จะด้วยเหตุเพราะ “ความเป็นไทย” ที่ไม่ค่อยชอบ “คิด” อะไรมาก ไม่อยากปวดหัว เวียนเฮด กับเรื่องใดๆ โดยเฉพาะเรื่องที่ออกจะสร้างความเศร้า ความหดหู่ ความเจ็บปวดรวดร้าว อย่างเรื่องเด็กนักเรียนชั้นประถม มัธยมนับร้อยๆ นักกีฬาวอลเลย์บอลหญิง ถูก “สังหารหมู่” ด้วยจรวดที่ยิงมาจากเรือบรรทุกเครื่องบิน นับแต่วันแรกๆ ของ “สงครามอิหร่าน” หรือไม่? อย่างไร? ก็แล้วแต่จะว่ากันไป เลยทำให้บรรดา “ทวยไทย” ของหมู่เฮาทั้งหลาย ไม่ได้รู้สึกอะไรมาก กับการมาเยือนของเรือบรรทุกเครื่องบิน “USS Abraham Lincoln”ของกองทัพอเมริกัน ที่เข้ามาเทียบท่าที่แหลมฉบัง พัทยา ประเทศไทยแลนด์ แดนสยาม หลังจากต้องลำบากตรากตรำ อดอยากปากแห้ง อยู่ในน่านน้ำตะวันออกกลาง เพื่อหาทางเล่นงานประเทศอิหร่าน นับไม่รู้กี่เดือนต่อกี่เดือนเข้าไปแล้ว...
การ “ปล่อยผี” หรือปล่อยให้ทหารอเมริกันนับพันๆ หมื่นๆ ที่ต้องติดค้างอยู่ในเรือ ในทะเลยาวนานถึง 286 วัน หรือเกือบ 9
เดือน ทั้งที่ช่วงระยะเวลามาตรฐานที่ถูกกำหนดสำหรับการปฏิบัติการใดๆ ของบรรดาลูกเรือ หรือของทหารอเมริกันเหล่านี้ ไม่น่าจะเกินไปกว่า 6 เดือนเท่านั้น มีโอกาสมาดื่ม มากิน และน่าจะมาทำอะไรต่อมิอะไรอีกเยอะแยะมากมายที่พัทยา ก่อนจะกลับไปยังฐานทัพที่ “San Diego” เลยกลายเป็นเรื่องสนุกสนาน เฮฮา เป็นเรื่องที่ไม่ต้องเสียเวลาคิด แถมยังได้เงินๆ ทองๆ จากการจับจ่ายใช้สอยของบรรดาทวยทหารเหล่านี้ หรือทำให้ทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายอเมริกันต่าง “สมประโยชน์” ไปด้วยกันทั้งคู่ แม้ว่ามันอาจดูน่าเกลียด น่าทุเรศ อยู่มั่ง โดยเฉพาะถ้านำเอาความเจ็บปวดรวดร้าวของบรรดา “ผู้ที่ถูกกระทำ” โดยเรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้ อย่างเช่นเด็กๆ ชาวอิหร่านทั้งหลาย มาเป็นองค์ประกอบในการพินิจ พิจารณา...
แต่ก็นั่นแหละถึง “ทวยไทย” บ้านเรา หรือกระทั่ง “รัฐบาลไทย”นั้น ไม่ค่อยชอบคิดอะไรมาก แต่การมาเยือนของเรือบรรทุกเครื่องบิน “USS Abraham Lincoln” ที่พัทยาคราวนี้ ได้ทำให้บรรดานักคิดชาวจีน ไม่ว่า “Zhang Junshe” ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารของจีน หรือ “Shen Yi” ผู้อำนวยการสถาบันวิจัย “The International Research Institute of Global Cyberspace” แห่งมหาวิทยาลัย “Fudan” เขาเก็บอะไรต่อมิอะไรมา “คิด” เอาไว้แบบชนิดน่าสนใจ น่าคิด น่าสะกิดใจ เอามากๆ ดังที่สื่อทางการของจีนอย่าง “The Global Times” เขานำมาถ่ายทอด เรียบเรียง ไว้ในข้อเขียนบทความ ว่าด้วยเรื่อง “The USS Abraham Lincoln is rusting. So is Us hegemonic power.” เมื่อไม่กี่วันมานี้ นั่นแล...
คือด้วยเหตุเพราะภาพเรือบรรทุกเครื่องบินอันสุดแสนจะยิ่งใหญ่ เกรียงไกรลำนี้ ที่อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ อย่าง “นายHenry Kissinger” เคยอุปมา-อุปไมยเอาไว้ว่า ไม่ได้ต่างอะไรไปจาก “เครื่องมือทางการทูตที่มีน้ำหนัก 100,000
ตัน” แต่เท่าที่เห็นจากสายตาของผู้คนโดยทั่วไป ตลอดช่วงความยาว 1,100 ฟุต หรือตลอดหัวเรือไปจนถึงท้ายเรือ มันกลับเต็มไปด้วย “สนิม” แบบสุดแสนจะเขรอะ สุดแสนจะโทรม ไม่ต่างไปจากรถเก่าๆ โทรมๆ ที่ถูกจอดทิ้งไว้ในลานจอดรถอะไรประมาณนั้น และอันนี้นี่เอง...ที่ทำให้บรรดานักคิดชาวจีนเขารู้สึกว่าเป็นอะไรที่น่าคิด น่าสะกิดใจเอามากๆ เพราะเขาคิดลึก หรือมองลึกลงไปยิ่งกว่าผิวๆ เปลือกๆ ของตัวเรือที่เต็มไปด้วยสนิม หรือเพราะ “สนิมมันอาจขูดออกและทาสีใหม่ให้ดูสดใสเหมือนเดิม...แต่โครงสร้างแห่งความอ่อนล้าของระบบที่สะท้อนให้เห็นความจริงของการใช้อำนาจเกินตัว เพื่อที่จะหาทางดำรงรักษา
ความเป็นจ้าวโลกและการมีอิทธิพลเหนือโลกทั้งโลกต่อไปให้จงได้ มันไม่อาจซ่อนเร้น ปิดบัง ด้วยการลอกสนิม ด้วยการขัดสีฉวีวรรณทาสีทับใหม่ได้เลย!!!”
นี่...ลึก-ไม่ลึก เฉียบ-ไม่เฉียบคม-ไม่คม ก็ลองไปพิจารณากันเอาเอง แต่การที่แสนยานุภาพของกองทัพสหรัฐฯ อันประกอบไปด้วยเรือบรรทุกเครื่องบินจำนวนถึง 11 ลำ แต่ใช้งานจริงๆ ได้แค่ 3-4 ลำ แถมแต่ละลำถูกใช้ ถูกกระทำจนสุดแสนจะ “บักโกรก” ไม่ต่างไปจากกันและกันมากมายสักเท่าไหร่ สนิมขึ้นทั้งลำ ส้วมแตก ส้วมเต็ม ห้องซักรีดไฟไหม้ น้ำอาบไม่สะอาด อาหารการกินมีแค่แผ่นแป้งตอติญ่า กับเศษๆ เนื้อแค่ไม่กี่ชิ้น ฯลฯ จนเกิดข่าวคราวว่าบรรดาลูกเรือทั้งหลาย ไม่คิดจะฟังผู้บังคับบัญชาอีกต่อไปแล้ว เอาเสื้อ เอาถุงเท้า ผ้าพันคอยัดโถชักโครก เพื่อให้ส้วมใช้งานไม่ได้ จะได้กลับไปซ่อมบำรุง จะได้มีโอกาสกลับบ้าน หรือบางรายถึงกับคิดจะฆ่าตัวตาย โดดลงทะเลให้มันหมดเรื่อง หมดราวไปซะที บางรายหันไปเขียนข้อความประชด ประชัน ไว้ที่ลูกระเบิดว่ากองทัพอเมริกันไม่ใช่กองทัพของประเทศอเมริกาอีกต่อไปแล้ว แต่กลายเป็นกองทัพของอิสราเอล ที่เอาไว้เล่นงานศัตรู-คู่กัดอย่างอิหร่านกันโดยเฉพาะ ฯลฯ...
อะไรต่อมิอะไรเหล่านี้นี่แหละ...ที่บรรดานักคิดชาวจีนเขามองเห็น จนเกิดข้อสรุปขึ้นมาว่า “เมื่ออำนาจทางทหารถูกนำไปใช้แบบเกินตัว เมื่อการซ่อมบำรุง การส่งกำลังบำรุงและการดูแลบุคลากร ฯลฯ เต็มไปด้วยความอ่อนล้า ถูกซุกซ่อน ปิดบัง เอาไว้ภายใต้ยุทธศาสตร์อันสุดแสนทะเยอทะยาน ความต้องการเป็นจ้าวโลกก็สามารถเปลี่ยนผ่านความแข็งแกร่งไปสู่ความอ่อนปวกเปียก
ที่จะเป็นตัวกัดกินทำลายอำนาจนั้นๆ...”หรือทำให้ “กล้ามเนื้อที่เป็นเสมือนสัญลักษณ์แห่งอำนาจอันยิ่งใหญ่ของอเมริกา...กำลังเขรอะไปด้วยสนิม!!!”นี่...จริง-ไม่จริง ก็ลองไปคิดดูเอาเองก็แล้วกัน แต่ไม่ใช่เฉพาะนักคิดชาวจีนเท่านั้น ที่มองไปในแนวนี้ ผู้ต้องเยิ่นไป-เยิ่นมา ดวลจรวด-ดวลระเบิด กับคุณพ่ออเมริกามาเกือบ 7 เดือน 8 เดือนเข้าไปแล้ว อย่างคุณปู่อิหร่าน เขาก็ดูจะมีมุมมองไม่ต่างไปจากกันมากมายสักเท่าไหร่...
ดังที่บทรายงานของสำนักข่าว “Mehrs News” ของอิหร่าน เขาสรุปไว้ในข้อเขียนเรื่อง “US Army is grappling with profound crisis”หรือกองทัพสหรัฐฯ ถูกวิกฤตคว้าคอ เค้นคอ แบบชนิดดิ้นไม่หลุดอะไรทำนองนั้น เมื่อไม่กี่วันมานี้ คือถึงแม้ว่าความเป็น “มหาอำนาจสูงสุด” ในทางทหารของอเมริกา จะยังคงมีอยู่ ดำรงอยู่ เพียงใดก็ตาม ไม่ว่าในด้านเทคโนโลยี อำนาจทางทะเล ข่าวกรอง พื้นที่ในอวกาศ ฯลฯ แต่บรรดาสิ่งเหล่านี้มันมิอาจนำไปใช้อย่าง “ไม่มีขีดจำกัด” และโดย “สงครามอิหร่าน” นั่นเอง ที่กำลังแสดงให้เห็นถึง “ข้อจำกัด” ของพลังอำนาจเหล่านี้ ว่าไม่อาจนำไปใช้สนองตอบต่อ “ยุทธศาสตร์อันสุดแสนทะเยอทะยาน” หรือความพยายามที่จะดำรงความเป็นจ้าวโลก ประมุขโลก ต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด...
ด้วยเหตุเพราะ “ยุทธศาสตร์” ทำนองนี้...มันมี “ต้นทุน” หรือมี “ค่าใช้จ่าย” ชนิดมากมายมหาศาลเอามากๆ แต่นับวันมหาอำนาจสูงสุดอย่างอเมริกา แทบไม่เหลือขีดความสามารถที่จะจ่าย จะลงทุนกับความคิด ความทะเยอทะยานในลักษณะดังกล่าว ความพยายามเปล่งพลังอำนาจ โดยไม่ได้เข้าใจความจริง หรือ “ข้อเท็จจริง” แห่งความเป็นไปของโลก ที่มันได้เปลี่ยนแปลงจาก “โลกขั้วอำนาจเดียว” ไปสู่ “โลกหลายขั้วอำนาจ” เป็นที่เรียบโร้ยย์ย์ย์แล้ว!!! อันนี้นี่เอง...ที่มันได้ทำให้เกิดการ “ย้อนศร” หรือเกิด “วิกฤต” ย้อนกลับไปคว้าคอ เค้นคอ กองทัพอเมริกันชนิดดิ้นยังไงก็ดิ้นไม่หลุด จนตราบเท่าทุกวันนี้ เกิดความติดขัด ความขลุกๆ ขลักๆ ในระบบการบังคับบัญชา ต้องปลดนายทหารอาวุโสไปแล้วถึง 20 ราย ต้องหาทางสกัดกั้นผู้ที่ควบคุมนโยบาย หรือผู้ที่รัฐมนตรีสงครามเห็นว่าไม่เหมาะสม ไม่ว่าพวกทหารผิวสี ทหารหญิง ก็ตามที ต้องขจัดกวาดล้างผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับคำสั่ง กับแผนรบที่ไร้แผนตั้งแต่ต้นจนจบ และอาจด้วยเหตุนี้นี่เอง...ที่ทำให้เลขาธิการกองทัพบก อย่าง “Dan Driscoll” เลยตัดสินใจลาออกให้รู้แล้ว รู้แรดไปซะที ฯลฯ ฯลฯ...
หรือพูดง่ายๆ ว่า...ยิ่งนานวัน “ข้อเท็จจริง” แห่งความเป็นไปของโลกนั่นเอง ที่ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเสื่อม ความโทรม
ความเป็นสนิมเขรอะของ “โลกขั้วอำนาจเดียว” ชัดเจนยิ่งเข้าไปทุกที ต่างไปจากพวก “โลกหลายขั้วอำนาจ” แบบชนิดตรงกันข้าม ภาพของการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศ “SCO”(Shanghai Cooperation Organization) ที่เมือง “Bishkek” ประเทศคีร์กีซสถานเมื่อวัน-สองวันมานี้ แสดงให้เห็นถึงความเติบโต ขยายตัว ของกลุ่มประเทศดังกล่าวภายในช่วงระยะเวลาแค่ประมาณ 2 ทศวรรษ จากเดิมทีมีอยู่แค่6 ประเทศ กลายเป็น27 ประเทศไปแล้วในทุกวันนี้ ไม่ต่างไปจากกลุ่มประเทศ “BRICS” อันถือเป็นฐานที่มั่นของพวกซีกโลกใต้ ในช่วงระยะเวลาเดียวกันจากผู้ที่เคยร่วมก่อตั้ง 4 ประเทศ มาถึงทุกวันนี้...ปาเข้าไปเกือบ 20 ประเทศ และที่เข้าคิวรอเป็นสมาชิกอีกไม่รู้จะกี่รายต่อกี่ราย...
และอาจด้วยเหตุนี้นี่เอง...ที่ทำให้หนึ่งในบรรดาผู้นำประเทศซีกโลกใต้ ผู้พยายามผลักดันให้ “โลกหลายขั้วอำนาจ” เป็นจริง-เป็นจังขึ้นมาให้จงได้ อย่างผู้นำรัสเซีย ประธานาธิบดี “วลาดิมีร์ ปูติน” ท่านจึงป่าวประกาศด้วยความมั่นอก-มั่นใจเอาไว้ ณ เวทีประชุม “SCO” เมื่อช่วงวันอังคารที่ผ่านมา (1 ก.ย.) ว่า... “โลกได้สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในระดับรากฐานของการเมืองโลก เรากำลังพูดถึงสิ่งใหม่ พูดถึงความยุติธรรมที่แท้จริงและความหลากหลายแห่งระเบียบโลก...และนี่คือกระบวนการแห่งความเปลี่ยนแปลงที่มิอาจหวนกลับไปสู่จุดเดิมได้อีกแล้ว” นี่...จริง-ไม่จริง เชื่อ-ไม่เชื่อ ก็ลองไปนั่งคิด นอนคิด ตีลังกาคิดแม้ว่าจะไม่ค่อยชอบคิด เอาแต่สนุกสนานเฮฮา ไปตามเรื่อง-ตามราว หรือตาม “ความเป็นไทยๆ” ก็ตามที...


