คอลัมน์ศิลปะแห่งศรัทธา
โดย Artmulet
เทพนพเคราะห์
เทพผู้คุ้มครองดวงชะตามนุษย์
พระสุริยาทิตย์ หรือ พระอาทิตย์ ผู้เป็นเทพแห่งแสงสว่างและการเกษตร ในคัมภีร์พรหมปุราณะกล่าวถึงไว้ว่า สุริยเทพยังปรากฏในสภาพของเทพอื่นอีก ๑๒ องค์ คือ อินทรา ทักษะ ปารชันยะ ตวัสตะ ปุษัน อาริยมัน วิวาศวัน อังสุมาน วรุณ มิตระ ภคะ และมารัตตานทะ ในคัมภีร์วิษณุปุราณะกล่าวถึงวงศ์กษัตริย์ของสุริยเทพที่ลงมาปกครองแผ่นดิน ๒ ตระกูลคือ วงศ์แห่งอโยธยา และวงศ์แห่งมิถิลา กษัตริย์สุริยวงศ์แห่งอโยธยานับได้ถึง ๙๒ องค์ พระรามในเรื่องรามเกียรติ์อยู่ลำดับที่ ๖๑ ในไตรเพทพระอาทิตย์เป็นบุตรองค์ที่ ๘ ของพระอทิติ แต่พระชนนีของพระสุริยาทิตย์ไม่ได้พาไปเฝ้าพระเป็นเจ้า จึงไม่ได้ไปอยู่เทวโลกได้แต่ต้องขับราชรถท่องไประหว่างเทวโลก และมนุษย์โลกจนบัดนี้ พระอาทิตย์จะมีลักษณะพระวรกายเล็กเป็นสีทองแดงไหม้ ดวงเนตรทองเปล่งสีแดงมี ๓ เนตร ชิวหาทอง หนวดเคราสีทอง รัศมีรอบกายสีแสดแดง ๔ กร ทรงดอกบัว ประทับบนราชสีห์ หรือราชรถทองคำเทียมม้าสีแดง ๗ ตัว แทนวันทั้ง ๗ มีพระอรุณเป็นนายสารถี พระอาทิตย์นั้นถือเป็นเทพเจ้าองค์หนึ่งที่มีปรากฏมาแต่โบราณในทุกชนชาติทุกอารยะ จึงน่าจะเรียกได้ว่าเป็นเทพเจ้าองค์แรกเลยก็ว่าได้
พระจันทร์ หรือ ดวงเดือน เทพแห่งราตรีจินตนาการ เจ้าแห่งโสม คัมภีร์ปุราณะกล่าวว่าเป็นโอรสของพระอัตริมุนีกับนางอนสูยา แต่ในรามายณะถือกำเนิดขึ้นเมื่อครั้งกวนเกษียรสมุทร หนังสือนารายณ์สิบปางกล่าวถึงว่า เมื่อพระจันทร์ผุดขึ้นมาจากทะเลพระอิศวรทรงหยิบฉวยมาทำปิ่นประดับไว้บนพระเศียร สมัยโบราณอดีตยังมีอีกชื่อหนึ่งเรียกว่า โสมเทพ เป็นเจ้าแห่งโสม ชาวอารยันถือว่าโสมหรือสุราเป็นเครื่องดื่มวิเศษให้พละกำลังทำให้มีจิตใจฮึกเหิม ทั้งยังเป็นยาอายุวัฒนะ และรักษาโรคภัยบรรเทาความเจ็บปวดได้ แม้แต่พระอินทร์ก็ยังทรงยกย่องเคารพเทพโสม เพระพระองค์ทรงโปรดเสวยน้ำโสมยิ่ง เทพโสมยังได้รับการเชิดชูให้เป็นราชาหมู่ดาวแห่งพราหมณ์ รวมถึงยังเป็นเทพเจ้าผู้ดูแลการบวงสรวงและการทำบุญไถ่บาปด้วย พระจันทร์จะมีผิวกายสีขาวนวล ทรงอาภรณ์สีเหลืองอย่างกษัตริย์ ประดับด้วยมุกมีรัศมีสีขาว ๒ กร ทรงราชรถสามล้อเทียมด้วยม้าสีขาวดอกมะลิ ๑๐ ตัว เรียงเป็น ๒ แถวๆละ ๕ ตัว และมีชายาถึง ๒๗ องค์ (นักษัตรหรือฤกษ์ทั้ง ๒๗)
