xs
xsm
sm
md
lg

กัมพูชา: จากอดีต"ขาขึ้น" สู่​ "ขาลง" และการดิ้นรนในปัจจุบัน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: เอนก เหล่าธรรมทัศน์



เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ภาคีราชบัณฑิต



​ถ้าเรามองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยตาและใจที่ไม่คับแคบ​ ก็ต้องยอมรับความจริงทางประวัติศาสตร์ข้อหนึ่งอย่างตรงไปตรงมาว่า "เขมร​ หรือกัมพูชานั้นเคยเป็นมหาอำนาจของภูมิ​ภาคนี้​ เคยเป็นผู้ยิ่งใหญ่และเคยเป็น 'ครู' เป็น" ผู้ใหญ่" ของเรามาก่อนยุคอยุธยาด้วยซ้ำ

ในด้านอารยธรรม ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู กฎหมาย ศิลปวัฒน ธรรม และระบบเทวราชา ล้วนเป็นมรดกทางปัญญาที่กัมพูชาส่งต่อมาให้เราทั้งสิ้น

หาก​แต่เมื่อกงล้อแห่งกาลเวลาหมุนเปลี่ยนทิศ และ "อยุธยาผงาดขึ้นมาแข่งอย่างน่าทึ่งนั้น ประวัติศาสตร์ของกัมพูชาก็พลันตกเข้าสู่ยุค​"ขาลง" อย่างหนักแล้ว" และความตกต่ำเช่นนี้ก็ดำเนินเรื่อยมาอีกหลายร้อยปีจนถึงยุคตกเป็นอาณานิคมฝรั่ง​เศส ถูกกองทัพสยามยกมารุกรานและตีแตกซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเกิดเป็นโมเดลการเมืองที่ผมขอเรียกว่า "ขุดหลุมฝังตัว: จากขาลงสู่วังวนชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน"

​1. จากจุด" สูงสุด" สู่วังวน "ขาลง" : อยุธยาผงาดและตีเขมรแตกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

​เมื่อศูนย์กลางอำนาจเดิม ณ เมืองพระนครหลวง (นครธม) เริ่มโรยราลงจากปัญหาภายในและการเปลี่ยนเส้นทางการค้า ทางลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง คือ​ สยาม​ กลับเติบโตและสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นมหาอำนาจใหม่ที่เข้มแข็งทางการทหารยิ่ง

​อยุธยาได้ยกทัพไป "ตีเขมรแตกหลายครั้ง" อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยุคต้น:

เริ่มจาก​ขุนหลวงพะงั่วขณะทรงครองเมืองสุพรรณ​ เสด็จตีเขมรแตก​ ตั้งแต่อยู่ในรัชสมัยของพระเจ้าอู่ทอง

ขุนหลวงพะงั่วทรงเป็นกษัตริย์นักรบที่กรีธาทัพไปปราบปรามและตีเมืองเขมรจนแตกพ่าย สยบอิทธิพลของขอมโบราณลงอย่างราบคาบ

​เจ้าสามพระยาตีแตกนครธม: ต่อมาในรัชสมัย สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) อยุธยาได้ยกทัพใหญ่ไปล้อมและตีเมืองพระนครหลวง (นครธม) จนแตกพ่ายอีกครั้งหนึ่งพร้อมทั้ง "กวาดต้อน" พระราชวงศ์ ขุนนาง พราหมณ์ปุโรหิต ราชบัณฑิต ช่างศิลป์ และผู้คนจำนวนมหาศาลกลับมายังอยุธยา

การเสียเมืองหลวงในครั้งนั้นทำให้กัมพูชาต้องทิ้งนครธม​ หรือเมืองพระนคร​ อันศักดิ์สิทธิ์และถอยร่นย้ายเมืองหลวงลงไปทางใต้

​สมเด็จพระนเรศวรฯตีละแวกแตก: เมื่อเขมรย้ายไปตั้งราชธานีใหม่ที่เมืองละแวก ก็ยังคงถูก สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ยกทัพไปตีเมืองละแวกแตกพ่ายใน พ.ศ. 2136 และถูกสยามกวาดต้อนผู้คนซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง

​การตีแตกและกวาด​ต้อนซ้ำแล้วซ้ำเล่าตั้งแต่ยุคขุนหลวงพะงั่ว เจ้าสามพระยา จนถึงสมเด็จพระนเรศวรฯ ได้กลายเป็นการถ่ายเทภูมิ​ปัญญาและอารยธรรมเขมรเข้ามาหล่อหลอมจนเป็นรากฐานของสยาม ทำให้สถานะระหว่างสองอาณาจักรกลับตาลปัตร จากเดิมที่กัมพูชาเคยเป็น "ครู" กลายมาเป็น "เราเป็นครู (ผู้มีกำลังและอารยธรรมที่เข้มแข็งกว่า) ส่วนกัมพูชาต้องดิ้นรนปกป้องตัวเองภายใต้ภาวะที่อ่อนแอ

​2. วังวน "ชักศึกเข้าบ้าน" และบทเรียนราคาแพงจากการคานอำนาจ

​เมื่อกัมพูชาตกอยู่ในภาวะขาลงอย่างหนักและไร้ซึ่งกำลังทหารที่เข้มแข็ง ราชสำนักเขมรจึงเลือกใช้ทางลัดที่กลายเป็นคำสาปของชาติ นั่นคือการ "เอาเวียดนามเอาฝรั่งเศสมาคานเรา"
​สมรภูมิตัวแทนและเสียไซ่ง่อน: เจ้านายเขมรสายต่างๆ ที่แย่งชิงบัลลังก์มักวิ่งไปพึ่งสยามสลับกับพึ่งญวน

ยุทธศาสตร์การยืมมือคนนอกนี้ไม่ได้ช่วยให้กัมพูชาปลอดภัย แต่มันกลับทำให้ประเทศกลายเป็นสมรภูมิตัว​แทน และส่งผลให้กัมพูชาต้องสูญเสียดินแดนอู่ข้าวอู่น้ำตอนล่าง (เช่น ไซ่ง่อน หรือเปรัยนคร) ให้แก่เวียดนามไปอย่างถาวร

​หนีเสือปะจระเข้สู่ยุคอาณานิคม: ท่ามกลางภาวะถูกบดขยี้ระหว่างสยามกับเวียดนาม กัมพูชาในยุคพระบาทสมเด็จพระนโรดมจึงตัดสินใจเซ็นสัญญาตกเป็นรัฐอารักขาของฝรั่งเศส เพื่อหวังจะใช้มหาอำนาจตะวันตกมาไล่อิทธิพลเพื่อนบ้านออกไป สุดท้ายก็กลายเป็นการเปิดประตูต้อนรับลัทธิล่าอาณานิคม ทำให้สูญเสียเอกราชและดินแดนอย่างเบ็ดเสร็จ

​3. จากอดีตสู่วันนี้: ความพยายามของฮุนเซนกับอนาคตที่ยังต้องลุ้น

​ประวัติศาสตร์ขาลงของกัมพูชาไม่ได้หยุดอยู่แค่ในอดีต แต่ลากยาวมาจนถึงยุคปัจจุบัน เราได้เห็นความพยายามอย่างหนักจากผู้นำกัมพูชาอย่าง สมเด็จฮุนเซน ที่พยายามดำเนินการ​เมืองและการทูต เพื่อดึงกัมพูชาให้พ้นจากหลุมดำทางประวัติ​ศาสตร์ และพยายามผลักดันประเทศให้ก้าวขึ้นสู่ "ขาขึ้น" ทั้งในแง่เศรษฐกิจ การพัฒนาประเทศ และการสร้างบทบาทนำในภูมิภาคเพื่อดึงความยิ่งใหญ่ในอดีตให้กลับคืนมา​ ซึ่งก็ได้ผลระดับหนึ่ง

​กระนั้นก็ตาม ในฐานะผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ เราก็ยังไม่แน่ใจนัก เมื่อ​พิจารณาจากแนวทางและนโยบายในรอบยี่สิบปีที่ผ่านมา ที่บางครั้งยังคงเต็มไปด้วยกลเกมการเมืองภายใน การพึ่งพิงทุนต่างชาติรายใหญ่และความขัดแย้งที่อาจฉุดรั้งประเทศใหม่อีกครั้ง แม้แต่ลึกๆ แล้ว เราจะ "หวังว่าประวัติศาสตร์ขาขึ้นจะมาถึงเขาจริงๆ" หลังจากที่ชาติต้องบอบช้ำมาหลายร้อยปีก็ตาม

​บทสรุป: เราไม่ชอบพม่าฉันใดที่มารุกรานเรา​ พยายามครอบครองเรา​ เขมรเองก็คงรู้สึกกับเราเช่นนั้น​ มิใช่น้อย​ ต้องมองอดีตเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่เพื่อคิดจะอยู่เหนือกว่า
เพื่อนบ้านเสมอไป​ แม้​แต่​ ประวัติศาสตร์" ขาลง" เอง​ ก็อาจมาเยือนเราได้​ หากไม่ระมัด ระวัง​

การศึกษาประวัติ​ศาสตร์ไม่ได้ทำให้เราคิดว่าเราควรจะเหนือกว่าหรือแข็งแรงกว่ากัมพูชาตลอดไป​แล้วต้องไปใหญ่โตข่มเหงเขา แต่มันทำให้เราเรียนรู้เพื่อจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันให้ได้ต่างหาก

​เมื่อมองย้อนกลับไปในหน้าประวัติ​ศาสตร์ ตั้งแต่ขุนหลวงพะงั่วตีเขมร​ เจ้าสามพระยาตีนครธม พระนเรศวรตีละแวกแตก จนถึงวันที่พวกเขาต้องเผชิญวิบากกรรมและเสียดินแดน สิ่งที่หลงเหลืออยู่ในใจไม่ควรเป็นความรู้สึกเหนือกว่า แต่คือความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจในฐานะเพื่อน​ร่วมภูมิภาค

ในอดีตกาล​ เขาเคยเป็น "ครู" และผู้ให้รากฐานแก่เรา ก่อนที่กงล้อแห่งกาลเวลาจะหมุนให้เราเติบโตขึ้นและพลิกผันบทบาทกัน

​ในโลกยุคปัจจุบัน เราไม่ควรอยากเหนือกว่าเขา ควรอยากจะเป็นเพื่อนที่ดี อยากเท่าเทียม และอยากช่วยเหลือกันและกันในทุกตอน ทุกที่​ ทุกเรื่องที่พอช่วยได้เสมอ นี่ก็เป็นเพราะ​เรารำลึกถึงอดีตได้อย่างเข้าใจและอย่างลึกซึ้ง

​หากอนาคตข้างหน้าประวัติศาสตร์ขาขึ้นจะมาถึงกัมพูชาอย่างที่ควรจะเป็น นั่นคงเป็นเรื่องที่เราน่ายินดีด้วยที่สุด และในฐานะเพื่อนบ้าน หลังจากความขัดแย้งเฉพาะหน้านี้แล้ว​ ไทยควรพร้อมที่จะเดินเคียงข้าง สนับสนุน และเกื้อกูลเขาอย่างเท่าเทียม บนพื้นฐานของมิตรภาพที่แท้จริง เพื่อปิดฉากวังวนความขัดแย้งเรากับเขาในอดีต และเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน