โดย เพิ่มศักดิ์ โตสวัสดิ์
นับตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา รัสเซียเป็นประเทศที่ถูกชาติตะวันตกออกมาตรการคว่ำบาตรมากที่สุดในโลก โดยพุ่งเป้าเพื่อทำให้ระบบการเงินและเศรษฐกิจของรัสเซียพังทลายลง แม้ช่วงแรกค่าเงินรูเบิลจะดิ่งเหว ตลาดหลักทรัพย์มอสโกปั่นป่วน และการค้าพลังงานเกิดอาการสะดุด แต่เมื่อเวลาผ่านไป เศรษฐกิจรัสเซียไม่ได้เพียงแค่รอดพ้นจากภาวะล้มละลาย แต่กลับสามารถยืนระยะและเดินหน้าต่อไปได้ด้วยเสาหลักทางเศรษฐกิจหลากหลายชนิด โดยมี "ทองคำสำรอง" (Monetary Gold) ทำหน้าที่เป็น "แกนกลาง" ในการค้ำยันและพยุงเสถียรภาพเศรษฐกิจรัสเซีย ซึ่งปัจจุบันเครมลินมีอยู่ในคลังประมาณ 2,300 ตัน คิดเป็น 47% ของทุนสำรองทั้งหมดที่มีอยู่จริง จัดว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 15-20% ถึง 2 เท่า สะท้อนนโยบายลดพึ่งพาดอลลาร์และยูโรอย่างชัดเจน
เวลาต่อมา นักวิเคราะห์ตะวันตกส่วนใหญ่ต่างมองไปในทิศทางเดียวกันว่า การที่รัสเซียกักตุนทองคำในปริมาณมหาศาลเช่นนั้น เป็นความตั้งใจที่จะเปิดสงครามกับชาติตะวันตก ที่มีมาตั้งแต่ปี 2014 หลังการผนวกคาบสมุทรไครเมีย ทว่า การสรุปเช่นนั้นเป็นเพียงอคติจากการมองย้อนกลับ (Hindsight Bias) ที่คลาดเคลื่อนจากความจริงทางประวัติศาสตร์อย่างสิ้นเชิง
ฝันร้ายทางเศรษฐกิจจากยุค 90
แท้จริงแล้ว รัสเซียไม่ได้เริ่มสะสมทองคำเพื่อเตรียมสร้างความขัดแย้งกับโลกตะวันตก หากแต่จุดเริ่มต้นนั้นเกิดจาก "ภารกิจกู้วิกฤตเศรษฐกิจและพยุงค่าเงินรูเบิลภายในประเทศ" ที่ดำเนินมาก่อนหน้านั้นนับสิบปี
ย้อนกลับไปในปี 1999 เมื่อ วลาดิมีร์ ปูติน รับไม้ต่อจากบอริส เยลต์ซิน ในตำแหน่งประธานาธิบดีรัสเซีย นอกจากกระเป๋าควบคุมอาวุธนิวเคลียร์แล้ว เขายังต้องรับมอบรัฐที่ล้มละลาย ทั้งในเชิงสัญลักษณ์และเชิงโครงสร้างจากวิกฤตการณ์ทางการเงินปี 1998 (Ruble Crisis) ซึ่งเป็นฝันร้ายทางเศรษฐกิจที่ฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณของคนรัสเซียมาจนถึงทุกวันนี้
รัฐบาลรัสเซียต้องประกาศผิดนัดชำระหนี้ (Default) ค่าเงินรูเบิล ดิ่งเหวลงกว่า 70-80% ในเวลาไม่กี่สัปดาห์ จนแทบไม่ต่างจาก "แบงก์กงเต๊ก" อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงทะลุ 84% สลายเงินออมของประชาชนจนหมดสิ้น ทุนสำรองระหว่างประเทศของรัสเซียในขณะนั้น เหลืออยู่เพียง 12,000 ล้านเหรียญ ซึ่งน้อยเกินกว่าจะสร้างเสถียรภาพใดๆ ได้ และที่สำคัญที่สุด ทุนสำรองทองคำของธนาคารกลางรัสเซีย (CBR) ลดลงเหลือเพียง 343 ตัน ณ ไตรมาสที่สองของปี 2000 จากที่เคยมีอยู่ในสมัยสหภาพโซเวียตถึง 3,000 ตัน
"สมอเรือ" สร้างศรัทธาในรูเบิล
ความทรงจำอันเจ็บปวดนี้ ก่อให้เกิด "ภาวะหวาดกลัววิกฤตสภาพคล่อง" และปลูกฝังวินัยทางการคลังอันเข้มงวดให้แก่ผู้นำและทีมเศรษฐกิจของรัสเซีย พวกเขามองว่า การที่เงินรูเบิลด้อยค่าจนกลายเป็นเศษกระดาษ เกิดจากการที่รัสเซียพึ่งพาระบบเงินกระดาษ (Fiat Money) และสภาพคล่องจากต่างชาติมากเกินไป โดยไม่มี "สินทรัพย์ที่มั่นคงและจับต้องได้" มาค้ำประกันเหมือนในอดีต ในปี 2004 รัฐบาลรัสเซียจึงตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพ (Stabilization Fund) ขึ้นมา โดยมีกฎเหล็กว่า รายได้จากการส่งออกน้ำมันที่เกินกว่า 27 เหรียญต่อบาร์เรล จะต้องไม่ถูกนำมาใช้จ่ายในงบประมาณประจำ แต่ให้นำไปสะสมเป็นทุนสำรอง และตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา ส่วนหนึ่งของกองทุนดังกล่าวได้ถูกนำไปซื้อทองคำ พร้อมประกาศสถานะการถือครองทองคำของธนาคารกลาง ให้ประชาชนรับทราบทุกเดือน เพื่อให้ทองคำเป็น "สมอเรือ" (Anchor) ค้ำประกันมูลค่าเงินรูเบิล เป็นการสร้างศรัทธาให้แก่ประชาชนและนักลงทุนว่า รูเบิลทุกใบมีทองจริงค้ำอยู่เบื้องหลัง
บทพิสูจน์สมอเรือทองคำของรัสเซีย เกิดขึ้นในปี 2008 เมื่อราคาน้ำมันดิบลดลงจาก 140 เหรียญ เหลือเพียง 32 เหรียญ ภายใน 4 เดือน ทำให้รายได้หลักหายไปกว่า 70% ขณะที่เหตุการณ์ เลห์แมน บราเธอร์ส บริษัทวาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่ของโลกล้มละลาย ก็ส่งผลให้เกิดวิกฤตการเงินลามไปทั่วโลก นักลงทุนต่างชาติแห่ถอนเงินจากรัสเซีย 130,000 ล้านเหรียญ เพื่อลดความเสี่ยง ในไตรมาสเดียว
และแม้สงครามกับจอร์เจียจะไม่ทำให้รัสเซียถูกชาติตะวันตกคว่ำบาตร แต่ตลาดหุ้นรัสเซียกลับร่วงลงไป 76% เงินรูเบิลโดนโจมตีอย่างหนัก คนรัสเซียแห่ไปธนาคารแลกเงินต่างชาติมาเก็บไว้ เพราะกลัววิกฤตปี 1998 จะกลับมา
รัฐบาลรัสเซียต้องนำเงินจากกองทุนรักษาเสถียรภาพไปพยุงค่าเงินรูเบิล และปล่อยกู้ธนาคารในประเทศเพื่อไม่ให้ล้มละลาย พร้อมกันนี้ยังประกาศว่า ทุนสำรองระหว่างประเทศของรัสเซียยังมีทองคำอีก 550 ตัน มูลค่า 18,000 ล้านเหรียญ และรัฐบาลพร้อมจะเพิ่มสัดส่วนทองคำ ซึ่งช่วยหยุดความตื่นตระหนกของตลาดการเงิน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนเป็นผลสำเร็จ
จากสมอเรือสู่ป้อมปราการทองคำ
วิกฤตปี 2008 ทำให้รัสเซียตระหนักว่า กองทุนรักษาเสถียรภาพไม่ว่าจะมหาศาลขนาดไหน อาจหมดได้ในพริบตา ถ้าเกิดวิกฤตใหญ่กว่านี้ แต่ทองคำในคลังสำรองราคาขึ้นจาก 800 เหรียญ เป็น 1,000 เหรียญ เป็นการยืนยันความถูกต้อง" (Validation) ของกระบวนทัศน์เรื่อง สมอทองคำเพื่อเสถียรภาพของค่าเงิน รัฐบาลรัสเซียจึงหันมาสะสมทองคำอย่างต่อเนื่องปีละ 150-200 ตัน
เมื่อรัสเซียผนวกดินแดนไครเมีย ในปี 2014 ชาติตะวันตกขึ้นบัญชีดำและอายัดทรัพย์บุคคลใกล้ชิดประธานาธิบดีปูติน 45 คน พร้อมห้ามธนาคารรัสเซียกู้เงินระยะยาวในตลาดตะวันตก รัสเซียจึงเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ทิ้ง แล้วนำเงินไปซื้อเงินหยวนและทองคำเข้าคลังรัฐ เพื่อยกระดับการสะสมทองคำ จากการเป็นเพียงสมอเรือพยุงค่าเงิน สู่การเป็น "ป้อมปราการ" (Fortress Russia) ปกป้องเศรษฐกิจของรัสเซีย พร้อมกันนี้ ได้ออกกฎหมายบังคับให้เหมืองทองในรัสเซียห้ามขายทองออกนอกประเทศ ถ้าธนาคารกลางยังไม่ซื้อก่อน โดยธนาคารกลางจะรับซื้อทองทั้งหมดในราคาตลาดโลก แบบปลอดภาษี จนคลังทองคำพุ่งทะยานสู่ 2,300 ตัน ก่อนความขัดแย้งกับยูเครนจะปะทุในปี 2022
อุปทานที่ไม่มีวันเหือดแห้ง
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้รัสเซียสามารถสะสมทองคำได้โดยไม่มีสะดุดก็คือ การอาศัยประโยชน์จากการเป็นผู้ผลิตทองคำอันดับต้นๆ ของโลก ทำให้มีอุปทานเพียงพอและต่อเนื่อง แม้ว่าจะถูกคว่ำบาตรจากตลาดทองคำลอนดอนและนิวยอร์ก โดยห่วงโซ่อุปทานการผลิตทองคำของรัสเซียเป็นแบบ "ทุนนิยมโดยรัฐ" (State Capitalism) ที่ภาคการขุดเจาะรัฐบาลปล่อยให้บริษัทเอกชนเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงและต้นทุนในการขุดทองคำ จากนั้นทองคำดิบทั้งหมดต้องส่งเข้าโรงหลอมที่ถือหุ้นโดยรัฐบาล และถูกควบคุมอย่างเข้มงวด เพื่อสกัดเป็นทองแท่งมาตรฐานบริสุทธิ์ 99.99%
จากนั้นธนาคารกลางรัสเซีย และหน่วยงานอื่นๆ จะใช้สิทธิตามกฎหมายยุทธศาสตร์ ในการรับซื้อทองคำแท่งเหล่านั้นเข้าคลังของรัฐเป็นอันดับแรก โดยชำระค่าทองเป็น "เงินรูเบิล" ทำให้ทองคำแท่งทั้งหมดถูกดึงเข้าสู่คลัง โดยที่เงินทุนไม่เคยไหลออกนอกประเทศ ขณะที่ภาคเอกชนก็ยินดีที่จะขายให้รัฐบาล เพราะไม่ต้องไปถูกกดราคาขายในตลาดต่างประเทศ เนื่องจากทองคำรัสเซียโดนคว่ำบาตรจากตะวันตก อุปทานทองคำจึงมีมากพอไม่มีวันเหือดแห้ง ตราบที่รัฐบาลรัสเซียยังมีเงินที่จะซื้อ
ไพ่ตายทางเศรษฐกิจ
ในสภาวะที่ถูกตัดขาดจากระบบการเงินโลก ทองคำแท่งในคลังของรัสเซีย ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงสินทรัพย์ที่จมอยู่ในบัญชี แต่ทำหน้าที่เป็น "ไพ่ตาย" (Trump Card) ผ่านกลไกทางเศรษฐศาสตร์ได้แก่
สร้างเสถียรภาพค่าเงิน (The Gold-Backed Stabilization)
ในเดือนมีนาคม 2022 เมื่อเงินรูเบิลดิ่งเหวอย่างรุนแรง ธนาคารกลางรัสเซียได้บังคับใช้มาตรการ "Temporary Gold Peg" โดยการประกาศรับซื้อทองคำจากธนาคารพาณิชย์ในประเทศที่ราคาคงที่ 5,000 รูเบิลต่อกรัม มาตรการนี้ เป็นการสร้างเพดานรองรับค่าเงิน โดยการผูกมูลค่าของเงินรูเบิลเข้ากับราคาทองคำในตลาดโลกทางอ้อม เมื่อราคาทองคำโลกขยับสูงขึ้น กลไกตลาดอาร์บิทราจ (Arbitrage) บังคับให้เงินรูเบิลต้องแข็งค่าขึ้นตาม ส่งผลให้เงินรูเบิลฟื้นตัวจากการอ่อนค่าได้อย่างรวดเร็วและสร้างความเชื่อมั่นในระบบธนาคารพาณิชย์ภายในประเทศ
เป็นสินทรัพย์สภาพคล่องที่ปราศจากความเสี่ยงในการถูกอายัด
สินทรัพย์ทางการเงินในระบบดิจิทัลทั้งหมดล้วนมีความเสี่ยงจากการถูกอายัด หรือระงับการทำธุรกรรมโดยสถาบันการเงินที่เป็นผู้ดูแลระบบ (Custodian) ทว่า ทองคำแท่งบริสุทธิ์กว่า 2,300 ตัน (ซึ่งมีมูลค่าทางบัญชีพุ่งทะลุ 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ที่เก็บรักษาไว้ในอุโมงค์นิรภัยที่มอสโกและเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเป็น "สินทรัพย์ทางกายภาพ อนาล็อก" ที่ปลอดความเสี่ยงนี้อย่างสิ้นเชิง รัสเซียสามารถใช้ทองคำเหล่านี้ค้ำประกันสินเชื่อข้ามชาติ หรือชำระค่าสินค้ายุทธศาสตร์ กับประเทศพันธมิตรที่ไม่ร่วมวงคว่ำบาตรได้โดยตรง
สร้างการหมุนเวียนเศรษฐกิจภายในประเทศ
การที่รัฐบาลซื้อทองคำด้วยเงินรูเบิล ก่อให้เกิดวัฏจักรเศรษฐกิจปิด (Closed-Loop Economy) ภายในประเทศ ช่วยรักษาระดับการจ้างงานและแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจในธุรกิจเหมืองทองคำ ในขณะเดียวกัน รัฐก็ได้สินทรัพย์ที่มีมูลค่าสากลอย่างทองคำแท่งกลับคืนมาเก็บไว้ในคลัง เป็นการเปลี่ยนเงินกระดาษในประเทศให้กลายเป็นสินทรัพย์หนุนหลังที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น การที่เศรษฐกิจรัสเซียสามารถทนทานต่อแรงกระแทกจากมรสุมแซงก์ชันที่หนักหน่วงที่สุดในประวัติศาสตร์ได้ จึงเป็นผลลัพธ์จากการมี "คลังทองคำ" ที่รัฐบาลได้เริ่มสร้างเอาไว้เพื่อฟื้นฟูค่าเงินรูเบิล หาได้สร้างขึ้นจากความต้องการทำสงครามกับชาติตะวันตกอย่างที่เข้าใจผิดกัน ซึ่งในท้ายที่สุดคลังทองคำนี้ได้วิวัฒนาการมาเป็นปราการคุ้มกันอธิปไตยทางการเงิน ช่วยให้เศรษฐกิจรัสเซียยืนหยัดอยู่ได้อย่างแข็งแกร่งในปัจจุบัน


