เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ภาคีราชบัณฑิต
ถ้าอ่านประวัติศาสตร์หรือตำราตะวันตกแบบผิวเผิน เรามักจะคุ้นชินกับวาทกรรมที่ว่า กฎแห่งธรรมชาติคือการห้ำหั่น ดาร์วิถูกบิดเบือนให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความป่าเถื่อน Survival of the Fittest ถูกแปลไทยง่ายๆ ว่าปลาใหญ่กินปลาเล็ก ใครที่เห็นแก่ตัวก่อน หรือ มากกว่า คือผู้ชนะ แต่นี่คือความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างยิ่ง และเป็นอคติทางความคิดที่ทำให้มองธรรมชาติผ่านเลนส์ที่แคบเกินไป
หากมองด้วยสายตาทางวิชาการที่ลึกซึ้งผ่านศาสตร์ที่ว่าด้วยวิวัฒนาการของชีวิต และงานล่าสุดทางประ สาทวิทยา ความจริงที่ปรากฏกลับตาลปัตรไปจากความเชื่อเดิมอย่างสิ้นเชิง
กล่าวคือ ธรรมชาติไม่ได้ขับเคลื่อนไปด้วยความเห็นแก่ตัว แต่วิวัฒนาการได้พิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า "ความเกื้อกูล" และ "การเสียสละเพื่อส่วนรวม" ต่างหาก คือกุญแจสำคัญที่ทำให้สิ่งมีชีวิตรอดมาได้จนถึงปัจจุบัน
ความเข้าใจผิดเรื่องดาร์วินมักเกิดขึ้นเพราะคนส่วนใหญ่มองข้ามข้อความจริงที่ชาร์ลส์ ดาร์วิน เคยเขียนไว้ในหนังสือ The Descent of Man (1871) ดาร์วินไม่ได้มองว่าความเห็นแก่ตัวคือทางรอด แต่เขาระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ชุมชนใดที่มีสมาชิกมีความเห็นอกเห็นใจกันมากที่สุด มีความพรัก พร้อมในการเสียสละเพื่อพวกพ้องสูงที่สุด ชุมชนนั้นย่อมมีความเจริญรุ่งเรืองและจะเอาชนะกลุ่มอื่นๆ ได้ดีกว่า ดาร์วินชี้ให้เห็นว่าสัญชาตญาณทาง
สังคมและความเห็นอกเห็นใจกันและกัน คือรากฐานที่แท้จริงของศีลธรรมมนุษย์
ในมิติของชีววิทยสมัยใหม่และมานุษยวิทยาเชิงวิวัฒนาการ เอ็ดเวิร์ด โอ. วิลสัน (Edward O. Wilson) นักชีววิทยาชื่อดังผู้ล่วงลับไปแล้ว ได้เสนอทฤษฎีการคัดเลือกกลุ่ม (Group Selection) ซึ่งอธิบายความจริงข้อนี้ได้ลึกซึ้งยิ่ง โดยสรุปไว้ในงานเขียนของเขาอย่างคมคายว่า ในระดับปัจเจกบุคคล คนที่เห็นแก่ตัวมักจะเอาชนะคนอื่นได้เสมอ แต่ในระดับกลุ่ม กลุ่มที่ประกอบด้วยคนเสียสละและไม่เห็นแก่ตัว จะเป็นฝ่ายเอาชนะกลุ่มที่เต็มไปด้วยคนเห็นแก่ตัวได้เสมอ
วิลสันเน้นย้ำว่ามนุษย์มีความขัดแย้งภายในระหว่างยีนที่เห็นแก่ตัวกับยีนที่เสียสละ แต่พลังขับเคลื่อนทางวิวัฒนาการที่ทำให้มนุษย์สร้างอารย ธรรมขึ้นมาได้ คือชัยชนะของความร่วมมือ ไม่ใช่การแก่งแย่ง
ซึ่งทัศนะนี้สอดคล้องกับมุมมองของ เดวิด สโลน วิลสัน (David Sloan Wilson) นักวิทยาศาสตร์ผู้ศึกษาเรื่องวิวัฒนาการของชีวิต ร่วมสมัย ผู้ศึกษาพฤติกรรมมนุษย์และสังคมอย่างถ่องแท้ ได้ยืนยันว่าพฤติกรรมAltruism หรือความไม่เห็นแก่ตัวนั้น ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือกลยุทธ์ในการปรับตัวที่ทรงพลังที่สุดของธรรมชาติ
สโลน และ วิลสันทั้งสองคนชี้ให้เห็นว่า ที่มนุษย์อยู่รอดมาได้หลายหมื่นปีนั้นไม่ได้ดำรงอยู่ด้วยการแข่งขันอย่างไร้ขีดจำกัด แต่ดำรงอยู่ได้ด้วยมิตรภาพ ความร่วมมือ และมีระบบระเบียบที่ออกแบบมาเพื่อควบคุมความเห็นแก่ตัว และส่งเสริมให้ผู้คนเกื้อกูลกัน หากปราศจากซึ่งความรู้สึกนึกคิดเพื่อส่วนรวม เสียแล้ว สังคมมนุษย์จะพังทลายลงในเวลาอันรวดเร็ว
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเราเจาะลึกผ่านเลนส์ของ ประสาทวิทยาศาสตร์เชิงปัญญา (Cognitive Neuroscience) เราจะพบว่า ร่างกาย และสมองของเราถูก "โปรแกรม" มาให้เอื้ออาทรต่อผู้อื่นตั้งแต่ระดับฮาร์ดแวร์ คือ สมองของมนุษย์มีโครงสร้างที่เรียกว่า เซลล์ประสาทกระจกเงา (Mirror Neurons) ซึ่งทำหน้าที่จำลองความเจ็บปวดและความรู้สึกของผู้อื่นขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ทำให้เราสะท้อนความรู้สึกของกันและกันได้ผ่านกลไกทางชีววิทยาด้วย
นอกจากนี้ ระบบการให้รางวัลในสมอง (Reward System) โดยเฉพาะสมองส่วนพรีฟรอนทัลคอร์เทกซ์ ยังตอบสนองต่อการทำความดีด้วยการหลั่งสารแห่งความสุข เช่น โดปามีน ออกซิโทซิน และเอนดอร์ฟิน ออกมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อเราแบ่งปันหรือช่วยเหลือผู้อื่น สมองจะให้รางวัลเราด้วยการให้ความอิ่มเอมใจ กล่าวอีกนัยหนึ้่ง ธรรมชาติได้ออกแบบโครงสร้างสมองให้เรามีความสุขเมื่อเราไม่เห็นแก่ตัว และในทางกลับกัน ความเห็นแก่ตัวและความโลภกลับเป็นสิ่งที่สร้างความเครียดและทำลายสมองในระยะยาว
เมื่อเรานำจิ๊กซอว์เหล่านี้ต่อเข้าด้วยและรวมเข้ากับถ้อยคำดาร์วินที่กล่าวมาข้างต้น รวมกับทฤษฎของ ดร. วิลสันทั้งสองคน และหลักฐานจากประสาทวิทยาศาสตร์ ด้วย ภาพรวมที่ปรากฏออกมาจึงเห็นชัดเจนว่า "ธรรมะ" ไม่ใช่สิ่งนามธรรมที่มนุษย์เราสร้างขึ้นเพื่อกดขี่บังคับตนเองให้ตกอยู่ในกรอบอันน่าเบื่อหน่าย แต่มันคือสัจธรรมที่ช่างสอดคล้องกับกฎสูงสุดของธรรมชาติและโครงสร้างทางชีว วิทยา
เมื่อใด ที่เราเลือกที่จะโอบอ้อมอารี เสียสละ และเกื้อกูลต่อเพื่อนมนุษย์ เราไม่ได้กำลังทำตัวเป็นคนดีตามอุดมคติที่ลอยอยู่และห่างไกลความเป็นจริง แต่เรากำลังทำอะไรที่สอดคล้อง หลอมรวม และยาตราไปพร้อมกับกระแสวิวัฒนาการ ถึงที่สุดแล้ว ธรรมชาติไม่ได้อยู่ข้างคนเห็นแก่ตัว ตรงกันข้ามความไม่เห็นแก่ตัวต่างหาก ที่เป็น "ผู้ชนะ" ตัวจริงในประวัติศาสตร์ของชีวิตบนโลกใบนี้


