อำนาจที่ผมเรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” เข้าไปครอบคลุมกลไกอำนาจของรัฐมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มตั้งแต่การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้
สิ่งที่เห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ คือ ข้าราชการที่ไม่ได้อยู่ในสายสัมพันธ์หรือเครือข่ายของระบอบสีน้ำเงินแทบไม่มีโอกาสเติบโต ขณะที่คนของตัวเองหรือคนที่ได้รับความไว้วางใจกลับถูกผลักดันขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งสำคัญอย่างต่อเนื่อง
แน่นอน การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการเป็นอำนาจของรัฐบาล แต่เมื่อการโยกย้ายไม่ได้เกิดขึ้นเพียงตำแหน่งสองตำแหน่ง หากเกิดขึ้นเป็นระบบ โดยเฉพาะในหน่วยงานที่มีอำนาจเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์และฐานอำนาจทางการเมือง คำถามจึงเกิดขึ้นว่า นี่คือการบริหารบุคลากรตามปกติ หรือเป็นการจัดวางคนเพื่อสร้างโครงข่ายอำนาจของตัวเองลงไปในระบบราชการ
กรณีของศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้คำถามเรื่องนี้ใหญ่ขึ้น
ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของศักดิ์สยามสิ้นสุดลง จากกรณีซุกหุ้นและเกี่ยวข้องกับห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น แต่เมื่อเรื่องไปถึง ป.ป.ช.ในประเด็นการยื่นบัญชีทรัพย์สิน ป.ป.ช.กลับมีมติยกคำร้องว่าไม่มีความผิด
คำถามจึงไม่ได้มีเพียงว่า ทำไมคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกับการพิจารณาของ ป.ป.ช.จึงนำไปสู่ผลที่แตกต่างกัน แต่ยังต้องถามด้วยว่า เหตุใดเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญทางการเมืองและมีผลต่อความเชื่อมั่นของสังคมจึงไม่ถูกเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาตั้งแต่ต้น
และเมื่อพรรคร่วมฝ่ายค้านและ สว.กลุ่มหนึ่งได้เข้าชื่อยื่นคำร้องต่อโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา เพื่อขอให้ส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 เพื่อให้ตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ ป.ป.ช.กรณีมีมติยกคำร้องคดีศักดิ์สยาม แต่เรื่องกลับถูกดองอยู่ที่รัฐสภามาเกือบ 3 เดือน
เรื่องนี้ยิ่งละเอียดอ่อนขึ้นไปอีกเมื่อศักดิ์สยามเป็นน้องชายของเนวิน ชิดชอบ ขณะที่โสภณ ซารัมย์ เป็นบุคคลสำคัญของพรรคภูมิใจไทย
ในสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมได้ดีที่สุดจึงไม่ใช่การบอกว่า “ไม่ได้ดองเรื่อง” แต่ต้องทำให้กระบวนการทั้งหมดโปร่งใส ตรวจสอบได้ และตอบให้ได้ว่าเหตุใดคำร้องที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบองค์กรอิสระจึงยังเดินทางไปไม่ถึงศาลฎีกาเสียที
อีกเรื่องหนึ่งที่กำลังจะกลายเป็นบททดสอบครั้งใหญ่คือคดีฮั้วเลือก สว.
คดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหาถึง 229 คน เป็น สว. 138 คน และบุคคลในเครือข่ายทางการเมืองอีก 91 คน มีหลักฐานและพฤติการณ์จำนวนมากที่ถูกเปิดเผยออกมาตลอด ตั้งแต่รูปแบบการลงคะแนน การจัดกลุ่มผู้สมัคร ความเชื่อมโยงของบุคคล ไปจนถึงพฤติการณ์ที่ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า การได้มาซึ่ง สว.จำนวนมากเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติจริงหรือไม่
คณะไต่สวนชุดที่ 26 เคยมีความเห็นให้ดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหา ขณะที่อนุกรรมการชุดที่ 36 ซึ่งตั้งขึ้นภายหลังกลับมีมติ 5 ต่อ 2 ไปอีกทางหนึ่ง
และจากข้อมูลที่ผมได้รับ มีแนวโน้มว่า เมื่อเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ กกต.ชุดใหญ่ ในวันที่ 14 กันยายนนี้ ผลจะออกมาในลักษณะ 5 ต่อ 2 เช่นเดียวกัน โดยผู้ที่จะถูกชี้มูลและส่งต่อไปดำเนินคดีอาจเหลือไม่เกิน 5 คน จากผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง คำถามใหญ่จะเกิดขึ้นทันทีว่า แล้วหลักฐานและพฤติการณ์จำนวนมากที่ถูกเปิดเผยมาก่อนหน้านี้หายไปไหน เพราะทุกคนรู้ว่า สว.ชุดนี้มีทิศทางการลงมติในเรื่องสำคัญอย่างไร และสังคมก็รู้ว่า พรรคการเมืองใดและใครถูกมองว่าสามารถควบคุมทิศทางของ สว.ส่วนใหญ่ได้
ดังนั้น หากคดีที่เริ่มต้นด้วยผู้ถูกกล่าวหา 229 คน สุดท้ายเหลือผู้ถูกดำเนินคดีเพียงไม่กี่คน โดยไม่สามารถอธิบายต่อสาธารณะได้อย่างหนักแน่นว่าหลักฐานส่วนที่เหลือถูกหักล้างอย่างไร ปัญหาจะไม่จบอยู่แค่ความน่าเชื่อถือของ กกต.แต่มันจะกลายเป็นปัญหาความน่าเชื่อถือของระบบตรวจสอบทั้งระบบ
เมื่อเอาทุกเรื่องมาต่อกัน ตั้งแต่การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ คดีศักดิ์สยาม มติของ ป.ป.ช.การดองคำร้องอยู่ที่ประธานรัฐสภา ไปจนถึงแนวโน้มของคดีฮั้ว สว.ภาพที่เกิดขึ้นจึงทำให้คนจำนวนหนึ่งเริ่มมีความรู้สึกว่า
“ระบอบสีน้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด” นี่ต่างหากคือสิ่งที่อันตรายที่สุด
ถ้ากลไกที่ควรตรวจสอบกันกลับถูกมองว่ากำลังเดินไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด นั่นไม่ใช่เพียงปัญหาขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่มันกำลังบิดเบือนหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย
แต่อย่าลืมว่าสิ่งหนึ่งที่ไม่มีรัฐบาลใดควบคุมได้คือ “ความรู้สึกของสังคม”
ความชอบธรรมเกิดขึ้นเมื่อประชาชนเชื่อว่า กติกายังยุติธรรม คนมีอำนาจยังถูกตรวจสอบได้ และไม่ว่าใครจะเป็นพี่ เป็นน้อง เป็นพวกพ้อง หรืออยู่ใกล้ศูนย์กลางอำนาจเพียงใด ก็ต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกับประชาชนทั่วไป
แต่ถ้าวันหนึ่งสังคมเริ่มเชื่อว่า คนบางกลุ่มอยู่เหนือการตรวจสอบ เมื่อนั้นปัญหาจะไม่ได้อยู่ที่ว่ารัฐบาลมีเสียงในสภาฯ กี่เสียงอีกต่อไป
เมื่อวันก่อนผมคุยกับเพื่อนหลากหลายอาชีพ หลายคนพูดตรงกันว่า สังคมกำลังใกล้ถึงจุดระเบิด เพราะตอนนี้ระบอบสีน้ำเงินกำลังใช้อำนาจเกินขอบเขตอย่างไม่บันยะบันยังในทุกเรื่อง เมื่อไหร่จะลงถนนกัน
ผมไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้กว้างขวางเพียงใด แต่สิ่งที่ผู้มีอำนาจไม่ควรประมาทคือ ความอดทนของสังคมไม่มีมาตรวัด
หลายครั้งก่อนที่ผู้คนจะออกมาอยู่บนถนน ทุกอย่างก็ดูเหมือนยังสงบ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น รัฐบาลยังมีเสียงในสภาฯ ระบบราชการยังทำงาน รัฐสภายังประชุม และองค์กรต่างๆ ยังดำเนินไปตามปกติ
แต่ข้างใต้ความสงบนั้นอาจกำลังสะสมความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมทีละเล็กทีละน้อย
สิ่งที่ระบอบสีน้ำเงินควรระวังที่สุดจึงไม่ใช่ฝ่ายค้านในสภาฯ ไม่ใช่จำนวนเสียงของพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม และไม่ใช่แม้แต่คดีใดคดีหนึ่ง แต่คือวันที่ประชาชนจำนวนมากเกิดความรู้สึกร่วมกันว่า กลไกในระบบไม่สามารถให้ความเป็นธรรมกับพวกเขาได้อีกแล้ว
วันนี้กองไฟอาจยังไม่ปะทุ แต่เชื้อไฟกำลังถูกโยนลงไปทีละชิ้น และถ้าผู้มีอำนาจยังมั่นใจในเสียงข้างมาก มั่นใจในเครือข่ายของตัวเอง และใช้อำนาจอย่างไม่บันยะบันยังโดยไม่สนใจกระแสความรู้สึกของสังคม สิ่งที่เหลือให้รอก็มีเพียงว่า สังคมจะสิ้นความอดทนเมื่อไหร่เท่านั้นเอง
ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


