xs
xsm
sm
md
lg

เมื่อ “สุนัขบ้า” ของอิสราเอล...กลายเป็น “สุนัขเขี้ยวหัก”!!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทับทิม พญาไท


โดนัลด์ ทรัมป์
เปิดฉากสัปดาห์นี้...คงต้องขออนุญาตเริ่มต้นด้วยฉากเหตุการณ์เมื่อช่วงวันอังคารที่แล้ว (18 ส.ค.) อันไม่เพียงแต่ถือเป็นฉากเหตุการณ์ความเคลื่อนไหวภายในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งยังหาความสงบ หาสันติสุขแทบไม่เจอ แต่ยังอาจถือเป็นตัวสะท้อนแนวโน้มความเป็นไปของโลกทั้งโลก ภายในอนาคตอันใกล้ ได้อย่างแจ่มแจ้ง ชัดเจน พอสมควร...

นั่นก็คือ...การที่เครื่องบินรบอิสราเอลที่ยังคงเทียวมา-เทียวไป ทิ้งระเบิดถล่มบรรดาพลเรือนชาวปาเลสไตน์ในเขตฉนวนกาซา อย่างไม่คิดจะลด-ละ-เลิก แม้ว่ามี “ข้อตกลงหยุดยิง”กำกับเอาไว้แล้วก็ตาม และยังคงตามไปถล่มพื้นที่ภาคใต้ของเลบานอน แบบไม่คิดจะสนใจข้อตกลงระหว่างอเมริกา-อิหร่าน จนทุกวันนี้ต้อง “แห้วกระป๋อง” ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อช่วงวันอังคาร กองกำลังทางอากาศของอิสราเอลที่ยังคงไม่หายเปรี้ยวมือ-เปรี้ยวตีน ยังอุตส่าห์ตามไปถล่มสนามบิน Abu al-Duhur” ของประเทศซีเรีย ที่อยู่ในจังหวัด Idlib” ใกล้ๆ กับพรมแดนประเทศไก่งวงตุรกี-ตุรเคีย พร้อมกับกล่าวหาว่ารัฐบาลของอดีตผู้ก่อการร้าย ประธานาธิบดี Ahmed al-Sharaa”แห่งซีเรียที่มีตุรกีหนุนหลังอยู่นั้น ได้ “ล่วงละเมิด” ข้อตกลงความมั่นคงที่เคยให้ไว้กับอิสราเอล นั่นคือ...ปล่อยบรรดาทหารตุรกีเข้ามาใช้พื้นที่ เตรียมจะจัดตั้งฐานทัพ ณ สนามบินแห่งนั้น...

นี่...จริง-ไม่จริงก็แล้วแต่ เพราะทั้งฝ่ายซีเรียและตุรกีต่างออกมาปฏิเสธคอเป็นเอ็น แต่ที่แน่ๆ ก็คือ...มันสามารถใช้เป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงความกระเหี้ยนกระหือรือ ความทะเยอทะยานอันแสนจะสุดลิ่มทิ่มริดสีดวงทวารของประเทศเล็กๆ ในตะวันออกกลางอย่างอิสราเอล ที่มีพลเมืองอยู่ราวๆ 10 ล้านคนเท่านั้นเอง แต่กลับพร้อมที่จะเปิดฉากเล่นงานใครต่อใคร หน้าไหนต่อหน้าไหน ไปด้วยกันทั้งนั้น ไม่เพียงแต่การ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ชาวปาเลสไตน์ยังไม่แล้วเสร็จ การคิดขยายดินแดนยึดพื้นที่เลบานอนภาคใต้เพื่อเตรียมไว้สำหรับบรรดาผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิวทั้งหลาย เปิดฉากชิงโจมตีก่อนประเทศพี่เบิ้มในตะวันออกกลาง อย่างอิหร่าน ซึ่งเป็นก้างขวางคอตัวเองมาโดยตลอด ยึดที่ราบสูงโกลันของซีเรียและพยายามรุกคืบไปยังพื้นที่ส่วนอื่นๆ จนอาจหนีไม่พ้นต้องเผชิญหน้ากับอดีตมหาอำนาจระดับโลกอย่างจักรวรรดิออตโตมานแห่งตุรกี ชนิดอาจส่งผลให้ “ตุรกี...คืออิหร่านรายที่สองของอิสราเอล” ดังที่อดีตนายกรัฐตรี Naftali Bennett” ของอิสราเอลเคยป่าวประกาศไว้ล่วงหน้า ฯลฯ เอาเลยก็เป็นได้...

แต่ก็นั่นแหละ อะไรต่อมิอะไรที่กำลังสะท้อนให้เห็นถึงความห้าว ความกร่างของอิสราเอลในลักษณะเช่นนี้ ก็น่าจะด้วยเหตุเพราะความเชื่อมั่น ความมั่นอก-มั่นใจ เอามากๆ ว่าไม่ว่าตัวเองดิ้นไป-ดิ้นมาอยู่ในพื้นที่แคบๆ แค่ประมาณ “แมวดิ้นตาย” กันในลักษณะเช่นไหนก็แล้วแต่ แต่ด้วยขีดความสามารถของพวก “ล็อบบี้ยิสต์ชาวยิว” ตลอดไปจนบรรดา “นักธุรกิจชาวยิว” ที่มีอำนาจ อิทธิพล อยู่เบื้องหลังรัฐบาลแต่ละรัฐบาลในโลกใบนี้ ไม่ว่ารัฐบาลของประเทศมหาอำนาจสูงสุดอย่างคุณพ่ออเมริกา หรือรัฐบาลของพวก “เสรีนิยมใหม่” ในยุโรป ชนิดสามารถหันซ้าย-หันขวา หรือฉุดลากกระชากถูให้ไปกัดใคร? ขย้ำใคร? ก็ย่อมได้ เลยทำให้รัฐบาลอิสราเอลทุกวันนี้...พร้อมที่จะเป็น “ศัตรู” กับโลกทั้งโลก โดยแทบไม่ต้องสนใจว่าใครจะฉิบหาย-วายวอด จะถูกเข่นฆ่า ล้างผลาญ กันไปแล้วถึงขั้นไหน???

อันนี้นี่แหละ...ที่มันเลยทำให้ไม่เพียงแต่ภูมิภาคตะวันออกกลางเท่านั้น ที่ยังหาความสุข ความสงบยังไม่เจอ แต่ยังรวมไปถึงชาวโลกทั้งหลาย ที่อาจต้อง “นอนสะดุ้งจนเรือนไหว” ไปโดยตลอด ตราบใดที่ความพยายามผลักดันอุดมการณ์ทางศาสนา แบบที่เรียกๆ กันว่า The Greater Israel” ยังคงเป็นสิ่งที่ปรารถนาและต้องการของพวกลูกหลานชาวยิวทั้งหลายอย่างไม่คิดจะลด-ละ-เลิก การฉุดลากกระชากถูให้ “สุนัขบ้า”อย่าง “ทรัมป์บ้า” ผู้นำอเมริกาเปิดฉากเล่นงานศัตรู-คู่กัดอย่างอิหร่าน จนหามุมจบ หาที่ลงแทบไม่ได้ อยู่ตราบเท่าทุกวันนี้ ไม่เพียงแต่ส่งผลให้ “เศรษฐกิจอเมริกา” และ “เศรษฐกิจโลก”เข้าสู่ภาวะ Recession” ใกล้ๆ จะเป็นDepression” คือไม่ใช่แค่ “ถดถอย” แต่อาจถึงขั้น “ตกต่ำ” ไม่ต่างไปจากวิกฤตเศรษฐกิจปี ค.ศ.1930 ในอีกไม่นาน-ไม่ช้าเอาเลยก็ว่าได้ อันไม่ก่อให้เกิดประโยชน์โพดผลใดๆ ต่อชาวอเมริกัน หรือชาวโลกแต่อย่างใด แต่เป็นไปเพียงเพื่อตอบสนองต่อความปรารถนาและต้องการของบรรดาลูกหลานชาวยิวทั้งหลายเท่านั้นเอง...

แต่ก็อย่างว่า...สวรรค์ยังมีตา!!! การฉุดกระชากลากถูให้มหาอำนาจสูงสุดแห่งโลกอย่างกองทัพอเมริกา บุกเล่นงานประเทศอิหร่าน มาถึงทุกวันนี้...ต้องเรียกว่า กลับส่งผลให้ “กองทัพแห่งศตวรรษที่ 20” ของอเมริกา เกิดอาการก้นเตี้ย คายฟันยาง เดินกลับไปหามุมตัวเองแทบไม่เจอ เมื่อต้องเจอกับ “ขีปนาวุธแห่งศตวรรษที่ 21” ของอิหร่านแบบชนิดดอกแล้ว-ดอกเล่า หรือทำให้เกิดฉากสถานการณ์อย่างที่สื่ออเมริกันเอง The Wall Street Journal” เขาสรุปเอาไว้เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมานั่นแหละว่า บรรดา “พันธมิตร” ของสหรัฐฯ ไม่ว่าในตะวันออกกลาง ยุโรป ตลอดไปจนถึงเอเชีย เกิดความไม่มั่นใจ ไม่เชื่อใจต่อ “ขีดความสามารถทางทหาร” ของกองทัพอเมริกา อย่างเห็นได้โดยชัดเจนยิ่งเข้าไปทุกที โดยเฉพาะเมื่อต้องดวลจรวด ดวลระเบิด กับคู่ต่อสู้ที่แม้มีกำลังน้อยกว่าอย่างอิหร่าน จนส่งผลให้คลังอาวุธของสหรัฐฯ แทบไม่เหลือติดปลายนวมไปแล้วในทุกวันนี้...

อย่างที่องค์กรผู้สังเกตการณ์ด้านยุทธศาสตร์ หรือ The Center for Strategic and International Studies” (CSIS) เขาได้ยืนยัน นั่งยัน ตามข่าวสารและข้อมูลที่ได้มา ว่าบรรดาจรวดสกัดกั้นและโจมตี ไม่ว่า Patriots” หรือTHAAD” ในคลังอาวุธอเมริกาถูกใช้ไปแล้วประมาณครึ่งหนึ่งในการเยิ่นไป-เยิ่นมากับอิหร่านจนตราบเท่าทุกวันนี้ หรือกระทั่งสถาบันประเภท Think-Tang” ที่อยู่เบื้องหลังนโยบายของรัฐบาลอเมริกันมาโดยตลอด อย่างองค์กร CFR” หรือA Council on Foreign Relation” ก็ยังอดสะดุ้งขึ้นมาไม่ได้ เมื่อพบข้อสรุปว่า...ความร่อยหรอของอาวุธยุทโธปกรณ์ในกองทัพอเมริกัน กำลังทำให้อเมริกา “ขาดขีดความสามารถ” ที่จะรับมือกับการโจมตีไต้หวันของจีน จนถึงกับต้องส่ง “คำเตือน” แบบตรงไป-ตรงมาเอาเลยว่า... “การรอคอยจนกว่าความขัดแย้งดังกล่าวเริ่มต้นขึ้น จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่าง...สายเกินแก้!!!”

นี่...ต้องเรียกว่าหมดรูป หมดสภาพ ไปแล้วถึงขั้นนั้น สำหรับกองทัพประเทศมหาอำนาจสูงสุดแห่งโลก ที่เคยได้ชื่อว่า “เครื่องจักรสังหาร” หรือเคยทำให้ใครต่อใครหวั่นเกรงอานุภาพ แสนยานุภาพ จนต้องยอม “เดินตามก้นอเมริกา” มาโดยตลอด ไม่ว่าในทางการเมือง เศรษฐกิจ หรือการใดๆ ก็ตาม แต่มาถึงทุกวันนี้...เรือบรรทุกเครื่องบินที่เรียกๆ กันว่า “ฐานทัพลอยน้ำ” ซึ่งมีอยู่ด้วยกันถึง 11 ลำ ว่ากันว่า...สามารถนำมาใช้งานได้แค่ 3-4 ลำเท่านั้นเอง แถมแต่ละลำยังเจอกับปัญหาจุกจิก กวนใจ ไม่ว่าเรื่องส้วมเต็ม ห้องซักรีดไฟไหม้ น้ำอาบไม่สะอาด อาหารไม่พอจะ “แ-ก” ฯลฯ โดยเฉพาะเมื่อฐานส่งกำลังบำรุงที่อยู่ใกล้ๆ ถูกขีปนาวุธของอิหร่านถล่มแหลกแบบแทบไม่เหลือเศษซาก เรียกว่า...ถึงขั้นลูกเรือประจำเรือบรรทุกเครื่องบิน คิดจะ “โดดน้ำตาย” ให้รู้แล้ว-รู้แรด เอาเลยถึงขั้นนั้น...

การที่ “เครื่องจักรสังหาร” อย่างกองทัพอเมริกา เริ่มแสดงอาการหมดฤทธิ์ หมดเดช แพ้ใครต่อใครมาโดยตลอด ไม่ว่าแพ้เวียดนาม แพ้อัฟกานิสถาน จนกระทั่งแพ้อิหร่าน อย่างเห็นได้โดยชัดเจนในทุกวันนี้ อาจมีส่วนทำให้รัฐบาลอเมริกันของ “ทรัมป์บ้า” เลยต้องพยายามหาข้อยุติในสงครามอิหร่าน ด้วยการหันไป “ดีเดย์ทางเศรษฐกิจ” (Economic D-Day) แทนที่จะ “ดีเดย์ทางทหาร”แบบการยกพลขึ้นบกครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 อะไรประมาณนั้น และนั่นก็ไม่น่าจะทำให้ประเทศที่ถูก “แซงชัน” มาโดยตลอด 40 กว่าปี อย่างอิหร่าน เกิดอาการคันคะเยอมากมายสักเท่าไหร่นัก ยิ่งไปกว่านั้น...ยังไม่ได้ช่วยให้ประเทศที่ถือเป็น “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์” ของอิหร่าน ไม่ว่าคุณพี่จีนหรือคุณน้ารัสเซีย เลิกคิดติดต่อ สัมพันธ์ เลิกทำมาค้าขายกับอิหร่านแต่อย่างใดไม่ ตรงกันข้าม...ประเทศลูกค้าจำนวนถึง80 เปอร์เซ็นต์ของน้ำมันอิหร่าน อย่างคุณพี่จีน ได้ออกมาป่าวประกาศแบบตรงไป-ตรงมา โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ “นายLin Jian” เมื่อวัน-สองวันมานี้ว่า... “การแซงชันและการกดดันใดๆ ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งอิหร่าน มีแต่ต้องอาศัยการเมืองและการทูตเท่านั้น” หรือไม่ได้ออกอาการขนหัวลุก ขนคอตั้ง ต่อการ “ขู่เข็ญ” ของรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ “นายScott Bessent” ที่จะเล่นงานประเทศที่ยังคงติดต่อสัมพันธ์กับอิหร่านแต่อย่างใด...

อันนี้นี่แหละ...ที่น่าจะเป็นตัวสะท้อนให้เห็นว่า ขีดความสามารถในการชักลาก ชักจูง “สุนัขบ้า” ให้ไปกัดใคร? ขย้ำใคร? โดยบรรดาพวก “ล็อบบี้ยิสต์ชาวยิว” หรือ “นักธุรกิจชาวยิว” เอาไป-เอามาแล้ว มันจึงไม่ใช่เป็นสิ่งที่น่าเกรงขาม น่าประหวั่นพรั่นพรึงอีกต่อไป เพราะสุนัขที่ตัวเองกำลังลาก กำลังจูงนั้น นับวันกำลังจะกลายเป็น “สุนัขเขี้ยวหัก” อย่างเห็นได้โดยชัดเจนยิ่งเข้าไปทุกที การโจมตีสนามบินซีเรียด้วยเหตุเพราะความไม่พอใจต่อบทบาท อิทธิพล ของตุรกี ทั้งที่การลงนามในข้อตกลงความร่วมมือทางทหารของ 3 ประเทศ คือตุรกี-ซาอุดีอาระเบีย-และปากีสถาน ที่เรียกๆ กันว่า Mecca Joint Defense Agreement” เพิ่งจะเสร็จสิ้นไปเพียงประมาณ 2 วันก่อนเหตุการณ์ครั้งนี้ อันเป็นการแสดงออกว่าแต่ละประเทศ ต่างไม่ได้คิดพึ่งพาอาศัยพลังอำนาจในการกำหนดสงครามและสันติภาพของอเมริกาอีกต่อไป ฉากเหตุการณ์ที่แทบไม่ต่างอะไรไปจาก “การประกาศสงครามล่วงหน้า” โดยกองทัพอากาศอิสราเอลต่อตุรกีคราวนี้ เลยยิ่งเป็นตัวตอกย้ำให้เห็นแบบชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก ว่าภายใต้ความเสื่อม ความทรุดโทรมของอเมริกา สุดท้ายแล้ว...อาจนำมาซึ่ง “การลบประเทศอิสราเอลออกจากแผนที่” ไม่วันใด-วันหนึ่งจนได้!!!