xs
xsm
sm
md
lg

อนุทินกับกำแพงแห่งความโอหัง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: สุรวิชช์ วีรวรรณ



คำพูดของอนุทิน ชาญวีรกูล ที่โพสต์ข้อความปริศนาว่า “วิ่งหัวชนกำแพงทุกวัน แต่กำแพงก็ยังสูงขึ้น หนาขึ้น ถ้ายังคงวิ่งชนอยู่มันก็เจ็บหัวอีก” แม้จะมีคนบอกว่า นัยของอนุทินหมายถึงการตอบโต้ศิริกัญญา ตันสกุล ที่พูดว่า “สู้กับกำแพงเอาอย่างไรก็เอามันไม่ลง แล้วก็ตอบประชาชนไม่ได้ว่าทำไมทำไม่สำเร็จ”
 
ทำให้ต้องคิดว่า “กำแพง” ในความหมายของอนุทินและศิริกัญญานั้นมีความหมายเดียวกันหรือไม่
 
แน่นอนเรารู้ว่า พรรคประชาชนกำลังท้าทายต่อระบอบและอุดมการณ์ของรัฐ เป้าหมายที่ไม่ซ่อนเร้นของพวกเขาคือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของรัฐ พวกเขาสนับสนุนการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ และพรรคก้าวไกลซึ่งเป็นพรรคก่อนหน้าพรรคประชาชน เคยเสนอให้แก้ไขมาตรา 112 โดยลดอัตราโทษ เปลี่ยนหลักเกณฑ์การร้องทุกข์และเพิ่มข้อยกเว้น จนต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการผลักดันแก้ไขมาตรา 112 และมีมติให้ยุบพรรคก้าวไกล
 
แม้ว่าวันนี้พรรคประชาชนจะพยายามลดท่าทีที่แข็งกร้าวต่อสถาบันลง แต่ก็รู้ว่า เบื้องหลังของพรรคนั้นยังมีธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และกลุ่มคนที่ถูกมองว่าเป็นเสมือนโปลิตบูโรของพรรคคอยกำกับแนวทางอยู่เบื้องหลัง ขณะที่ผู้บริหารพรรคในปัจจุบันถูกตั้งคำถามว่า มีอำนาจกำหนดทิศทางของพรรคอย่างแท้จริงแค่ไหน จึงยังเชื่อไม่ได้ง่ายๆ ว่าพรรคส้มจะลดท่าทีที่แข็งกร้าวต่อสถาบันลงจริง
 
ใช่หรือไม่นะว่านี่คือกำแพงที่ศิริกัญญาพูดด้วยความท้อถอย
 
ส่วนกำแพงของอนุทินนั้น ผมเชื่อว่าเกิดจากความอหังการและเชื่อมั่นว่าตัวเองมีอำนาจที่เหนือกว่าหนุนหลัง แม้ว่าความจริงแล้วพรรคการเมืองจะอยู่ได้ด้วยประชาชน กำแพงของนักการเมืองย่อมต้องหมายถึงพลังของประชาชน แต่อนุทินจับได้ว่า ความหมายของกำแพงที่ศิริกัญญาบ่นท้อนั้นคืออะไร เขาจึงหยิบฉวยกำแพงนั้นมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองของตัวเอง เพื่อตอบโต้ทางการเมืองและประกาศศักดาของเขา
 
พรรคสีน้ำเงินนั้นพยายามสร้างภาพว่า เป็นพรรคที่ปกป้องสถาบันกษัตริย์ มีความจงรักภักดี และพยายามทำให้สังคมเชื่อว่า พวกเขาได้รับอาณัติในการเข้ามาบริหารประเทศที่มีความหมายมากกว่าชัยชนะที่มาจากการเลือกตั้ง พวกเขายังทำให้เชื่อว่า ได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นนำในสังคมไทย และจากอำนาจซ่อนเร้นที่เรียกกันว่า Deep State
 
ด้านหนึ่งกำแพงของพรรคส้มที่พวกเขามีเป้าหมายที่จะพุ่งชนนั้น พวกเขาคงยากที่จะสั่นคลอน และต้องพ่ายแพ้ท้อถอยไปในที่สุด แต่อีกด้านกำแพงในความหมายของอนุทินก็เป็นการหยิบฉวยมาเพื่อป้องกันอำนาจของตัวเอง เพื่อให้สังคมเข้าใจว่า พวกเขามีแรงหนุนที่ทรงพลังจนยากจะสั่นคลอน
 
ทั้งที่แท้จริงแล้วความมั่นคงและเสถียรภาพของรัฐบาลอนุทินไม่ได้อยู่ที่กำแพงที่พวกเขาพยายามสร้างให้เห็นว่านี่คือปราการที่แข็งแกร่งของรัฐบาลชุดนี้ แต่อยู่ที่สนิมภายในของพรรคเอง ความสามารถในการบริหารประเทศ วิสัยทัศน์ และความโปร่งใสของอนุทินต่างหากที่จะบอกว่า รัฐบาลอนุทินมีความแข็งแกร่งหรือไม่ ไม่ใช่กำแพงที่แข็งแรงขึ้นและสูงขึ้น
 
คำถามสำคัญคือ รัฐบาลอนุทินทำให้ประชาชนกินดีอยู่ดีได้ไหม การทำให้ประชาชนร้องว่า “รวยไม่ไหวแล้วโว้ย” เป็นแค่ลีลาในการหาเสียง หรือเป็นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน และรัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะนำพาประชาชนไปสู่เป้าหมายนั้นจริงหรือไม่
 
การพิสูจน์ว่ารัฐบาลชุดนี้มีความรู้ความสามารถนั้นยังไม่พอ แต่ต้องพิสูจน์ด้วยว่าไม่ทุจริตคดโกง ต้องตอบให้ได้ว่า เงินกว่า 1,600 ล้านบาทที่ใช้ทำโครงการ TH-AI Passport ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญทดลองใช้และตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพเมื่อเปรียบเทียบกับ AI ที่เปิดให้ใช้ฟรีนั้น ทำไปเพื่ออะไร นอกเหนือจากข้อกล่าวหาและข้อสงสัยเกี่ยวกับความโปร่งใสในการประมูล
 
นอกจากนั้นกรณีการทุจริตสอบท้องถิ่นที่มีการประเมินมูลค่าความเสียหายประมาณ 4,500 ล้านบาท คนที่ควรรับผิดชอบสูงสุดคือรัฐมนตรีมหาดไทย สุดท้ายแล้วจะเอาผิดคนทุจริตได้เฉพาะระดับข้าราชการ แต่สาวไม่ถึงตัวการใหญ่หรือไม่
 
กรณีของที่ดินเขากระโดง อนุทินในฐานะนายกรัฐมนตรีจะปกป้องผลประโยชน์ของรัฐ หรือคนที่มีอำนาจเหนือพรรค ซึ่งถูกกล่าวหาและเชื่อมโยงกับข้อพิพาทเรื่องการครอบครองที่ดินของการรถไฟฯ ของตระกูลชิดชอบ
 
ยังไม่รวมเรื่องฮั้ว สว.ที่แกนนำพรรคหลายคนถูกกล่าวหาว่า เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการ
 
สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่จะเป็นกำแพงปกป้องรัฐบาลอนุทิน ที่วันนี้เราเห็นรูรั่วเต็มไปหมด ไม่ใช่กำแพงแข็งแกร่งที่สูงขึ้น หนาขึ้น อย่างที่อนุทินพยายามทำให้สังคมเข้าใจด้วยความโอหังมมังการ

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan