เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ภาคีราชบัณฑิต
เมื่อครั้งที่ผมเรียน กับสอน ในมหาวิทยาลัยในอเมริกานั้น เคยหลงใหลกับคัมภีร์ - ตำรา สังคมศาสตร์ตะวันตก จนอดคิดไม่ได้ว่า ฝรั่งช่างมีวิธีคิดที่คมคาย เป็นระบบ และที่สำคัญ มี "ความมั่นใจ" อย่างสูงส่งว่า เส้นทางที่พวกเขาเดินมามิใช่เส้นทางของชนชาติใดหรือกลุ่มชาติใดๆ หากแต่เป็น "เส้นทางเดินเส้นทางเดียว" ของมนุษยชาติทั้งมวล
วิธีคิดสังคมศาสตร์ในยุคเรืองปัญญา (Enlightenment) ที่แผ่อำนาจมาจากโลกอังกฤษ-ฝรั่งเศสนั้น มีหัวใจอยู่ที่ประกาศว่าสังคมที่พึงปรารถนานั้นต้องก้าวพ้นจากยุคจารีตที่งมงาย หมกมุ่นกับเรื่องจิตวิญญาณและศาสนา ไปสู่ยุคสมัยใหม่ที่ใช้ "เหตุผล" เป็นประทีปส่องทาง ไม่ใช่ความเชื่อทางจิตวิญญาณที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายถูกผลักให้เป็น "เรื่องส่วนตัว" จะเชื่ออย่างไรก็ได้ แต่อย่าเอามาก้าวก่ายพื้นที่สาธารณะ
นี่ยังไม่นับการเชิดชู "ปัจเจกนิยม" ขึ้นเป็นหลักการสูงสุด มนุษย์มิได้มีคุณค่าจากชาติกำเนิด กลุ่มสถานะ หรือหมู่เหล่าอาชีพอีกต่อไป หากแต่ทุกคนคือหน่วยมูลฐานที่มีเหตุผลและสิทธิเสรีภาพในตัวเอง
สังคมที่ดีจึงไม่ใช่สังคมที่ให้คนยึดโยงกับหมู่คณะ หากแต่เป็นสังคมที่ปลดปล่อยปัจเจกชนให้แสวงหาประโยชน์สุขส่วนตน
และภายใต้ร่มธงของการ "ความเจริญ" เช่นนี้เอง สิ่งที่ชั่งตวงวัดได้เท่านั้นจึงจะมีค่า— เช่น การขยายตัวเติบโตเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การเพิ่มพลังการผลิตสืบเนื่องจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการสะสมความมั่งคั่งทางวัตถุ
ส่วนสิ่งใดวัดไม่ได้ สิ่งนั้นไม่นับว่าเป็นความก้าวหน้า
ด้วยตรรกะเช่นนี้เอง อังกฤษ ฝรั่งเศส และอเมริกา จึงมิใช่เพียงประเทศที่พัฒนาแล้ว หากแต่คือ "จุดสุดยอด" หรือหนักไปกว่านั้นคือ "จุดจบ" ของประวัติศาสตร์ ในความหมายที่ว่า เมื่อสังคมใดเดินทางมาถึงสถานะนี้แล้ว ก็ไม่ต้องดิ้นรนแสวงหาแบบแผนอื่นอีก ทั่วทั้งโลกต้องเดินตามเส้นทางเดียวกันนี้ สังคมใดไม่เดินตามคือ "ล้าหลัง" หรือ "ป่าเถื่อน" และจะต้องถูกทำให้ศิวิไลซ์
ผมเองก็เกือบจะเชื่ออย่างนั้นสนิทใจ ตราบกระทั่งมาพบ โยฮันน์ ก็อทฟรีด ฟอน แฮร์เดอร์ (Johann Gottfried von Herder) นักคิดเยอรมันผู้ตั้งปืนใหญ่ทางความคิด และยิงกระสุนนัดมหึมาเข้าใส่ป้อมปราการของสำนักคิดที่เห็นว่าโลกมีทางเดินเส้นเดียวนี้
แฮร์เดอร์สร้างความสะท้านสะเทือนให้แก่โลกสังคมศาสตร์และประวัติศาสตร์ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา เขาพูดและเขียนเรื่องเหล่านี้มานานมากแล้ว เพียงแต่เราในไทยมักไม่ทราบ
