เปิดฉากสัปดาห์นี้...คงต้องขออนุญาตแวบไปดูเรื่อง “หนี้สิน” ของประเทศคุณพ่ออเมริกาเขาไว้หน่อย!!! เพราะไม่ใช่แค่ความมากมายมหาศาลอันแสดงให้เห็นเป็นจำนวน “ตัวเลข” เท่านั้น ที่สร้างความน่าขนหัวลุก ขนคอตั้งให้กับใครก็ตามไม่ว่าที่อยากเป็นหนี้-หรือไม่อยากเป็นหนี้ แต่เอาไป-เอามาแล้ว...มันยังก่อให้เกิด “แนวคิด” และเกิด “อารมณ์-ความรู้สึก” ที่อาจส่งผลให้ “America Dead Again” แทนที่จะ “Great Again” อย่างที่ผู้นำทางการเมืองเช่น “ทรัมป์บ้า” พยายามหยิบมาใช้โฆษณา หาเสียง จนได้ขึ้นชั้นเป็นประธานาธิบดีตราบเท่าทุกวันนี้...
คือถ้าว่ากันตามตัวเลขที่หน่วยงานด้านหนี้สินแห่งชาติ หรือ “The National Debt of the United States” เขาเพิ่งออกมาสรุปเมื่อไม่กี่วันมานี้ ว่าเมื่อสิ้นเดือนกรกฎาฯ ที่ผ่านมา จำนวนหนี้สินของประเทศได้เพิ่มขึ้นไปอีกราวๆ 500,000 ล้านดอลลาร์ หรือส่งผลให้จำนวนหนี้โดยรวมทั้งหมด ใกล้ๆ จะปาเข้าไประดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์ในอีกไม่ใกล้-ไม่ไกล หรืออยู่ที่ 39.913 ล้านล้านดอลลาร์ไปแล้วในทุกวันนี้ และก็คงอีกไม่นานเกินรอ...ถ้าว่ากันตามการประเมินของสภาคองเกรสสหรัฐฯ เอง น่าจะไม่เกินช่วงต้นปีหน้าหรือปี ค.ศ.2027 ปริมาณหนี้สินประเทศอเมริกาก็น่าจะอยู่ที่ราวๆ 41.3 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วนอีกสี่ซ้า-ห้าปีนับจากนั้น คือปี ค.ศ.2033 ตัวเลขหนี้สินอเมริกาที่ทะลุเพดาน ทะลุหลังคาไปนานแล้ว ก็น่าจะพุ่งไปถึงอวกาศ คืออยู่ที่ราวๆ 50 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วนจากนั้นอีก3 ปีหรือปี ค.ศ.2036 ก็อาจเลยไปจากกาแลกซีทางช้างเผือก คือปาเข้าไปประมาณ 56.2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือไปไม่กลับ-หลับไม่ตื่น-ฟื้นไม่มี...กุศลาธัมมา อกุศลาธัมมา อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธ!!!
เพราะระดับ50 กว่าล้านล้านดอลลาร์นั้น...ต้องเรียกว่า ถึงจะย้อนกลับไปเริ่มต้นใช้หนี้ตั้งแต่ยุค “พระเยซู” เกิด แต่ยังไงๆ...ทุกวันนี้น่าจะยังใช้หนี้ไม่หมดอยู่แล้วแน่ๆ หรือถ้าลองเทียบกับงบประมาณประเทศเล็กๆ อย่างประเทศไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮา ที่เพิ่มขึ้นไปถึงราวๆ3-4 ล้านล้านบาทไปแล้วในทุกวันนี้ อาจต้องใช้งบประมาณประเทศไทยทั้งประเทศตลอดทั้งปี จำนวนนับร้อยๆ ปีเอาเลยก็ว่าได้ ถึงจะพอเอาไปใช้หนี้แทนอเมริกาให้บรรเทาเบาบางลงมาได้มั่ง ดังนั้น...การที่ต้องเจอกับตัวเลขหนี้สินระดับนี้ ขณะที่ตัวเองดำรงสถานะเป็นมหาอำนาจสูงสุดทางการเมือง-เศรษฐกิจ จะไปงัดคำขวัญ สโลแกน ของมหาเศรษฐีหมื่นล้านชาวไทย อย่างคุณ “สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง” ที่ว่า “ไม่มี-ไม่หนี-ไม่จ่าย” มาโฆษณาหาเสียง มันคงแทบเป็นไปไม่ได้ มีแต่ต้อง “เสื่อม” ต้อง “ทรุด” ต้องหมดสภาพความเป็น “มหาอำนาจอันดับหนึ่ง” ของโลก ในอีกไม่ช้า-ไม่นาน นั่นแหละทั่น!!!
แต่สิ่งที่น่าสนใจ น่าคิด น่าสะกิดใจ ยิ่งไปกว่านั้นก็คือว่า...ด้วยความเสื่อม ความทรุด อันเนื่องมาจากปัญหาหนี้สินที่ใช้ยังไงก็ใช้ไม่หมด หรือที่แก้ยังไงก็แก้ไขแทบไม่ได้ อันนี้นี่แหละ...ที่กำลังทำให้บรรดาอเมริกันชนจำนวนไม่น้อยเริ่มหันมามองประเทศตัวเองในแบบ “สุดติ่ง” หรือ “สุดขั้ว” ยิ่งเข้าไปทุกที คือไม่ใช่แค่คิดจะหันไปหา “ทางเลือก” แบบการคิดจะตั้ง “พรรคการเมืองที่3” แบบอดีตพิธีกรรายการข่าว “Fox News” อย่าง “นายTucker Carlson” หรือแบบบรรดาอดีตสาวก “MAGA” ทั้งหลาย ที่เคยหลงลม หลงเชื่อ คำขวัญว่าด้วยการทำให้ “America Great Again” ของ “ทรัมป์บ้า” เท่านั้น แต่กลับเริ่มแสดงอาการสุดติ่ง สุดขั้ว อยู่ภายในพรรคการเมืองพรรคหลักของอเมริกาเอง นั่นคือ “พรรคเดโมแครต”หรือได้เกิดกลุ่มการเมืองภายในพรรคดังกล่าว ที่รู้จักกันในนามพวก “Democratic Socialists of America” ที่ถูกเรียก หรือถูกกล่าวหา ว่าเป็นพวก “Radical Leftist” หรือพวก “ฝ่ายซ้ายหัวรุนแรง” ซึ่งต้องการจะ “พลิกฟ้า-คว่ำดิน” หรือต้องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางการเมือง-เศรษฐกิจของอเมริกา แบบชนิดจาก “หลังตีน”เป็น “หน้ามือ” ให้จงได้!!!
นี่..อันนี้นี่แหละ ที่น่าคิด น่าสะกิดใจ มิใช่น้อย เพราะบรรดาพวกที่ถูกกล่าวหาว่า “หัวรุนแรง” ในพรรคเดโมแครตเหล่านี้ นับวันจะเติบโต เติบใหญ่ นับวันจะได้รับการยอมรับจากบรรดาอเมริกันชน โดยเฉพาะบรรดา “คนรุ่นใหม่”อย่างชนิดมาแรงแซงโค้งยิ่งเข้าไปทุกที ไม่ว่าผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก อย่าง “นายZohran Mamdani” หรือผู้สมัครชิงตำแหน่งตัวแทนพรรคเดโมแครตแห่งรัฐมิชิแกน อย่าง “นายAbdulrahman Mohamed El-Sayed” ที่สามารถเอาชนะคู่แข่งได้แบบทิ้งขาด ไม่เห็นฝุ่น ไม่เห็นหาง แม้โดนสกัดกั้น ล้างผลาญ ทำลาย โดยองค์กรชาวยิวในอเมริกาอย่าง “AIPAC” (American-Israel Public Affairs Committee) เพียงใดก็ตาม ด้วยเหตุเพราะดันไปแสดงออกถึงการต่อต้านรัฐบาลอิสราเอลและการไม่เห็นด้วยกับสงครามอิหร่าน อันไม่ต่างไปจากบรรดานักการเมืองพรรคนี้อีกหลายต่อหลายราย...
คือถึงแม้บรรดานักการเมืองเหล่านี้จะถูกกล่าวหาว่าเป็นพวก “หัวรุนแรง” เพราะความเป็น “สังคมนิยม” หรือเพราะความสนอกสนใจต่อสิ่งที่แตกต่างไปจาก “ทุนนิยมเสรี” อันเป็นกระแสหลักของแนวคิดทางเศรษฐกิจในอเมริกามาโดยตลอด แต่ความไม่เห็นด้วยต่อ “ทุนนิยมเสรี”ของนักการเมืองเหล่านี้ มันอาจไม่ได้เกิดความหลงใหล คลั่งไคล้ ต่อรายละเอียดในด้าน “แนวคิด-ทฤษฎี” ของลัทธิสังคมนิยมไปซะทั้งหมด หรืออาจต่างไปจากนักสังคมนิยมผู้ชราแห่งพรรคเดโมแครต อย่าง “นายBernie Sanders” อยู่มั่งไม่มาก-ก็น้อย เพราะมันอาจปนไปด้วยความจงเกลียด จงชัง ที่มีต่อผู้ซึ่งอาศัยระบบทุนนิยมเสรีในอเมริกาตักตวงผลประโยชน์เข้าพก เข้าห่อของตัวเอง จนอเมริกาใกล้เจ๊งเต็มที รวมทั้งยังเป็นผู้สนับสนุน ส่งเสริม ให้เกิดการเข่นฆ่า ล้างผลาญ บรรดาชาวมุสลิมในดินแดนปาเลสไตน์ นั่นก็คือ...บรรดา “นักธุรกิจชาวยิว”ทั้งหลายนั่นเอง!!!
จนบางครั้ง-บางครา...บรรดาพวกฝ่ายซ้ายและสังคมนิยมในพรรคเดโมแครตเหล่านี้ ถูกเรียกขานในนามพวก “Islamic Activist” เอาเลยก็มี ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก อย่าง “Zohran Mamdani” ตัวแทนผู้สมัครแห่งรัฐมิชิแกน อย่าง “Mohamed El-Sayed” ไปจนถึง “Alexandra Ocasio-Cortez”, “Ilham Omar”, “Ayanna Presley”, “Rashida Tlaib” ฯลฯ ที่ต่างพร้อมด่าเช็ด ด่าตะเม็ด ต่อบรรดาพวก “นักธุรกิจชาวยิว” ไม่ว่าในฐานะผู้ที่อาศัยระบบ “ทุนนิยมเสรี” ขูดรีด เอารัด-เอาเปรียบชาวอเมริกันมาโดยตลอด หรือในฐานะผู้ที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาลอเมริกันทุกยุค ทุกสมัย ไปจนผู้ที่พยายามชักลาก ชังจูง รัฐบาลอเมริกัน รวมทั้งรัฐบาลเสรีนิยมทั่วทั้งยุโรป ให้หันมาตอบสนองต่อความปรารถนาและต้องการของประเทศอิสราเอล แม้จะสวนทางกับความต้องการของประชาชนในประเทศตัวเองแบบคนละเรื่อง-คนละม้วน ก็ตามที...
ความเป็น “สังคมนิยม” ของบรรดานักการเมืองเหล่านี้กับความเกลียดยิว กลัวยิว จึงกลายเป็น “คนละเรื่องเดียวกัน” อย่างมิอาจปฏิเสธได้ หรือทำให้ความคิดที่จะปฏิรูปทุนนิยม ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจให้หมดหนี้-หมดสิน สร้างระบบสาธารณสุขขึ้นมาใหม่ มุ่งรักษาสิ่งแวดล้อม หรือต้องการนำพาสังคมอเมริกันให้พ้นไปจากระบบทุนนิยม ฯลฯ อะไรต่อมิอะไรเหล่านี้...มันเลย “เข้ากันได้” กับความเกลียดยิว กลัวยิว ที่กำลังมาแรงแซงโค้ง ไม่ว่าในสังคมอเมริกัน หรือสังคมยุโรป ที่ต่างก็ถูกบรรดานักธุรกิจชาวยิว หรือที่เรียกกันว่าพวก “อีลีทโลก” พยายามจูงหู จูงหาง จูงนางเข้าห้องมาโดยตลอด โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลและกองทัพอิสราเอลได้แสดงให้เห็นถึงความเหี้ยมโหดอำมหิต ผิดมนุษย์มนา อย่างเป็นที่ประจักษ์แจ้งชัดเจน ด้วยการ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”ไม่เว้นแม้แต่เด็ก ผู้หญิง คนชรา ในดินแดนปาเลสไตน์ เลบานอน หรือการทำสงครามกับอิหร่าน ฯลฯ...
โดยเฉพาะบรรดาอเมริกันชนที่เป็น “คนรุ่นใหม่” ทั้งหลาย...จะด้วยความเกลียดยิว หรือความรู้สึกว่าเศรษฐกิจตกสะเก็ด เงินเฟ้อ รายจ่ายไม่พอกับรายได้ ว่างงาน แถมหนี้สินประเทศท่วมหู ท่วมหาง แทบไม่มีทางชดใช้ใดๆ ได้เลย ฯลฯ อะไรต่อมิอะไรเหล่านี้นี่เอง...ที่ทำให้บรรดาคนรุ่นใหม่ชาวอเมริกันถึง39 เปอร์เซ็นต์หันมามี “ทัศนะในแง่บวก” ต่อ “สังคมนิยม”อันนี้...ถ้าว่ากันตามผลสำรวจความคิดเห็นของ “Gallup Poll” เมื่อปีที่แล้ว หรือทำให้พวกที่ไม่ว่าจะถูกเรียกว่า “Democratic Socialist of America”หรือ “Radical Leftist”หรือ “Islamist Activist” แห่งพรรคเดโมแครต จึงกลายเป็นผู้ที่กำลังมีบทบาท อำนาจ ในแวดวงการเมืองอเมริกา ยิ่งเข้าไปทุกที...
และก็แน่นอนนั่นแหละว่า...การเติบใหญ่ เติบโต ของบรรดานักการเมืองเหล่านี้ จึงถูกพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามหรือพรรครัฐบาลปัจจุบันอย่างพรรครีพับลิกัน ภายใต้การนำของ “ทรัมป์บ้า” นำไปโจมตี กล่าวหาว่าพวกสังคมนิยมในพรรคเดโมแครต ก็คือ “คอมมิวนิสต์” เราดีๆ นี่เอง จนผู้อาวุโสในพรรคเดโมแครตอย่าง “นางHillary Clinton” ต้องออกมาเตือนพวกคนรุ่นใหม่ไฟแรงทั้งหลายว่า “กำลังเล่นกับไฟ”เอาเลยถึงขั้นนั้น แต่ก็นั่นแหละ...ตราบใดที่ความรู้สึกเกลียดยิว กลัวยิว ในสังคมอเมริกันหรือสังคมโลก ยังไม่บรรเทาเบาบางลงไปได้ง่ายๆ ความเหี้ยมโหดอำมหิต ในการเข่นฆ่ามนุษย์ตาดำๆ กับความเอารัด-เอาเปรียบทางเศรษฐกิจ โดยอาศัยระบบ “ทุนนิยมเสรี” เป็นเครื่องมือของบรรดา “นักธุรกิจชาวยิว” ทั้งหลาย มันจึงกลายเป็น “คนละเรื่องเดียวกัน” ไปจนได้!!! และนั่นเองที่ทำให้ความพยายามนำพาสังคมอเมริกันไปสู่ “ยุคหลังทุนนิยม” (Post-Capitalist Society) ของบรรดาพวกฝ่ายซ้ายในพรรคเดโมแครตเหล่านี้ ย่อมยิ่งกลายเป็นตัวเร่งเร้าให้เกิดความแตกหักแตกแยก แตกสลาย อันอาจนำมาซึ่ง “ความล่มสลาย” ของสังคมอเมริกัน ยิ่งขึ้นไปเท่านั้น...


