง 
คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า กกต.จะส่งใครหรือไม่ส่งใครไปศาลฎีกา แต่อยู่ที่ว่า กกต.จะใช้มาตรฐานอะไรในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน 
เพราะถ้าย้อนกลับไปดู พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา 62 มีถ้อยคำสำคัญคือ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้” ซึ่งเป็นถ้อยคำที่ผมเห็นว่าเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ แต่กลับแทบไม่ถูกหยิบขึ้นมาเป็นตัวตั้งในการอธิบายต่อสังคม
และเมื่อเปิดรัฐธรรมนูญมาตรา 226 ก็พบหลักการเดียวกัน 
ภายหลังประกาศผลการเลือกแล้ว หาก “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้” ว่าผู้สมัครรับเลือกผู้ใดกระทำการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น ให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น 
คำว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้” จึงสำคัญมาก เพราะกฎหมายไม่ได้เขียนว่า กกต.ต้องพิสูจน์ความผิดจนสิ้นสงสัยเสียก่อนจึงจะส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา และ กกต.ก็ไม่ใช่ศาลที่จะต้องวินิจฉัยความผิดถึงที่สุดเสียเองตั้งแต่ต้นทาง 
หน้าที่ของ กกต.คือพิจารณาว่า พยานหลักฐานที่มีอยู่นั้นถึงระดับ “อันควรเชื่อได้” ตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ หากถึง ก็ต้องส่งศาล แล้วให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาพยานหลักฐานและวินิจฉัยในชั้นสุดท้าย 
นี่จึงเป็นคำถามที่ผมอยากถาม ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.เป็นพิเศษ เพราะประธาน กกต.มาจากสายตุลาการ ผ่านการอ่าน การใช้ และการตีความกฎหมายมาโดยตลอด ย่อมเข้าใจความแตกต่างระหว่างคำว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้” กับการพิสูจน์ความผิดจนถึงที่สุดเป็นอย่างดี 
ผมจึงอยากรู้ว่า ประธาน กกต.อ่านมาตรา 62 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ประกอบกับรัฐธรรมนูญมาตรา 226 อย่างไร หลักฐานต้องมากแค่ไหนจึงจะเรียกว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้” 
เพราะวันนี้เรื่องราวที่อยู่ในสำนวนสอบสวนไม่ได้เป็นความลับทั้งหมดอีกต่อไป รายละเอียดจำนวนมากถูกเปิดเผยต่อสาธารณะแล้ว ทั้งพฤติการณ์การลงสมัคร รูปแบบการลงคะแนน ความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างบุคคล การลงคะแนนที่มีลักษณะเป็นแบบแผน ตลอดจนข้อมูลอื่นๆ ที่คณะสอบสวนรวบรวมและนำมาประกอบกัน 
ที่สำคัญที่สุด อนุกรรมการชุดที่ 26 ซึ่งทำหน้าที่พิจารณาสำนวนเหล่านี้มาแล้ว เคยมีความเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหา 229 คนมีกรณีที่จะต้องดำเนินการต่อ ต่อมาจึงเกิดอนุกรรมการชุดที่ 36 และมีมติ 5 ต่อ 2 ไปในอีกทิศทางหนึ่ง 
เมื่อคนสองชุดอ่านพยานหลักฐานในคดีเดียวกันแล้วได้ข้อสรุปต่างกันอย่างสิ้นเชิง เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก และยิ่งไม่ควรจบลงด้วยประโยคสั้นๆ ว่า “พยานหลักฐานไม่เพียงพอ” เพราะสังคมมีสิทธิถามว่า ไม่เพียงพออย่างไร 
พยานหลักฐานชิ้นใดของอนุกรรมการชุดที่ 26 ที่ กกต.เห็นว่าไม่มีน้ำหนัก ข้อเท็จจริงส่วนใดที่ไม่สามารถเชื่อมโยงถึงผู้ถูกกล่าวหา และที่สำคัญที่สุด เมื่อกฎหมายกำหนดมาตรฐานเอาไว้เพียงว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้” เหตุใดพยานหลักฐานเหล่านั้นจึงยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะให้ศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย 
ถ้าสุดท้าย กกต.เสียงข้างมากมีมติ 5 ต่อ 2 และส่งศาลฎีกาเพียงไม่เกิน 5 คนจาก 229 คน คำถามนี้จะยิ่งดังขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ กกต.เสียงข้างมากผ่านความเห็นชอบจาก สว.ชุดนี้ ขณะที่สมาชิก สว.จำนวนหนึ่งในชุดเดียวกันกลับเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีที่ กกต.กำลังพิจารณา 
และเรื่องนี้ยิ่งน่าสนใจขึ้นไปอีก เพราะข้อมูลที่ผมได้รับมาคือ กกต.ฝ่ายเสียงข้างน้อยจะทำความเห็นส่วนตนเพื่อโต้แย้งมติเสียงข้างมาก 
หากเกิดขึ้นจริง ความเห็นของ กกต.เสียงข้างน้อยจะกลายเป็นเอกสารสำคัญทันที เพราะสังคมจะสามารถเปรียบเทียบได้ว่า กกต.ทั้งสองฝ่ายอ่านข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานชุดเดียวกันอย่างไร เหตุใดฝ่ายหนึ่งจึงเห็นว่ายังไม่ถึงระดับที่จะส่งศาล ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่าถึงระดับ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้” แล้ว 
อย่าลืมว่า ก่อนหน้านี้ แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ยังออกมาอธิบายมาตรา 226 ว่า ต้องมีองค์ประกอบ 3 ประการ ทั้งต้องเป็นการกระทำของผู้สมัครหรือผู้สมัครรู้เห็น การกระทำนั้นต้องเป็นการทุจริต และต้องมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม 
ผมจึงเคยตั้งคำถามไปแล้วว่า ในเมื่อผู้มีอำนาจวินิจฉัยคือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ไม่ใช่เลขาธิการ กกต.การที่เลขาธิการออกมาวางกรอบการอธิบายข้อกฎหมายในช่วงที่สำนวนกำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของ กกต.นั้นเหมาะสมเพียงใด 
เพราะฉะนั้น วันที่ 14 กันยายนจึงไม่ได้เป็นเพียงวันที่ กกต.จะตัดสินว่าจะส่งใครไปศาลฎีกาหรือไม่ แต่ผมคิดว่า มันจะเป็นวันที่ กกต.ตัดสินชะตาของตัวเองด้วย 
หากมติออกมา 5 ต่อ 2 ยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาเกือบทั้งหมด ส่งศาลฎีกาเพียงไม่กี่คน ขณะที่ กกต.เสียงข้างน้อยเขียนความเห็นโต้แย้ง และสังคมได้เห็นพยานหลักฐานจำนวนมากจากสำนวนที่ถูกเปิดเผยออกมาก่อนหน้านี้แล้ว กกต.เสียงข้างมากจะต้องตอบคำถามต่อสังคมอย่างละเอียดกว่าคดีทั่วไปหลายเท่า 
เพราะเรื่องนี้ไม่ได้มีเพียงชะตากรรมของ สว. 229 คนเป็นเดิมพัน แต่มีความน่าเชื่อถือขององค์กรที่มีหน้าที่รักษาความสุจริตและเที่ยงธรรมของการเลือกตั้งเป็นเดิมพันด้วย

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan