“ชัช.. เสร็จพิธีสวดพ่อ 100 วัน ก็ถึงพิธีพระราชทานเพลิงพ่อพี่แล้วนะ.. พี่จะไปลอยอังคารที่แหลมฉบัง จากนั้นก็เป็นอันเสร็จภารกิจเรื่องพ่อกันล่ะนะชัช”
อืม.. พิธีบำเพ็ญกุศลศพ 100 วัน น้าชาติ-พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ที่บ้านราชครู เริ่มตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม ดำเนินเรื่อยมาจนถึง 14 สิงหาคม 2541
แต่ละค่ำคืน มีแขกเหรื่อมากหน้าหลายตา หลากหลายวงการ ให้เกียรติมาร่วมพิธีฯ
ค่ำวันหนึ่ง มีขบวนรถมอเตอร์ไซค์ช็อปเปอร์ยาวเหยียดมากกว่า 100 คัน ที่มีทั้งนายธนาคารใหญ่กับศิลปินนักดนตรีเพลงเพื่อชีวิตชื่อดัง ยกขบวนมาเป็นเกียรติร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลศพ น้าชาติ ทำให้บรรยากาศที่บ้านราชครูคึกคักขึ้นมาทันที!
ครอบครัว ชุณหะวัณ ตื้นตันใจอย่างยิ่งที่ “แก๊งช็อปเปอร์” รวมตัวกันมาร่วมแสดงความอาลัย น้าชาติ ช็อปเปอร์รุ่นใหญ่ ฉายา “มิสเตอร์ช็อปเปอร์”
แก๊งช็อปเปอร์ได้นำภาพที่จัดเตรียมอย่างดีมาด้วย เป็นรูป น้าชาติ ขี่มอเตอร์ไซด์ช็อปเปอร์คันโปรด ในมาดเท่ หน้าตาฉายแววอารมณ์ดี อันเป็นบุคลิกที่ผู้คนคุ้นเคย ผู้ใหญ่ร่าเริง เป็นกันเอง ไม่ถือตัวกับทุกคน
นอกจากภาพจำของ “มิสเตอร์ช็อปเปอร์” คำพูดติดปากของน้าชาติ ว่า “No Problem! ไม่มีปัญหา!” ซึ่งถูกแผลงเพี้ยนเสียงเป็น “โน พลอมแพลม!” กับประโยค “ก่อนพูดเราเป็นนายมัน หลังพูดมันเป็นนายเรา!” ก็เป็น “เสียงที่น่าจดจำ” เช่นกัน
ความจริงแล้ว คติประจำใจของ น้าชาติ มิได้มีเพียง “No Problem! ไม่มีปัญหา!” และ “ก่อนพูดเราเป็นนายมัน หลังพูดมันเป็นนายเรา!” เท่านั้นนะครับ จากที่วันหนึ่ง น้าชาติ ได้มอบหนังสือ “คำคมคนผู้นำโลก” ให้ผมหลายเล่ม บางเล่มผมได้ทำหายไป และบางเล่มเพื่อนผมหยิบไปครับ..
น้าชาติ กำชับน้ำเสียงจริงจังขณะมอบหนังสือให้ผมว่า...
“ชัช.. คำคมผู้นำโลกน่ะ อ่านแล้วต้องคิดรายละเอียดไปด้วยนะว่า.. ความหมายอันใดสอดคล้องหรือไม่สอดคล้องกับประเทศเรา อย่าลืมนะว่า.. คำคมผู้นำโลกเขาพูดเรื่องประเทศของเขา... ห้วงเวลากับสถานการณ์ ปัญหาของประเทศเขา กับปัญหาบ้านเรานั้นแตกต่างกับบ้านเขานะ.. ที่สำคัญ.. บางหลักการอาจใช้ได้ แต่ต้องนำไปปฏิบัติได้ด้วยนะชัช”
คืนหนึ่งผมได้อ่านและคิดถึงถ้อยคำในหนังสือ “คำคมคนดังโลก” ที่น้าชาติกรุณามอบให้ผม
“ให้ความรู้แก่สมอง โดยที่หัวใจปราศจากการเรียนรู้ มีค่าเท่ากับว่า ไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย”
นั่นเป็นคำกล่าวง่ายๆ สั้นๆ อริสโตเติ้ล นักปรัชญาชาวกรีกโบราณ ถ้อยคำสั้นๆ แต่ดึงดูดให้ความคิดโลดแล่นทั้งกว้างไกลกับดิ่งลึกอย่างมากมาย..
ขณะที่นางพยาบาลชาวอิตาลี ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล (พ.ศ. 2363-พ.ศ. 2453) พูดถึงสิ่งที่เกิดในชีวิตประจำวันจากประสบการณ์ของตนเอง ได้แบบ “เข้าใจ” อย่างเรียบง่าย ดังนี้
“ฉันเชื่อว่า ความสำเร็จมาจากการที่ฉันไม่เคยสร้างข้อแก้ตัว ให้กับสิ่งใดเลย”
คราวนี้เรามาดู-มาพิจารณาบางถ้อยคำของ “ผู้นำโลก” กันดีกว่า เริ่มจาก...
“เจตจำนงของประชาชน เป็นกฎหมายที่ดีเลิศที่สุด” นั่นเป็นถ้อยคำของ ยูลิสซีส เอส แกรนต์ (พ.ศ. 2365-พ.ศ. 2428) ประธานาธิบดีคนที่ 18 ของสหรัฐอเมริกา
แต่การเมืองในไทยมีแต่เจตจำนงของ “พวกนักการเมืองขี้โกงว่ะ” เฮ้อ!!!
“ผู้นำที่ดีนั้น ต้องถ่วงหูด้วยเสียงของประชาชน” ถ้อยคำของ โทมัส วู๊ดโรว์ วิลสัน (พ.ศ. 2399-พ.ศ. 2467) ประธานาธิบดีคนที่ 28 ของสหรัฐอเมริกา
แต่.. “นักการเมืองไทย”มันไม่เคยฟังเสียงประชาชนเลย เพราะเป็นพวกพิการ “หูหนวกตาบอดกันหมด!”
“คนที่มองโลกในแง่ร้าย จะเห็น “อุปสรรค” อยู่ในทุกโอกาส ส่วนคนมองโลกในแง่ดี จะเห็น “โอกาส” อยู่ในทุกอุปสรรค” คำกล่าวของชายชื่อ วินสตัน เชอร์ชิล (พ.ศ. 2417-พ.ศ.2508 ) รัฐบุรุษและนายกรัฐมนตรีคนที่ 58 ของสหราชอาณาจักร
แต่.. การเมืองไทยนั้น “มองแง่ดีไม่ได้เลย!” บางคนเป็นถึงนายกรัฐมนตรี มันยังโคตรโกง โกงทุกเรื่องทุกชนิดจริงๆ นะเชอร์ชิล!”
“ชีวิตคงน่าเบื่อ และไร้สีสันสิ้นดี หากไม่มีสิ่งกีดกั้นให้เราได้ข้ามผ่าน และต่อสู้เอาชนะมัน” ชวาหะร์ลาล เนห์รู (พ.ศ. 2432-พ.ศ. 2507 รัฐบุรุษ นายกรัฐมนตรีคนแรกของชาวอินเดีย
ผมมั่นใจว่า ถ้าเนห์รูมีชีวิตอยู่ในเมืองไทยที่เต็มไปด้วยนักการเมืองโกงชาติกันสะบัดช่อแบบนี้.. เนห์รูจะต้องโคตรเบื่ออย่างแน่นอน!
“เราไม่สามารถช่วยเหลือทุกคนบนโลกนี้ได้ แต่เราทุกคนบนโลก สามารถช่วยคนๆ หนึ่งบนโลกนี้ได้” โรนัลด์ วิลสัน เรแกน (พ.ศ. 2454-พ.ศ. 2547) ประธานาธิบดีคนที่ 40 ของสหรัฐอเมริกา
“เฮ้! คุณเรแกน! แค่อเมริกาหยุดเอาเปรียบ หยุดเข่นฆ่าชาวโลก โลกก็น่าอยู่กว่าทุกวันนี้แล้วล่ะ แต่ผู้นำอเมริกาแทบทุกคน เป็นพวกมือถือสากปากถือศีล น่ารังเกียจขยะแขยงจริงๆ”!!!
ส่วน ริชาร์ด นิกสัน (พ.ศ. 2456-พ.ศ. 2537) ประธานาธิบดีคนที่ 37 ของสหรัฐอเมริกา พูดบางเรื่องถูก แต่การกระทำส่วนใหญ่ไม่ถูกต้อง จึงต้องหลุดจากตำแหน่งประธานาธิบดีกลางคัน
“มั่นใจได้เลยว่าถ้ามีคนไม่ซื่อสัตย์ในการปกครองท้องถิ่น ย่อมมีคนไม่ซื่อสัตย์ในการปกครองระดับประเทศชาติ”
“คุณอาจต้องต่อสู้มากกว่าหนึ่งครั้ง ถึงจะเอาชนะกันได้” คำกล่าวของ มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ (พ.ศ. 2469-พ.ศ. 2556) นายกรัฐมนตรีคนที่ 49 สหราชอาณาจักร ประเทศนักล่าอาณานิคมที่ไร้ทั้งคุณธรรมและมนุษยธรรม
คราวนี้มาฟังคำกล่าวของประธานาธิบดีชาติที่เคยตกเป็นอาณานิคมมายาวนานกัน
เนลสัน แมนเดลา (พ.ศ. 2461-พ.ศ. 2556) ประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของประเทศแอฟริกาใต้ ผ่านระบบเลือกตั้ง ได้รับฉายา “มาดิบา บิดาแห่งชาติ” ผู้ผ่านการต่อสู้และติดคุกเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาตลอด เขาสร้างชาติด้วยนโยบาย “การให้อภัยและการสมานฉันท์” ชาวโลกยกย่องชื่นชมแมนเดลากับการมีวิสัยทัศน์ในการมองย้อนอดีตเห็นปัจจุบันจรดอนาคตกับประโยคว่า..
“อะไรก็ดูเป็นไปไม่ได้ทั้งหมดนั่นแหละ จนกระทั่งเราทำมันสำเร็จ!”
ส่วน เติ้ง เสี่ยวผิง ผู้รอดตายจากการขัดแย้งกับ เจียงชิง ภรรยาของเหมา เจ๋อตง มีแนวคิดเรียบง่ายตรงไปตรงมา
“ไม่ว่าแมวขาวหรือแมวดำ ขอเพียงจับหนูได้ ก็ถือเป็นแมวที่ดี”
อันเป็นวรรคทองอันลือลั่นของ เติ้ง เสี่ยวผิง (พ.ศ. 2247-พ.ศ. 2540) ประธานพรรคคอมมิวนิสต์ของสาธารณรัฐประชาชนจีน
ผู้นำจีนที่โด่งดังอีกท่านหนึ่งคือ โจว เอินไหล (พ.ศ. 2441-พ.ศ. 2519) รัฐบุรุษ และนายกรัฐมนตรีคนแรกของสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อนสนิทของ เหมา เจ๋อตง ได้แสดงวิสัยทัศน์ลึกซึ้งไว้ว่า
“การเจรจาต่อรองทั้งหมด เป็นการต่อเนื่องของสงครามด้วยวิธีอื่น!”
ขณะที่ เหมา เจ๋อตง (พ.ศ. 2436-พ.ศ. 2519) ประธานพรรคคอมมิวนิสต์ของสาธารณรัฐประชาชนจีน มองชีวิตอย่างเรียบง่ายแต่ลึกซึ้งว่า..
“คนๆ หนึ่งทำความดี ไม่ใช่เรื่องยาก แต่สิ่งที่ยากคือ ทั้งชีวิตทำแต่ความดี”
น้าชาติ เล่าให้ผมกับพี่โต้งฟังว่า “ช่วงผมกับท่านนายกฯ คึกฤทธิ์ ไปพบกับ เหมา เจ๋อตง อายุท่าน 80 ปีแล้วนะ แต่ร่างกายกับสมองยังแจ่มใส เราจึงคุยกันสนุกมากๆ”
ท่านนายกฯ คึกฤทธิ์ ได้ถาม ประธานฯ เหมา ตรงๆ ว่า “ทำอย่างไรรัฐบาลไทยจะเอาชนะพรรคคอมมิวนิสต์ไทยได้?”
ประธานใหญ่คอมมิวนิสต์จีน ตอบอย่างง่ายๆ ถึงวิธีปราบคอมมิวนิสต์ไทยว่า
“ท่านหม่อมทำให้ประชาชนไทยทุกคนอยู่ดีกินดี แค่นี้คอมมิวนิสต์ก็จะแพ้-จะหมดแน่นอน!!!


