เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ภาคีราชบัณฑิต
รัฐมนตรี อว. 2563–2566
ผมเองเป็นคนที่ได้รับการศึกษาจากตะวันตกมามากทีเดียวทั้งมีความผูกพันและซาบ ซึ้งในวิทยาการของโลกตะวันตกเป็นอย่างยิ่ง ลูกๆ ของผมสามในสี่คนก็ทำงานและสร้างครอบครัวอยู่ที่สหรัฐอเมริกา แต่วันนี้ เมื่อเพ่งมองตะวันตกด้วยความปรารถนาดี พลันเต็มไปด้วยความห่วงใย
ผมเห็นการเปลี่ยนไปของโลกที่ขับเคลื่อนและแตกแนวออกไปด้วยความเร็วสูง เห็นการผงาดขึ้นของจีนในฐานะผู้นำด้านการผลิตและนวัตกรรมขั้นสูง เทคโนโลยีสีเขียว ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่อยู่ขั้นนำโลกและโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกที่ไม่มีชาติใดเทียบได้ ทั้งหมดนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนใหญ่ยิ่งต่อสถานะของสหรัฐอเมริกา ยุโรป และโลกตะวันตกทั้งมวล
คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่าตะวันตกจะ "หนีจีน หรือไล่ตามทันจีน หรือจะป้องกันตัวเองอย่างไรไม่ให้จีนเอาชนะ" แต่อยู่ที่ว่า ตะวันตกพร้อมที่จะ " สำรวจจิตวิญญาณและปรับรื้อปรัชญาหรือวิธีคิด" ของตนเองมากแค่ไหน เพื่อให้ก้าวทันโลกพหุขั้วพหุอำนาจในศตวรรษที่ 21
หนึ่ง ก้าวข้ามกำแพงความเย่อหยิ่ง: จาก "ห้องบรรยาย" สู่ "เวทีอภิปรายร่วม"
หลายศตวรรษที่ผ่านมา ตะวันตกมักสวมบทบาทเป็น "ผู้สอน" "ผู้บรรยาย" ที่เชื่อมั่นว่าประชาธิปไตยและเสรีนิยม กฎหมาย และรูปแบบการพัฒนาตามแบบฉบับของตนคือหมุดหมายสุดท้ายของอารยธรรมมนุษย์
ส่วนภูมิภาคอื่นๆของโลก ถูกมองเป็นเพียงผู้เรียนที่รอวันตามให้ทัน ทัศนคติเชิงสั่งสอน เป็นครูผู้รู้ดีเช่นนี้ เห็นจากการวิพากษ์ วิจารณ์ เห็นจากการตั้งเงื่อนไขทางการเมือง และการถือสิทธิ์ผูกขาดความชอบธรรมทางศีลธรรมในเวทีระหว่างประเทศและสื่อสารระดับโลก
ในยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางเลือกใหม่ในเชิงอารยธรรมนั้น (Alternative Modernities) การทำตัวเป็นผู้สั่งสอนไม่เพียงแต่ล้าสมัย แต่ยังสร้างความคับข้องใจและแรงต่อต้านจากคนในซีกโลกอื่นๆ การที่รัฐบาลและกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วจะอยู่รอดและมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ต่อไปได้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือการเปลี่ยนจาก "การชี้นำ" มาสู่ "การเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่นหรือเรียนรู้จากผู้อื่น" (Learning from and with them)
สอง เสรีภาพนั้นไม่ได้ผูกขาดนวัตกรรม: บทเรียนจากความโดดเดี่ยวและเปราะบางด้วยความเชื่อดั้งเดิมที่ว่าระบบเศรษฐกิจและนวัตกรรมจะเจริญรุ่งเรืองได้ต้องอาศัยกรอบเสรีภาพแบบปัจเจกนิยมจัดจ้านของตะวันตกเท่านั้น ได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เสรีภาพแบบตะวันตกไม่ได้ผูกขาดนวัตกรรมแต่อย่างใด
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมองลึกลงไปในสังคมตะวันตกทุกวันนี้ แม้จะเต็มไปด้วยเสรีภาพแบบปัจเจกนิยม แต่ผู้คนที่นั่นก็มิได้มีความสุข ความพอใจ หรือความอบอุ่นในชีวิตเท่าที่ควร กลับต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยว ความเหงา และความรู้สึกไร้ตัวตนไม่เป็นที่ยอมรับในสังคม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างทางสังคมที่ขาดสายใยผูกพันและชุมชนที่เกื้อหนุนกัน กลายเป็นจุดอ่อนภายในที่บั่น ทอนความยั่งยืนของอารยธรรมตะวันตกเอง
สาม ละทิ้งกำแพงตั้งรับและมาตรการกีดกัน สู่การลงทุนเชิงรุกด้านนวัตกรรมและทุนมนุษย์
ในอดีต ยุทธศาสตร์ของโลกตะวันตกมักวนเวียนกับมาตรการตั้งรับและการกีดกันทางการค้า (Defensive and Protectionist Strategies) เช่น การใช้กำแพงภาษี มาตรการควบคุมการส่งออก หรือบัญชีดำทางเทคโนโลยี เพื่อชะลอการเติบโตของคู่แข่ง
ประสบการณ์ที่ผ่านมาพิสูจน์ว่ามาตรการเหล่านี้มักเป็นดาบสองคมที่กลับเร่งให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีทดแทนและนวัตกรรมภายในประเทศอื่นๆ เร็วยิ่งขึ้น
ทางออกที่ยั่งยืนจึงไม่ใช่การพยายามปิดกั้นหรือปกป้องสถานะเดิม แต่เป็นการปรับยุทธศาสตร์ขนานใหญ่สู่การลงทุนเชิงรุก ได้แก่:
การขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมอย่างจริงจัง: ทุ่มเทเม็ดเงินและทรัพยากรระยะยาวไปในด้านวิทยาศาสตร์ รากฐาน เทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) และโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่สอดประสานกัน
การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ยุคใหม่: ยกเครื่องระบบการศึกษาและโครงสร้างการพัฒนาแรงงาน ให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและความซับซ้อนของโลกสมัยใหม่ เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันที่แท้จริงจากภายใน แทนที่จะพึ่งพาการจำกัดคู่แข่งภายนอก
สี่ เลิกมองหาทางตัดขาดและการหุบตัวเฉพาะกลุ่ม: เมื่อเลือกจะ "Decoupling" หรือตัดขาดโดย"สิ้นเชิง" กับจีน และการรวมตัวทางยุทธศาสตร์จำกัดวง เฉพาะชาติตะวันตกด้วยกัน( Strategic Autonomy) ไม่ใช่คำตอบในโลกยุคโลกาภิวัตน์ที่มีห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกันอย่างแยกแทบไม่ออก แนวคิดเรื่องการแยกตัวออกจากกันทางเศรษฐกิจ (Decoupling) หรือการพยายามสร้างความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ เฉพาะกลุ่มประเทศตะวันตกหรือพันธมิตรวงแคบเท่านั้น ย่อมไม่ใช่คำตอบที่เป็นไปได้จริง
การดึงดันที่จะตัดขาดจากระบบเศรษฐกิจของมหาอำนาจอื่นหรือการสร้างกำแพงล้อมกรอบกันเองเฉพาะในซีกโลกตะวันตก จะยิ่งสร้างความเสียหายต่อประสิทธิ ภาพระดับโลก เพิ่มต้นทุนทางเศรษฐกิจ และผลักให้ประเทศในภูมิภาคอื่นๆเมื่ิอเผชิญกับภาวะจำยอมต้องเลือกข้าง สิ่งที่โลกตะวันตกต้องตระหนักคือ ความมั่นคงและยืดหยุ่นที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการหุบตัวอยู่ภายใต้พันธมิตรจำกัดวง แต่เกิดจากบริหารลดทอนความเสี่ยง( de-risking) ที่รักษาความเชื่อมโยง ยอมรับความพึ่งพากันและกันตามความเหมาะสม และเปิดกว้างต่อความร่วมมือระดับพหุภาคีที่ยืดหยุ่น
ห้า ยอมรับความจริงและความหลากหลายของการพัฒนาการเติบโตก้าวกระโดดของบรรดารัฐที่เน้นการพัฒนาเป็นหลัก( Developmental States) ในเอเชียและภูมิภาคอื่นๆ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การพัฒนาทางเศรษฐกิจ-สังคมไม่ได้มีสูตรสำเร็จรูปแบบเดียว
โลกตะวันตกจำเป็นต้องลดความคับแคบทางวิชาการและระบบราชการแบบดั้งเดิมที่ยึดติดกับกรอบตะวันตก และหันมาเปิดใจเรียนรู้ความยืดหยุ่น ในการวางแผนทางยุทธศาสตร์ ระยะยาว ตลอดจนภูมิปัญญาและโครงสร้างการบริหารจัดการของภูมิภาคอื่นๆ ที่ผสานเทคโนโลยีเข้ากับความกลมเกลียวทางสังคมอย่างลงตัว
ส่วนการเรียนรู้ร่วมกันหมายถึงการยอมรับว่า โลกในศตวรรษที่ 21 นั้น เป็นพื้นที่ที่มีศูนย์กลางมากมายหลายหลาก (Polycentric) ไม่มีชาติใดชาติเดียวหรืออารยธรรมหนึ่งเดียวที่จะผูกขาดความจริงหรือแนวทางในการแก้ปัญหาระดับโลกได้แต่เพียงผู้เดียว
หก ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจโลกและความเสมอภาคที่แท้จริง
การทบทวนตนเอง (Soul-searching) ของโลกตะวันตกต้องก้าวไปถึงสถาบันระหว่างประเทศ เช่น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และสถาบันเบรตตันวูดส์ (IMF และธนาคารโลก) ซึ่งถูกออกแบบมาตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สถาบันเหล่านี้สูญเสียความชอบธรรมลงไปเป็นลำดับเนื่องจากถูกมองว่าเป็นเครื่องมือรักษาผลประโยชน์ของตะวันตกมากกว่าการสร้างความเป็นธรรมระดับโลก
หากตะวันตกต้องการรักษาความร่วมมือที่ยั่งยืน การยอมสละสิทธิ์พิเศษและการกระจายอำนาจการตัดสินใจให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาและมหาอำนาจเกิดใหม่จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต้องเปลี่ยนจาก "การช่วยเหลือแบบมีเงื่อนไข" ไปสู่ "การพัฒนาร่วมกันบนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน"
บทสรุป
อนาคตของโลกตะวันตกและระเบียบหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ควรจะถูกกำหนดด้วยความพยายามที่จะตัดขาดจากผู้อื่น การสร้างป้อมปราการคุ้มกันตนเอง หรือการดึงดันใช้มาตรการตั้งรับอีกต่อไป หากแต่อยู่ที่ "ความกล้าหาญในการปรับโลกทรรศน์" สละทัศนคติแบบครูผู้สอน ละทิ้งความฝันที่จะสร้างยุทธศาสตร์เฉพาะในกลุ่มตะวันตกด้วยกัน หันมามุ่งเน้นนวัตกรรม และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างจริงจัง และก้าวลงมาเป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์และรับฟังเสียงของเพื่อนร่วมโลก
ความยืดหยุ่นและเปิดกว้างทางความคิดนี้ต่างหาก คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยนำพาทั้งดินแดนตะวันตกและประชาคมโลกก้าวไปอย่างมั่นคงในกระแสเปลี่ยนแปลงเชี่ยวกรากในยุคปัจจุบัน