แฮร์เดอร์สอนให้เราคิดต่าง
แฮร์เดอร์ประกาศอย่างอาจหาญว่า มนุษยชาติมิได้มีเส้นทางพัฒนาเพียงหนึ่งเดียว และความเจริญก็ไม่ควรมีไม้บรรทัดเดียววัดกัน เขาชี้ว่า ทุกสังคม ทุก "ชาติ" ต่างมีสิ่งที่เรียกว่า "จิตวิญญาณของชาติ" หรือ Volksgeist ซึ่งงอกงามขึ้นจากรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ ภาษา ภูมิอากาศ จารีตประเพณี และบทเพลงพื้นบ้านอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ฟังดูอาจเหมือนเรื่องธรรมดา แต่ในยุคนั้น นี่คือความคิดที่ "ปลุกเร้า" และ "ท้าทาย" อย่างรุนแรง เพราะมันสั่นคลอนเสาหลักของวิธีคิดยุคเรืองปัญญาอย่างน้อยสามประการ
ประการแรก แฮร์เดอร์ปฏิเสธซึ่ง "ความเป็นสากล ของเหตุผล" เขาชี้ว่ามนุษย์ต่างยุคต่างสมัยย่อมจะมี "ศูนย์กลางแห่งความสุขในตัวเอง" จะใช้มาตรฐานของปารีส หรือของลอนดอนไปตัดสินอียิปต์โบราณหรือจีนมิได้ เช่นเดียวกับที่เราจะปลูกต้นโอ๊กให้มีลักษณะเหมือนต้นปาล์มก็ย่อมไม่ได้ ความพยายามจะทำให้โลกเป็นแบบเดียวกันคือความเขลาอย่างยิ่ง
ประการที่สอง
แฮร์เดอร์เห็นว่า "ภาษา" มิใช่เพียงเครื่องมือสื่อสาร หากแต่เป็นที่สถิตจิตวิญญาณ ความคิด ความทรงจำร่วม และโลกทัศน์ทั้งหมดของชนชาติหนึ่งๆ การสูญเสียภาษาตนจึงเท่ากับการสูญเสียตัวตน การที่ชนชั้นนำในหลายประเทศสมัยนั้นหันไปนิยมพูดภาษาฝรั่งเศสเพราะคิดว่าศิวิไลซ์ จึงเป็นเรื่องน่าเศร้านักในสายตาของเขา
ประการที่สาม
แฮร์เดอร์เสนอ "หลักการพัฒนาชาติ" ที่แตกต่างจากการลอกเลียนแบบ หากจะพัฒนาชาติให้เจริญก้าวหน้า เราไม่อาจทำเพียง "ก็อปปี้" จากอังกฤษหรือฝรั่งเศสมาทั้งดุ้น ตรงกันข้าม เราต้อง "ค้นหาราก" ทางวัฒนธรรมของตนให้พบ แล้วนำรากนั้นมาหล่อเลี้ยงการเติบโตจากภายใน การพัฒนาที่แท้จริงจึงเป็น "การงอกงามจากภายใน" หาใช่การรับแม่แบบสำเร็จรูปจากภายนอก
เมื่อเยอรมันเดินในเส้นทางของตนเอง
แนวคิดของแฮร์เดอร์มิได้ล่องลอยเพียงในหอคอยงาช้าง แต่มันกลายเป็นรากฐานทางจิตวิญญาณที่ทำให้เยอรมนีเลือกเส้นทางการพัฒนาที่แตกต่างจากอังกฤษ- ฝรั่งเศสอย่างมีนัยสำคัญ ในสามเรื่องใหญ่
เรื่องแรก วัฒนธรรมและการศึกษา ขณะที่อังกฤษและฝรั่งเศสภูมิใจกับ "อารยธรรม" ที่เน้นความก้าวหน้าทางวัตถุ รสนิยม ศิลปะ และมรรยาททางสังคม เยอรมนีกลับหันมาเน้น "วัฒน ธรรม" หรือ Kultur ซึ่งหมายถึงการขัดเกลาจิตวิญญาณภายใน ผ่านภาษา ปรัชญา ประวัติศาสตร์ และภูมิปัญญาของชนชาติตนเอง
มหาวิทยาลัยเบอร์ลินที่ วิลเฮล์ม ฟอน ฮุมโบลดท์ (Wilhelm von Humboldt) ตั้งขึ้น จึงมิได้ถูกออกแบบมาเพื่อผลิตบัณฑิตให้ตอบสนองตลาดแรง งาน หากแต่มีอุดมคติสูงสุดอยู่ที่ "Bildung" คือการสร้างมนุษย์ผู้รู้จักตน โดยกลมกลืนเข้ากับวัฒนธรรมของชาติ และพัฒนาจิตใจให้เบ่งบานอย่างเต็มที่
