xs
xsm
sm
md
lg

เมื่ออเมริกาไม่เหลือ “อาวุธ” ใดๆ ที่จะเล่นงานอิหร่าน นอกจาก “นิวเคลียร์”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทับทิม พญาไท


โดนัลด์ ทรัมป์
ดูๆ แล้ว...น่าจะออกไปทางมีแต่จะ “อับอายขายหน้า” ยิ่งขึ้นไปใหญ่ สำหรับการเปลี่ยนกรรมวิธี เปลี่ยนเครื่องมือ หรือเปลี่ยนอาวุธ ในการเล่นงานประเทศอิหร่านของคุณพ่ออเมริกา คือจากการดวลจรวด ดวลระเบิด หรือจากกรรมวิธีทางการทหาร มาเป็นการใช้กรรมวิธีทางเศรษฐกิจ ที่ใช้คำเรียกแบบหะรูหะราว่า “การยกพลขึ้นบกทางเศรษฐกิจ” หรือ Economic D-Day” อะไรทำนองนั้น...

หรืออย่างที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจอิหร่าน Seyed Ali Madanizadeh” เขาสรุปไว้แล้วล่วงหน้านั่นแหละว่า มันไม่ใช่ของใหม่ หรือเรื่องใหม่ๆ แม้จะป่าวประกาศกู่ก้องร้องตะโกนว่าครั้งนี้จะ “เอาให้หนัก” ให้ดิ้นตาย ให้อดตายไปทั้งประเทศ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้คำว่า “การกดดันขั้นสูงสุด” หรือMaximum Pressure” ที่คุณพ่ออเมริกาและชาติตะวันตกเคยหยิบมาใช้เล่นงานอิหร่านก่อนหน้านั้น แตกต่างไปจากคำว่า The Largest financial assault in history” หรือ “การโจมตีทางการเงินครั้งที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” ที่ถูกนำมาใช้ในคราวนี้มากมายสักเท่าไหร่ ด้วยเหตุเพราะ “โลกการเงินและเส้นโลหิตทางเศรษฐกิจ มันไม่ใช่สิ่งเรียบๆ ง่ายๆ”ที่จะควักมีดออกมาเฉือน มาหั่น จนผู้ที่สามารถยืนหยัด ซัดกันแบบ “หมัด-ต่อ-หมัด”กับมหาอำนาจสูงสุดอเมริกันในทางทหาร จะถึงกับต้องแอ่นระแน้ ต้องยอมศิโรราบต่อคุณพ่ออเมริกากันได้ง่ายๆ...

หรืออย่างที่สำนักข่าว Mehr News” ของอิหร่าน...เขาออกมาตั้งคำถาม ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ด้วยเหตุ-ด้วยผล ที่ค่อนข้างจะมี “น้ำหนัก”น่าคิด น่าสะกิดใจ มิใช่น้อย ในข้อเขียน บทความที่ใช้ชื่อว่าTrump changed his weapon; will outcome change too?” หรือการ “เปลี่ยนอาวุธ” ของอเมริกาคราวนี้จะส่งผลให้ฉากสถานการณ์ต่างๆ เกิดความเปลี่ยนแปลงไปด้วยหรือไม่? ใครที่สนใจรายละเอียดลองไป “คลิก” ดูเอาเองก็แล้วกัน แต่โดยสรุปรวมความแล้ว น่าจะออกมาทาง “บ๋อๆ แบ๋ๆ”อีกนั่นแหละ หรือเอาเข้าจริงๆ แล้ว...อาจไม่ต่างไปจาก “คำสารภาพ” ของ “ทรัมป์บ้า” หรือของมหาอำนาจสูงสุดอเมริกาเอง ว่าได้ “พ่ายแพ้ทางการทหาร” ต่อมหาอำนาจในตะวันออกกลางอย่างอิหร่านไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เลยหนีไม่พ้นต้องหันมาใช้กรรมวิธีทางเศรษฐกิจกันแทนที่...

คือคงต้องยอมรับเอาจริงๆ นั่นแหละว่า...ในแง่ “ความอึด-ความทน” ของอิหร่านเขา ที่ถูกแซงก์ชั่น ถูกเล่นงานทางเศรษฐกิจมาโดยตลอด กว่า4 0-50 ปีเอาเลยถึงขั้นนั้น ไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นถึงความอดทน อดกลั้น ชนิดที่ถ้าหากเป็น “นักมวย”ก็จัดอยู่ในประเภท “ไม่เจ็บนอนไม่หลับ” หรือถอยหลังเมื่อไหร่อาจสะดุดล้มคว่ำเอาง่ายๆ อะไรประมาณนั้น แต่ยังมิอาจปฏิเสธอีกด้วยว่า...บรรดาสิ่งเหล่านี้กลับกลายเป็นแรงฮึด แรงกระตุ้น ที่ทำให้เกิดการพัฒนากรรมวิธีในการหลบๆ หลีกๆ แฉลบไป-แฉลบมา อันสุดแสนสลับซับซ้อน เพื่อที่จะ “เอาตัวรอด” ในท่ามกลางแรงกดดันของอเมริกาและบรรดาประเทศตะวันตกมาโดยตลอด ไม่ว่าการอาศัย “กองทัพมด” ขนสินค้าต่างๆ ผ่านประเทศที่มีพรมแดนอยู่ติดกับประเทศตัวเองไม่รู้กี่ต่อกี่ประเทศ
ใช้ระบบ “ชำระบัญชี” ในการแลกเปลี่ยน ซื้อ-ขายสินค้า แบบแทบไม่รู้ว่าแหล่งเงินมาจากที่ไหนต่อที่ไหน ใช้สถานะทาง “ภูมิรัฐศาสตร์” ขยายความร่วมมือกับบรรดาประเทศแต่ละประเทศ จนสามารถก่อให้เกิดพันธมิตรระดับ “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์” ที่จะไม่ยอมปล่อยให้ประเทศใดประเทศหนึ่งเล่นงานอิหร่านกันได้ง่ายๆ ฯลฯ...

อะไรต่อมิอะไรเหล่านี้นี่เอง...ที่ทำให้ความพยายามที่จะ “ตัดขาด”อิหร่านออกจากระบบเศรษฐกิจโลก จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ตัวเลขการส่งออกสินค้าอิหร่านไปยังประเทศต่างๆ กว่า147 ประเทศ และนำเข้าสินค้าจากอีก114 ประเทศมันเลยหนีไม่พ้นต้องอาศัยความร่วมมือ หรือไม่ก็การข่มขู่ บีบบังคับ โลกแทบจะทั้งโลกเลยนั่นแหละ ถึงจะ “เอาอยู่” หรือถึงจะทำให้ Economic D-Day” ของอเมริกา เป็นไปแบบเดียวกับการ “ยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดี” ของประเทศสัมพันธมิตรในการสู้รบกับเยอรมนีเมื่อคราวสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ภายใต้สภาพความเป็นไปของโลกในทุกวันนี้ หรือโลกที่ได้กลายเป็น “โลกหลายขั้วอำนาจ” ไปเป็นที่เรียบโร้ยย์ย์ย์แล้ว โอกาสที่มหาอำนาจสูงสุดที่ยังเชื่อว่าโลกใบนี้คือ “โลกขั้วอำนาจเดียว”อย่างมิคิดจะผันแปรไปเป็นอื่น อย่างเช่น คุณพ่ออเมริกาจะไปแสวงหา “ความร่วมมือ” หรือ “การข่มขู่-บังคับ” ใครต่อใคร มันจึง “ยากส์ส์ส์” ที่จะเป็นไปได้เอาเลยแม้แต่น้อย...

ด้วยเหตุเพราะสถานะของคุณพ่ออเมริกาในทุกวันนี้...น่าจะหนักไปทาง “ใครๆ ก็ไม่รักผม-แม้พัดลมยังส่ายหน้าเลย” อย่างเห็นได้โดยชัดเจน ไม่ว่ายุโรป เอเชีย ตะวันออกกลาง แอฟริกาหรืออเมริกาใต้ ที่ต่างรู้สึกสยดสยอง ขนหัวลุก ขนคอตั้ง กับพฤติกรรมต่างๆ ของผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” ไปด้วยกันทั้งสิ้น ทั้งพวง แม้แต่พันธมิตรที่เคยใกล้ชิดระดับเคียงบ่า-เคียงไหล่ มีพรมแดนเชื่อมต่อและพึ่งพาอาศัยกันและกันมาโดยตลอด อย่างแคนาดา เป็นต้น เมื่อไม่กี่วันมานี้...ยังหนีไม่พ้นต้องหันไป “ปะ-ฉะ-ดะ”กันและกัน แบบชนิด “กูไม่กลัวมึง”เอาเลยก็ว่าได้ หรือไม่ยอมให้คุณพ่ออเมริกาข่มขู่คุกคามใดๆ อีกต่อไป ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าตอบโต้สินค้าอเมริกาแบบชนิด “ดอก-ต่อ-ดอก”ส่งผลให้คุณพี่จีนถึงกับออกมา “เชียร์” หรือออกมายุยง ส่งเสริม ว่าการตอบโต้ของแคนาดาต่ออเมริกาแทบไม่ต่างอะไรไปจาก “จีนสไตล์” อันเป็นอะไรที่น่ายุ น่าเชียร์ เป็นอย่างยิ่ง...

เรียกว่า...ถึงขั้นเรียกร้องให้ผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” หันมา Kiss My Ass” กันไปแล้ว!!! ดังที่นายกรัฐมนตรีแห่งจังหวัด หรือรัฐออนแทรีโอของแคนาดา “นายDoug Ford”ออกมาป่าวประกาศเมื่อวัน-สองวันที่ผ่านมา แถมบรรยายสรรพคุณ “ก้น” ของตัวเองเอาไว้ด้วยว่า ทั้งเยอะ ทั้งใหญ่ มีเนื้อที่มากพอที่จะให้ “ทรัมป์บ้า” ทั้งสูด ทั้งดม สัมผัสกลิ่นมาดามหอมชื่นใจได้อย่างเต็มจมูก เต็มปอด หรือพร้อมที่จะขึ้นราคาค่าไฟฟ้า พลังงาน ที่แคนาดาส่งให้กับบรรดารัฐต่างๆ ในอเมริกา ให้สมน้ำ สมเนื้อกับความพยายามขึ้นภาษีเหล็ก อะลูมิเนียม ฯลฯ หรือพยายามที่จะทำลาย “อุตสาหกรรมของแคนาดา” เพื่อยึดประเทศทั้งประเทศให้กลายเป็น “รัฐที่51” ของอเมริกาให้จงได้!!!

ไม่ต่างไปจากบรรดาประเทศละตินอเมริกา การบุกจับประธานาธิบดีเวเนซุเอลามาเรียกค่าไถ่ กินค่าหัวคิวรายได้ประเทศทั้งประเทศ คิดจะยึดคิวบา บุกปราบยาเสพติดในเม็กซิโก เตรียมตีท้ายครัวประเทศโคลอมเบีย ฯลฯ อะไรต่อมิอะไรเหล่านี้...กำลังทำให้บรรดาประเทศ “สวนหลังบ้านอเมริกา” ต่างรู้สึกหวาดผวา สยดสยองต่อความเป็นมหาอำนาจสูงสุดของอเมริกาไปด้วยกันทั้งสิ้น ส่วนบรรดาประเทศอ่าวฯในตะวันออกกลาง ที่เคยเป็นผู้ค้ำยันระบบ “เปโตรดอลลาร์” มาโดยตลอด มาถึงทุกวันนี้...การหันไปก่อรูป ก่อร่าง ระบบความมั่นคงของประเทศในภูมิภาคเดียวกัน โดยไม่คิดจะพึ่งพาอเมริกาอีกต่อไป หรือโดยข้อตกลงทางทหารที่เรียกว่า Mecca Agreement” ของซาอุดีอาระเบีย-ตุรกี-ปากีสถาน ก็ยิ่งสะท้อนถึงความไม่เชื่อใจ ไม่มั่นใจ ต่อการร่วมมือกับอเมริกาอีกต่อไปแล้ว...

นั่นยังไม่รวมไปถึงพันธมิตรในเอเชีย ที่เคยพึ่งพาอเมริกามานานแสนนานอย่างเกาหลีใต้ จะเป็นเพราะการผ่องถ่ายอาวุธยุทโธปกรณ์ซึ่งเคยใช้ปกป้องคุ้มครองประเทศตัวเองไปใช้สู้กับอิหร่านในตะวันออกกลาง หรือเพราะด้วยเหตุใดๆ ก็แล้วแต่ การหันไปเพิ่มความสัมพันธ์กับจีนและรัสเซียแทนที่จะต้องผูกติดกับอเมริกาอีกต่อไป ก็กำลังเป็นที่จับตาของใครต่อใครในภูมิภาคนี้ หรือพูดง่ายๆ ว่า...โอกาสที่อเมริกาจะอาศัย “ความร่วมมือ” ไปจนถึงการ “ข่มขู่” เพื่อบังคับให้โลกทั้งโลกรุมเล่นงานประเทศอิหร่าน ตามความปรารถนา-ต้องการของตัวเอง มันจึงแทบมองไม่เห็น “ความเป็นไปได้” เอาเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะอาศัยสิ่งที่เรียกว่า “ระบบดอลลาร์”หรือ “เผด็จการดอลลาร์”มาใช้เป็นเงื่อนไขในการเล่นงานใครก็ตามที่ยังไม่คิด “ตัดขาด” จากประเทศอิหร่าน แบบไม่ให้หลงเหลือสายใยใดๆ อีกต่อไป...

ตรงกันข้าม...มันกลับก่อให้เกิดแรงฮึด แรงกระตุ้น สำหรับประเทศใดๆ ก็ตามที่ต้องการความเป็นอิสระ ต้องการดำรงรักษา “อำนาจอธิปไตย” ให้อยู่ยง คงทน ต่อไปให้จงได้ ในอันที่จะสลัดตัวเองออกไปจากอำนาจ อิทธิพล ของอเมริกา หรือของ “ระบบเผด็จการดอลลาร์”และนั่นเอง...ที่จะทำให้สถานะ “เงินดอลลาร์” ที่ถูกแปรสภาพไปใช้เป็น “อาวุธ” ชนิดหนึ่งของอเมริกา ยิ่งมีแต่ต้องหัวทิ่ม หัวคะมำ หนักยิ่งขึ้นไปอีก จากที่เคยมีฐานะเป็นเงิน “ทุนสำรอง” ระหว่างประเทศถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันเหลือเพียงแค่ประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง เผลอๆ...อาจต้องถูก “เทขาย” จนกลายสภาพเป็น “แบงก์กงเต๊ก” เอาง่ายๆ!!! ดังนั้น...ไม่ว่าจะเป็น “อาวุธทางทหาร” หรือ “อาวุธทางเศรษฐกิจ” ก็ตาม น่าจะเอาอิหร่านไม่อยู่ไปด้วยกันทั้งสิ้น ทั้งปวง เหลือแต่ “อาวุธมหาประลัย” อย่าง “อาวุธนิวเคลียร์” เท่านั้น เพียงแต่จะบ้าพอ ขี้ขลาดพอ หรือเหี้ย...ย์ย์ย์ม์ม์ม์มพอ ที่จะงัดเอามาใช้หรือไม่? อย่างไร? อันนี้...คงต้องคอยจับตา อย่างมิอาจกะพริบตากันต่อไป...