การก่อกำเนิดของพรรคภูมิใจไทย ที่เราทราบโดยพฤตินัยว่า เจ้าของพรรคตัวจริงคือ เนวิน ชิดชอบ ที่คนในพรรคเรียกว่า “ครูใหญ่” เราต้องยอมรับว่าจุดยืนดั้งเดิมของพรรคนี้ขอเป็นพรรคขนาดกลาง 50-60 เสียง เพื่อรอร่วมรัฐบาลเท่านั้น ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีก็เป็นไป ขอร่วมรัฐบาลก็พอ และขอดูกระทรวงคมนาคมเพื่อดูแลเขากระโดง แต่ถ้าได้กระทรวงมหาดไทยเพื่อดูแลกรมที่ดินด้วยก็ดี
พรรคภูมิใจไทยอาจจะเรียกว่าเป็นพรรคท้องถิ่นก็ว่าได้ เพราะแม้จะมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ฐานที่มั่นอยู่ที่บุรีรัมย์ และพรรคมักจะทำกิจกรรมที่บุรีรัมย์เป็นหลัก อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคก็ยังต้องย้ายทะเบียนบ้านไปอยู่บุรีรัมย์ แม้จะอ้างเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญในอดีตก็ตาม
ต้องยอมรับว่า พรรคภูมิใจไทยไม่เคยมีฐานมวลชนมาก่อน แต่อาศัยบ้านใหญ่ในแต่ละจังหวัดเป็นตัวขับเคลื่อน แต่จากที่ส้มหล่นกลายเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล และอนุทินกลายเป็นนายกรัฐมนตรี จากการทิ้งไพ่โง่ของพรรคประชาชน ทำให้อนุทินกลายเป็นความหวังของฝ่ายอนุรักษนิยมกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้มีจุดยืนในเชิงอุดมการณ์ แต่มองว่าใครก็ได้ที่รับมือกับพรรคส้มได้ แล้วความหวังนั้นก็มาตกที่อนุทินพอดี จนทำให้บรรดาสลิ่มจำนวนหนึ่งกลายเป็นแบกอนุทินที่ทำอะไรก็ดีไปหมด
ทั้ง ๆ ที่ถ้ามองไปที่อนุทิน เขาไม่ได้มีวิสัยทัศน์และความสามารถที่จะขับเคลื่อนประเทศให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง สิ่งเดียวที่มองเห็นและพอจะเป็นด้านดีคือ เขาพยายามทำให้เป็นคนไม่มีพิธีรีตรอง ชอบไปนั่งกินข้าวข้างถนนเท่านั้นเอง แต่สิ่งที่เราเห็นชัดก็คือ อนุทินเป็นพวกสุขนิยม ที่สนุกสนานไปกับการร้องรำทำเพลงและดีดสีตีเป่า ที่เป็นภาพลักษณ์ของเขามากกว่าเป็นนักบริหารที่แบกภาระประเทศไว้บนบ่า
นี่คือปัญหาของพรรคที่เคยถนัดการเป็นผู้ร่วมรัฐบาล เพราะวันที่ต้องเป็นผู้นำรัฐบาล สิ่งที่เคยใช้ได้ในการรักษาฐานอำนาจ ไม่ได้แปลว่าจะเพียงพอสำหรับการสร้างความเชื่อมั่นในระดับประเทศ
ถ้านับตั้งแต่ส้มหล่นเป็นนายกรัฐมนตรีเสียงข้างน้อย วันนี้อนุทินเป็นนายกฯ มาแล้วเกือบ 1 ปี แต่ถ้านับจากการเลือกตั้งล่าสุดก็เป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้วกว่า 5 เดือน แต่สิ่งที่ผมมักถูกถามก็คือ รัฐบาลจะอยู่ได้นานไหม
รัฐบาลอนุทินบริหารประเทศมาได้เพียงไม่กี่เดือน แต่ผลสำรวจล่าสุดของ “นิด้าโพล” ระหว่างวันที่ 18–20 สิงหาคม 2569 กลับสะท้อนภาพที่รัฐบาลคงมองข้ามไม่ได้ เพราะสิ่งที่กำลังก่อตัวขึ้นไม่ใช่เพียงความไม่พอใจต่อปัญหาใดปัญหาหนึ่ง หากเป็นคำถามต่อความสามารถและความน่าเชื่อถือของรัฐบาลพร้อมกันหลายด้าน
ผู้ตอบแบบสำรวจถึง 37.86% เชื่อว่ารัฐบาล “ไม่รอดแน่ ๆ” ขณะที่ผู้ที่เชื่อว่า “รอดแบบสบาย ๆ แน่นอน” มีเพียง 17.71% ส่วนอีก 43.97% เชื่อว่ารอดแต่จะบอบช้ำไม่มากก็น้อย
ตัวเลขที่น่าสนใจที่สุดสำหรับผมจึงอาจไม่ใช่คำตอบว่ารัฐบาลจะ “รอด” หรือ “ไม่รอด” แต่คือเมื่อถามว่ามีประเด็นอะไรที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลบ้าง กลับมีประชาชนเพียง 5.34% เท่านั้นที่เห็นว่า “ไม่มีประเด็นอะไรที่น่ากลัวมาก จนอาจถึงขั้นสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลได้”
พูดอีกอย่างก็คือ คนที่มองว่ารัฐบาลไม่มีอะไรน่าห่วงเหลืออยู่เพียงประมาณ 1 ใน 20 เท่านั้น
และที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ ปัญหาสามอันดับแรกที่ประชาชนกังวลกลับไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความสุจริต ความโปร่งใส การบังคับใช้กฎหมาย และความน่าเชื่อถือของอำนาจรัฐ สะท้อนว่าคำถามเรื่องความสุจริต ความโปร่งใส และการบังคับใช้กฎหมาย กำลังเป็นจุดเปราะบางสำคัญของความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล
ตั้งแต่การทุจริตการสอบเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวการโกงข้อสอบธรรมดา เพราะการสอบเข้ารับราชการคือประตูที่ประชาชนจำนวนมากเชื่อว่าควรเปิดให้ทุกคนแข่งขันกันอย่างเท่าเทียม เมื่อแม้แต่ประตูเข้าสู่ระบบราชการยังถูกตั้งคำถามว่ามีการทุจริต ประชาชนย่อมไม่ได้ตั้งคำถามเฉพาะกับคนโกง แต่ตั้งคำถามต่อรัฐด้วยว่า ปล่อยให้เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และจะจัดการกับคนที่เกี่ยวข้องจริงหรือไม่ นอกจากเอาผิดข้าราชการไม่กี่คนแล้วจะสาวไปถึงตัวการใหญ่หรือไม่
คดีฮั้ว ส.ว. ไม่ใช่คดีของบุคคลไม่กี่คน แต่มีคำถามต่อกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา และกำลังถูกจับตามองว่ากระบวนการตรวจสอบสุดท้ายจะเดินไปถึงไหน ยิ่งเรื่องนี้มีทั้งการสอบสวนของดีเอสไอ การทำงานของคณะอนุกรรมการหลายชุด และข้อเท็จจริงจำนวนมากที่ทยอยปรากฏต่อสาธารณะ ประชาชนจึงไม่ได้รอเพียงคำตอบว่า “ใครผิด” แต่กำลังดูด้วยว่า ระบบตรวจสอบของรัฐจะทำงานกับผู้มีอำนาจอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่
แม้ว่าสุดท้าย ฝ่ายการเมืองและคนของพรรคภูมิใจไทยที่ถูกกล่าวหาจะรอดในทางกฎหมายด้วยมือของกกต. แต่ในทางสังคมแล้ว พฤติกรรมของ ส.ว.สีน้ำเงินนั้นมันก็ยากที่จะปิดบังได้ว่าอยู่ใต้อำนาจของใคร
คดีที่ดินเขากระโดง เรื่องนี้ลากยาวมานานจนไม่ได้เป็นเพียงข้อพิพาทเรื่องที่ดินอีกต่อไป แต่กลายเป็นคำถามเรื่องมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายว่า เมื่อมีคำพิพากษาของศาลในหลายคดี รวมทั้งคำพิพากษาศาลปกครองที่ให้กรมที่ดินดำเนินกระบวนการตรวจสอบตามกฎหมายแล้ว เหตุใดเรื่องนี้จึงยังยืดเยื้อ และถ้ามีผู้มีอำนาจหรือเครือข่ายทางการเมืองเกี่ยวข้อง รัฐสามารถใช้กฎหมายด้วยมาตรฐานเดียวกับประชาชนธรรมดาได้หรือไม่
เพียงสามเรื่องแรกก็เห็นปัญหาแล้วว่า สิ่งที่ประชาชนกำลังกังวลไม่ใช่แค่ “ผลงานรัฐบาล” แต่เป็นความน่าเชื่อถือของระบบอำนาจที่รัฐบาลกำลังบริหารอยู่
ถัดมาคือ ความผันผวนของราคาพลังงาน ซึ่งในสถานการณ์วันนี้ไม่ได้มีเพียงเรื่องราคาน้ำมันขึ้นลงเท่านั้น แต่ยังมีคำถามใหญ่จากกรณีที่มีการพูดถึงการกักตุนน้ำมัน จนถึงวันนี้คำถามเรื่อง “ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน” ก็ยังคงค้างอยู่ ใครทำ ใครได้ประโยชน์ มีบริษัทหรือบุคคลใดเกี่ยวข้อง และเหตุใดเมื่อเรื่องใหญ่ขนาดนี้ถูกเปิดขึ้นมาแล้ว สังคมจึงยังไม่เห็นว่าใครต้องรับผิดอย่างชัดเจน