เรื่องที่สอง เศรษฐกิจและการเมือง ในขณะที่อังกฤษปล่อยให้ "มือที่มองไม่เห็น" ของระบบตลาดนำทาง และฝรั่งเศสเน้นสิทธิสากลของพลเมืองนั้น เยอรมันกลับเชื่อว่า "รัฐ" ต่างหากที่ต้องเป็นมันสมองและหัวใจของการพัฒนา เพราะปัจเจกชนที่มุ่งเพียงแต่ประโยชน์ส่วนตนโดยปราศจากทิศทางร่วมกัน ไม่อาจสร้างชาติที่ยิ่งใหญ่ได้ นักคิดใหญ่อย่าง โยฮันน์ ก็อทลีพ ฟิชเทอ (Johann Gottlieb Fichte) ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากแฮร์เดอร์ ประกาศว่ารัฐต้องชี้นำเศรษฐกิจเพื่อความเข้มแข็งของ "โฟล์ค" (Volk) หรือประชาชาติที่มีจิตวิญ ญาณร่วมกัน อันนำไปสู่การรวมชาติและการพัฒนาอุตสาหกรรมหนักที่รัฐเป็นแกนนำ
เรื่องที่สาม กฎหมายและสังคม สำนักกฎ หมายประวัติศาสตร์เยอรมัน โดย ฟรีดริช คาร์ล ฟอน ซาวีญี (Friedrich Carl von Savigny) ปฏิเสธประมวลกฎหมายนโปเลียนที่อ้างตนว่าเป็นกฎหมายเหตุผลสากล เขายืนกรานว่ากฎหมายก็ไม่ต่างจากภาษา คือเป็นผลผลิตของจิตวิญญาณของชาติ ไม่อาจออกแบบจากโต๊ะทำงานของนักปรัชญาแล้วเอาไปใช้ทั่วโลก กฎหมายที่แท้จริงต้องเติบโตจากจารีตประเพณีและประวัติศาสตร์อันยาวนานของชนชาตินั้น
บทเรียนจากกระสุนปืนใหญ่ลูกแรก
ประวัติศาสตร์ทางภูมิปัญญาที่ผมเล่ามานี้สอนเราว่า สิ่งที่โลกตะวันตกยุคเรืองปัญ ญาประกาศว่าเป็น "ความจริงสากล" นั้น แท้จริงคือสิ่งก่อสร้างในทางความคิดของประเทศตะวันตกกลุ่มเล็กๆ ที่แอบอ้างตนว่าเป็นผู้กำหนดทิศทางของมวลมนุษยชาติ
แฮร์เดอร์สอนให้เรากล้าคิดต่าง กล้าคิดปฏิเสธว่าโลกนี้มิได้มีเส้นทางเดินเพียงเส้นเดียว และความเจริญก็ไม่จำเป็นต้องมีหน้าตาเหมือนปารีส- ลอนดอน-วอชิงตัน เสมอไป
หากเราเข้าให้ถึง และ เข้าใจในจิตวิญญาณของเราเอง ก็อาจค้นพบเส้นทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับรากเหง้าของเราได้เช่นกัน
นี่คือ "กระสุนปืนใหญ่ลูกแรก" ที่ยิงใส่ป้อมปราการของสำนักคิดที่เห็นว่าโลกมีเส้นทางเดียว และไม่ได้ยิงมาจากนักคิดสายกระแสทวน กระแสวิพากษ์ แห่งตะวันตกปัจจุบัน ทั้งไม่ได้ยิงจากนักคิดแห่งโลกที่สาม หรือดินแดนอาณานิคมที่ต่อสู้เพื่อเอกราชคืนมาจากตะวันตก แต่กลับมาจากเยอรมันร่วมทวีปยุโรปนั่นเอง และเกิดขึ้นเร็วมาก ในเวลาไล่เรี่ยกับที่เรื่มก่อกระแสความคิดว่าโลกตะวันตกหรือยุโรปตะวันตกเท่านั้นที่เป็นกองหน้าของการพัฒนาโลก
เสียงดังกัมปนาทของมันยังคงกึกก้องมาถึงทุกวันนี้ แม้ว่าในเมืองไทยจะมีคนรู้จักและยกย่องแฮร์เดอร์น้อยมาก


