แหล่งข่าวระดับสูงใน กกต.ระบุว่าการลงมติคดีฮั้ว สว.มีแนวโน้มที่เสียงจะออกมา 5 ต่อ 2 และจากผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คนอาจมี สว.ถูกชี้มูลเพื่อส่งศาลฎีกาไม่เกิน 5 คน
สอดคล้องกับที่แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.เคยออกมาส่องทางไว้ว่าการจะดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 เพื่อส่งศาลฎีกาในคดีฮั้ว สว.ต้องครบองค์ประกอบ 3 ประการ โดยเน้นไปที่ตัวผู้สมัครการกระทำทุจริตหรือการรู้เห็นและการมีหลักฐานว่าการเลือกไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม
ฟังดูเหมือนเป็นการอธิบายกฎหมายตามปกติ แต่ผมคิดว่าแสวงกำลังพาเราไปมองกฎหมายผ่านรูเข็ม
เพราะคดีฮั้ว สว.ไม่ได้มีเพียงรัฐธรรมนูญมาตรา 226 ยังมี พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 เขียนไว้ชัดว่าหลังประกาศผลแล้วหากมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ว่าผู้สมัคร “หรือผู้ใด”กระทำการทุจริตในการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่นอันทำให้การเลือกไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรมให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา
คำสำคัญคือ “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ไม่ใช่ กกต.ต้องพิสูจน์ความผิดจนสิ้นสงสัยเสียเองก่อนจึงจะส่งศาล
และไม่อาจมองข้ามอีกมาตราหนึ่งไป นั่นคือมาตรา 76 วรรคหนึ่งเขียนไว้ตรงมากว่า หากกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใดในพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่นผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกระทำการ “โดยวิธีใดๆ” อันเป็นการช่วยเหลือให้ผู้สมัครคนใดได้รับเลือกเป็น สว.หรือทำให้ผู้สมัครคนใดไม่ได้รับเลือกบุคคลนั้นมีความผิดมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปีปรับ 20,000-200,000 บาท และศาลต้องสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งด้วย
ผมคิดว่าคำที่ต้องขีดเส้นใต้คือ “กระทำการโดยวิธีใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือ” มีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือบุคคลในพรรคการเมืองเข้าไป “ช่วยเหลือ” ให้ผู้สมัครบางคนได้รับเลือกหรือทำให้บางคนไม่ได้รับเลือกหรือไม่
ดังนั้น เมื่อเอามาตรา 76 กลับมาวางบนโต๊ะสิ่งที่ กกต.ต้องพิจารณาจึงไม่ควรเหลือเพียงคำถามว่า “มีหลักฐานหรือไม่ว่า สว.คนนั้นเป็นคนจัดการฮั้วด้วยตัวเอง” แต่ต้องถามอีกด้านด้วยว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้หรือไม่ว่ามีบุคคลทางการเมืองช่วยเหลือให้เขาได้รับเลือกและตัวผู้สมัครรู้เห็นหรือยินยอมกับความช่วยเหลือนั้น”
แล้วลองเอาคำถามนี้ไปทาบกับพยานหลักฐานที่ปรากฏในคดีมีการพบบัตรลงคะแนนจำนวนหนึ่งที่เขียนหมายเลขผู้สมัครเป็นชุดเดียวกันและบางชุดเรียงลำดับตัวเลขเหมือนกันอย่างผิดสังเกตมี pattern คะแนนที่เกิดซ้ำในหลายกลุ่ม
มีสิ่งที่ถูกเรียกว่า “ผู้สมัครพลีชีพ” คือผู้สมัครที่มีคะแนนสูงในรอบหนึ่ง แต่เมื่อหมดบทบาทในการส่งบุคคลเป้าหมายกลับแทบไม่ได้รับคะแนนมีโพยหมายเลขมีการตรวจสอบแล้วพบว่า หมายเลขในโพยบางส่วนสอดคล้องกับบุคคลที่ได้รับเลือกจริง
มีพยานบุคคลกล่าวถึงการชักชวนสมัครที่เกี่ยวพันกับพรรคการเมืองบางพรรค การรวมตัวการประชุมการเดินทางที่พักและการรับหมายเลขที่จะต้องลงคะแนนมีข้อมูลธุรกรรมทางการเงินในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแน่นอนว่าธุรกรรมเพียงอย่างเดียวยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นเงินซื้อเสียง แต่สามารถตรวจสอบประกอบกับบุคคลเวลาการเดินทางโพยและผลคะแนนได้
คำถามสำหรับ กกต.ตามมาตรา 62 คือพยานหลักฐานทั้งหมดเมื่อประกอบกันแล้วถึงระดับ “หลักฐานอันควรเชื่อได้” หรือยัง
และคำถามตามมาตรา 76 คือมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้หรือไม่ว่าบุคคลทางการเมืองเข้าไปช่วยเหลือผู้สมัครบางรายให้ได้รับเลือก และผู้สมัครเหล่านั้นยินยอมรับความช่วยเหลือนั้น
ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ กกต.เองเคยใช้มาตรา 76 ในคดีเลือก สว.มาแล้ว ซึ่งแปลว่ามาตรา 76 ไม่ใช่ทฤษฎีใหม่ที่เพิ่งมีคนคิดขึ้นมาเพื่อใช้กับคดีฮั้ว สว. 229 คน กกต.รู้จักมาตรานี้ดีและเคยนำมาใช้พิจารณาข้อกล่าวหาลักษณะการจัดคนสมัครและช่วยเหลือผู้สมัครมาแล้ว
เพราะฉะนั้นถ้าจะอธิบายกฎหมายต่อสังคมก่อนการลงมติคดีใหญ่ที่สุดคดีหนึ่งของ กกต.ทำไมจึงพูดถึงมาตรา 226 แต่ไม่พูดถึงมาตรา 76 ให้ครบถ้วนและไม่เน้นมาตรา 62 ว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดในขั้นส่งศาลคือ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้”
ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาจึงไม่ใช่เพียงว่า กกต.จะชี้มูลใครบ้าง แต่ต้องดูเหตุผลทางกฎหมายที่ กกต.ใช้กับคนที่ไม่ถูกชี้มูลด้วย ถ้ามติอาจออกมา 5 ต่อ 2 และส่งศาลฎีกาไม่เกิน 5 คน
กกต.จะต้องตอบคำถามที่หนักมากว่าจากผู้ถูกกล่าวหา 229 คนจากบัตรที่มี pattern จากโพยจากพฤติกรรมการลงคะแนนจากผู้สมัครพลีชีพ จากพยานการประชุมการเดินทางและข้อมูลทางการเงิน เหตุใดเมื่อใช้มาตรฐานเพียง “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ตามมาตรา 62 แล้วจึงเหลือคนที่ควรให้ศาลวินิจฉัยเพียงไม่กี่คน
และถ้าในสำนวนมีพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงบุคคลทางการเมืองจริง กกต.ยิ่งต้องตอบว่ามาตรา 76 วรรคหนึ่งหายไปไหน
เพราะกฎหมายไม่ได้ห้ามเฉพาะการซื้อเสียง ไม่ได้ห้ามเฉพาะคนแจกโพยแต่ห้ามบุคคลทางการเมือง “กระทำการโดยวิธีใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือ” ให้ผู้สมัครได้รับเลือกและยังเอาผิดผู้สมัครที่ “ยินยอม” ให้ความช่วยเหลือนั้นด้วย
นี่ทำให้คำถามว่า กกต.อ่านมาตรา 226 มาตรา 62 และมาตรา 76ทั้งระบบหรือเลือกอ่านเฉพาะส่วนที่ทำให้ประตูไปสู่ศาลฎีกาแคบที่สุดเพราะหน้าที่ของ กกต.ในวันนี้ไม่ใช่พิพากษาแทนศาลว่าใครผิดจนสิ้นสงสัย แต่คือการตอบให้ได้ว่าหลักฐานขนาดนี้ “อันควรเชื่อได้” พอที่จะให้ศาลเป็นผู้ตัดสินหรือยัง
และถึงตอนนี้ถ้า กกต.ทั้ง 5 คนจะบูชายัญตัวเองและท้าทายกระแสสังคมด้วยมติ 5-2 เหมือนไม่รู้เลยว่า มีใครที่สามารถสั่งการ สว.ได้และสัมพันธ์กับพรรคการเมืองไหน
ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