เรื่องแบบนี้ต่างหากที่กัดกร่อนความเชื่อมั่น เพราะทุกครั้งที่รัฐบาลประกาศว่าจะตรวจสอบ แต่เวลาผ่านไปกลับไม่มีชื่อ ไม่มีคนรับผิด ไม่มีบทลงโทษ ความรู้สึกของประชาชนก็ย่อมค่อย ๆ เปลี่ยนจาก “รอฟังผลสอบ” ไปเป็น “สุดท้ายก็คงไม่มีอะไร”
ยังไม่รวมความขัดแย้งไทย–กัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องความมั่นคงโดยตรง และเป็นบททดสอบความสามารถของรัฐบาลในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศท่ามกลางสถานการณ์ที่อ่อนไหว
ขณะที่ปัญหาปากท้องก็ไม่ได้หายไปไหน ทั้งแผนการใช้งบประมาณตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ความผันผวนของราคาพืชผลทางการเกษตร และหลักเกณฑ์ที่เข้มงวดในการขอรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569
รวมถึงกรณี TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ก็ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็ก เพราะโครงการที่ถูกนำเสนอภายใต้คำใหญ่ ๆ อย่าง AI หรือ Digital Transformation หากถูกตั้งคำถามเรื่องกระบวนการดำเนินงาน ความโปร่งใส หรือความเหมาะสมในการใช้เงินรัฐ ย่อมย้อนกลับไปสู่คำถามเดิมว่า รัฐบาลกำลังบริหารทรัพยากรของประเทศเพื่ออะไร และใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการเหล่านี้กันแน่
เมื่อเอาปัญหาทั้งหมดมาวางเรียงกัน จึงเห็นภาพที่น่ากังวลสำหรับรัฐบาลอนุทินอย่างหนึ่งว่า มันไม่ใช่วิกฤตเรื่องเดียว
นี่จึงเป็นสัญญาณที่รัฐบาลไม่ควรปลอบใจตัวเองว่าเพิ่งเข้ามาบริหารประเทศไม่กี่เดือน หรือปัญหาหลายเรื่องเป็นมรดกตกทอดมาจากรัฐบาลก่อน เพราะเมื่อเข้ามาเป็นรัฐบาลแล้ว ประชาชนไม่ได้แยกละเอียดว่าเรื่องไหนเกิดในสมัยใคร แต่จะมองว่าคนที่ถืออำนาจรัฐอยู่ในวันนี้กำลังทำอะไรกับปัญหาที่อยู่ตรงหน้า
ที่สำคัญ วิกฤตศรัทธาไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อรัฐบาลทำผิดเสียเองเท่านั้น มันเกิดขึ้นได้เมื่อประชาชนเห็นเรื่องผิดปกติแล้วรัฐบาลไม่จัดการ เห็นข้อกล่าวหาแล้วการสอบสวนไม่ไปไหน เห็นคนมีอำนาจถูกตั้งคำถามแต่ไม่มีคำตอบ หรือเห็นคดีใหญ่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกแต่สุดท้ายหาคนรับผิดไม่ได้
การทุจริตสอบท้องถิ่น ฮั้ว ส.ว. เขากระโดง ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน TH-AI Passport รวมถึงปัญหาอื่น ๆ ที่นิด้าโพลนำไปถามประชาชนจึงมีสิ่งหนึ่งร่วมกัน คือประชาชนกำลังรอดูว่า รัฐบาลจะจัดการกับมันจริงหรือไม่
เพราะรัฐบาลอาจมีเสียงในสภา มีพรรคร่วมรัฐบาล มีอำนาจรัฐ มีระบบราชการอยู่ในมือ และอาจสามารถประคองตัวให้อยู่รอดทางการเมืองได้อีกนาน แต่การ “อยู่รอดของรัฐบาล” กับการ “ได้รับความเชื่อถือจากประชาชน” เป็นคนละเรื่องกัน
และสำหรับรัฐบาลที่เพิ่งบริหารประเทศมาเพียงไม่กี่เดือน หากประชาชนที่เชื่อว่าจะรอดแบบสบาย ๆ เหลือเพียง 17.71% ขณะที่คนเกือบ 4 ใน 10 เชื่อว่าจะไม่รอดแน่ ๆ สิ่งที่ควรถามจึงไม่ใช่เพียงว่า รัฐบาลจะอยู่ได้นานแค่ไหน
แต่ต้องถามว่า เหตุใดรัฐบาลอนุทินที่เพิ่งเริ่มต้น จึงทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนลดต่ำลงไปมากถึงขนาดนี้