พระมังคลวาร หรือ พระอังคาร เทพแห่งเลือดและสงคราม ตามคัมภีร์มหาภารตะและรามายณะกล่าวว่า พระศิวะได้สร้างเทพองค์ใหม่ ผ่านทางพระรุทระหรืออัคนี จึงได้ชื่อว่า อัคนีภู และคงคาชะ ที่ถือเอาพระคงคา และพระปรวตีเป็นมารดา พระมังคลาเทพถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปราบตารกะ ตามประวัตินี้จะตรงกับพระขันธกุมารซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งสงครามเช่นกัน พระอังคารนั้นมีวรกายสูงใหญ่ กายสีชมพู พระพักตร์ดุ ทัดดอกไม้สีแดง ทรงพัสตราภรณ์สีแดง มี๔ กร ตามความเชื่อของชาวฮินดูจะเป็นบุรุษร่างกายแข็งแรง ทรงคันธนู และอาวุธทั้งหอกกระบอง และศูล ทรงแกะ มีวิมานเป็นทับทิม ชาวตะวันตกเปรียบเทียบเทพมังคละกับเทพมาร์ส (MARS) หรือเทพแห่งสงครามของชาวโรมัน หรืออะรีสบุตรของซุสกับเทพีเฮราในเทวนิยายกรีก
พระพุธ เทพแห่งวาจาและพาณิชย์ คือเทพประจำพุธวาร ที่มีความหมายว่าความฉลาด เจ้าปัญญา เป็นบุตรของโสมเทพ บางตำนานกล่าวว่าพระพุธเป็นโอรสของพระจันทร์ที่เกิดจากนางตารา โดยมีลูกหลานสืบสายเผ่าพันธุ์ลงมาเป็นกษัตริย์ปกครองชมพูทวีป ตามที่ปรากฏในคัมภีร์ ๓ วงศ์นั้นมี วงศ์ยาทวัส วงศ์เปาระวัสแห่งทุ่งกุรุเกษตร และวงศ์กษัตริย์แห่งกาสี ตำราโหราศาสตร์จะถือว่าพระพุธเป็นเทพเจ้าแห่งวาจา ข่าวสาร และการพาณิชย์ และเป็นผู้มีความรู้เฉลียวฉลาด พระพุธนั้นเป็นบุรุษรูปงามมีกายเป็นแก้วมรกต รัศมีใสเป็นปรอท แต่งกายอย่างฤษี อาภรณ์สีเขียวใบไม้ ทรงขอช้าง ทรงช้างเป็นพาหนะ พระพุธยังมีนามต่าง ๆ อีกหลายนาม เช่น โสมยะ (ลูกของโสม) เราหิเนยะ (ลูกของนางโรหิณี) ศยามางคะ (บุรุษผิวกายดำ) เป็นต้น
พระพฤหัสบดี ครูแห่งเทวดาเทพแห่งโหราศาสตร์ เทพพฤหัสบดีตามคัมภีร์ฤคเวท จะได้รับการนับถือว่าเป็นจอมปราชญ์ เป็นเทพปุโรหิตแห่งสวรรค์ เป็นครูของเทพทั้งหลาย ทั้งยังเป็นผู้ปกครองมนุษย์ให้พ้นจากภัยพิบัติ เป็นสื่อกลางในการติดต่อระหว่างมนุษย์กับเทพทั้งหลายโดยผ่านพิธีกรรมต่าง ๆ และได้รับการยกย่องนับถือว่าเป็นเทพบิดรแห่งเทพทั้งหลายด้วย ตำราไตรเพทกล่าวว่าเป็นองค์เดียวกับพระอัคนี พระพฤหัสบดีจะมีชื่อเสียงในการเจรจาไพเราะ จึงได้นามว่า คีษปติ ที่แปลว่าผู้เป็นใหญ่แห่งการพูด พระพฤหัสนั้นจะแต่งองค์แบบฤษีห่มหนังเสือ มี ๔ กร กรขวาทรงประคำ กรซ้ายทรงกระดานชนวน กายสีแก้วไพฑูรย์ มีรัศมีสีทอง ทรงกวางทอง มีราชรถชื่อนีติโขษะ ซึ่งลากจูงด้วยม้าสีเทา ๘ ตัว มีวิมานเป็นบุษราคัม ในอดีตพระพฤหัสบดีถือเป็นเทวดาประจำสยามก่อนที่ความนิยมจะเปลี่ยนเป็นพระสยามเทวาธิราชอย่างเช่นในปัจจุบัน
พระศุกร์ ตำนานฝ่ายฮินดูกล่าวว่าเป็นโอรสของพระกวีบ้าง เป็นโอรสของพระภฤคุมุนีพรหมบุตรกับนางชยาติบ้าง บางตำราว่าเป็นบุตรของภริคุ พระศุกร์นี้นับถือกันว่ามีวิทยาคมขลัง เป็นผู้มีเวทย์มนต์อันศักดิ์สิทธิ์ ที่สามารถชุบชีวิตคนตายที่ตายไปแล้วให้ฟื้นคืนชีพได้ และยังมีความเชี่ยวชาญในการแต่งกาพย์กลอน ทั้งยังได้แต่งประมวลกฎหมายในนามอีกนามหนึ่งคือ อุศนัส พระศุกร์ยังเป็นอาจารย์ของเหล่าเทวดารวมถึงพวกอสูรภูติผีปีศาจทั้งหลายด้วย ลักษณะของพระศุกร์นั้นจะมีกายสีฟ้า หรือสีน้ำเงิน พระพักตร์ดุ หน้าตาแบบแทตย์ (ครึ่งอสูรครึ่งคน) มุ่นชฎาแบบฤษี พระเนตรบอดข้างหนึ่ง ทรงไม้เท้า แจกัน และคทา มีรัศมี ๑๖ แฉก รัศมีสุกสว่างเหมือนเพชร ภูษาอาภรณ์สีจำปาหรือสีคราม และมีประคำคล้องพระศอ ทรงโคอุสุภราช มีราชรถเทียมม้า ๘-๑๐ ตัว มีวิมานเป็นแก้วสีน้ำเงิน ในทางตำนานเหตุการณ์โลก วันศุกร์จัดเป็นวันที่มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นหลายครั้ง คนไทยจะนิยมทำการมงคลในวันศุกร์ ในอดีตจะไม่นิยมทำการฌาปนกิจกันในวันศุกร์
พระเสาร์ หรือ เทพศนิ เทพแห่งการกสิกรรม และอารยธรรม บางคัมภีร์กล่าวว่าเป็นบุตรของพระอาทิตย์กับนางฉายา แต่บางคัมภีร์ว่าเป็นบุตรของพระพลรามกับนางเรวติ เรื่องราวของพระศนิมีเรื่องเล่าถึงว่าพระเสาร์ได้ไปมองดูพระคเณศกุมารโอรสของพระนางปรวตี จึงทำให้เศียรของกุมารหลุดออกจากกายไป จึงถูกพระปรวตีสาปแช่งให้พระเสาร์ต้องเดินเขยก และยังมีเรื่องเล่าถึงความบาดหมางระหว่างพระเสาร์กับพระอังคารอีกด้วย สำหรับชาวฮินดูนั้นพระเสาร์จะมีชื่อเสียงไปในทางร้ายเป็นดาวแห่งภัยพิบัติ เหล่าพราหมณ์จะถือว่าเป็นเทวดาแห่งเคราะห์ร้าย จากความเชื่อว่าพระเสาร์เป็นผู้ตัดเศียรพระคเณศที่พวกตนเคารพ พระศนิจะมีกายสีดำ รูปกายผอมสูง มือเท้ายาว ขาพิการ ทรงอาภรณ์อย่างกษัตริย์สีม่วงดำ มีรัศมีกาย ๗ แฉก นัยน์ตาสีน้ำผึ้ง แววตาดุ ฟันใหญ่ ผมหยาบ ๔ กร ทรงรัตนนิลเป็นทิพยาภรณ์ ทรงธนู และศูล เนื่องจากขาพิการจึงทำให้เคลื่อนไหวช้า
พระราหู เทพแห่งอุกาบาต ตามตำนานยุคแรกเริ่มนั้นมีเพียงแต่พระราหูยังไม่มีพระเกตุ บางคัมภีร์ว่าเป็นยักษ์ประจำท้องฟ้า บางคัมภีร์ว่าเป็นอสูรเผ่าเทติยะ หรือเป็นบุตรของพระพฤหัสบดีเทพ แต่เดิมเกิดมาเป็นยักษ์มีร่างเป็นมังกร และได้เข้าร่วมอยู่ในพิธีกวนน้ำอมฤต แต่ได้แอบลักดื่มก่อนเทพองค์อื่น จนถูกพระอาทิตย์และพระจันทร์จับได้ แล้วไปทูลฟ้องต่อพระนารายณ์ ทำให้พระนารายณ์โกรธจึงได้ตัดร่างพระราหูออกเป็นสองท่อน แต่ร่างที่แยกจากกันนั้นไม่ตาย ส่วนหางจึงได้กลายเป็นพระเกตุ ส่วนพระราหูจึงต้องท่องเที่ยวไปอยู่ในนภากาศ คอยจ้องแต่จะทำร้ายทั้งพระอาทิตย์และพระจันทร์ ด้วยความเคียดแค้น พระราหูนั้นเป็นอสูรที่มีกายใหญ่โตมโหฬาร หน้าเขียวดุคล้ายยักษ์ ทรงอาภรณ์สีทอง กายเป็นสัมฤทธิ์ ทรงมงกุฎน้ำเต้า มีหางเป็นงู ประทับเหนือเมฆหมอก มีกลองชื่ออาฬมพระประดิษฐ์ จากกระดองปูชื่อ กุลิรทะ ภาพเขียนหรือจิตรกรรมมักแสดงเป็นรูปราหูอมจันทร์ คัมภีร์วิษณุปุราณะกล่าวว่า ราหูนั่งบนรถเทียมม้า ๘ ตัว แต่ตำราโหราศาสตร์ไทยว่าทรงครุฑ
พระเกตุ เทพดาวหาง ตามตำนานว่าเป็นเทพองค์เดียวกับพระราหู แต่ถูกพระนารายณ์ตัดออกเป็นสองท่อน แต่พระเกตุจะเป็นส่วนหาง บางตำราว่าเป็นบุตรของท้าวประจิตติ หรือท้าวไพจิตราสุข ผู้คุ้มครองราหู เคยเป็นผู้นำทัพอสูรในสงครามเทวาสุรสงคราม พระเกตุถือเป็นเทพดาวหาง บางคราวเรียกอีกชื่อว่าหางมังกร ถือเป็นหนึ่งในเทวดานพเคราะห์อยู่ลำดับที่ ๙ ซึ่งมีอำนาจมากโดยเฉพาะเวลายามค่ำคืน พระเกตุยังมีลักษณะเป็นเทพปนอสูร เพศชาย ผิวกายสีทอง ของไทยมักว่ามีกายสีแดง อาภรณ์สีทอง เป็นอสูรเหมือนพระราหู มีประกายสว่างไสวดั่งเพลิง และมีสีของควันเป็นหมอกมัว ตามตำราไทยว่าทรงนาคราช หรือรถเทียมม้า ๘ ตัว พระเกตุยังมีนามอื่นอีกด้วย เช่น อกะชะ อเลศะ ภาวะ บางตำรายังกล่าวว่าเป็นองค์เดียวกับพระสมุทรอีกด้วย
ทั้งนี้เทพนพเคราะห์ทั้ง ๙ องค์ ยังมีตำนานที่กล่าวถึงไว้ในตำนานชาติเวร หรือคัมภีร์เฉลิมไตรภพ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในทางโหราศาสตร์ ที่ไม่ได้กล่าวถึงไว้ในที่นี้ ซึ่งจะขอกล่าวถึงต่อไปในโอกาสหน้า


