xs
xsm
sm
md
lg

เหตุผลกับอารมณ์ของผู้นำ: ขาดอย่างใดไม่ได้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: เอนก​ เหล่าธรรมทัศน์



เอนก​ เหล่าธรรมทัศน์
ภาคีราชบัณฑิต


​เมื่อตั้งคำถามง่ายๆ​ ว่า ระหว่าง "เหตุผล" กับ "อารมณ์และความรู้สึก" สิ่งใดคือสิ่งที่ผู้นำควรเลือก คำตอบแรกที่มักผุดขึ้นมาในใจและได้รับการยก​ย่องในทางทฤษฎีคือ "เหตุผล" เพราะเรามักถูกสอนให้เชื่อว่าการบริหารบ้านเมืองหรือการตัดสินใจที่ดีต้องปราศจากอคติ ตั้งอยู่บนตรรกะ ตัวเลข และข้อมูลที่รอบคอบ

​ทว่า หากเราย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์กทั้งไทยและเทศ ตลอดจนพิจารณาจากรากเหง้าความเป็นมนุษย์ ปรัชญา และองค์ความรู้สมัยใหม่ ความเชื่อเช่นนั้นสวนทางกับความจริงอย่างสิ้นเชิง

​รากเหง้าของมนุษย์- วิวัฒนาการ​-ปรัชญา:

อารมณ์คือผู้เคลื่อนขยับ​ มองย้อนกลับไปในแง่วิวัฒนาการ​ จะพบว่า อารมณ์และความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นมาก่อนเหตุผลอย่างยาวนาน อารมณ์คือกลไกทางธรรมชาติที่สร้างขึ้นเพื่อความอยู่รอดเป็นสัญชาติ​ญาณที่ตอบสนองต่อภัยอันตรายได้อย่างฉับพลัน ขณะที่เหตุผล หรือการคิดเชิงตรรกะ และการวางแผนระยะยาว เพิ่งพัฒนาขึ้นมาในยุคหลังๆ​ ผ่านสมองส่วนหน้าที่ซับซ้อนขึ้น

​ในทางปรัชญา เดวิด ฮูม (David Hume) นักปรัชญาผู้โด่งดังเมื่อกว่าสองร้อยปีมาแล้ว เคยกล่าวไว้อย่างเจ็บแสบและตรงไปตรงมาว่า เหตุผลเป็นและควรเป็นได้แค่ "ทาสของอารมณ์เท่านั้น"

ฮูมชี้ให้เห็นว่ามนุษย์เราไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยตรรกะบริสุทธิ์ ลำพังเหตุผลไม่มีพลังงานมากพอที่จะทำให้เราขยับตัวทำอะไรได้เลย เหตุผลเป็นเสมือนแผนที่หรือเข็มทิศคอยคำนวณเส้นทาง แต่ "อารมณ์และความปรารถนา" ต่างหากที่เป็นน้ำมันและเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนให้เรือเคลื่อนไปข้างหน้า

​ความจริงข้อนี้ได้รับการยืนยันชัดเจนจาก ประสาทวิทยาศาสตร์สมัยปัจจุบัน ที่ค้นพบความจริงอันน่าทึ่งว่า หากมนุษย์สูญเสียหรือถูกตัดขาดสมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์และความรู้สึก​ สมองส่วนเหตุผลและตรรกะจะพลอยใช้การไม่ได้ไปด้วย คนกลุ่มนั้นจะไม่สามารถตัดสินใจเรื่องง่ายๆ ในชีวิตประ จำวันได้เลย เพราะตรรกะอย่างเดียวไร้ซึ่งน้ำหนักในการเลือกคุณค่าหรือทิศทาง

​ความจริงของผู้นำ: จะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้

​เมื่อนำความจริงเหล่านี้มาพิจารณาบทบาทของผู้นำบ้านเมือง จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้นำจะเลือกใช้ "เหตุผลล้วนๆ" เพราะความไร้ชีวิตชีวาและตรรกะที่แห้งแล้งไม่เคยดึงดูดใจหรือสร้างศรัทธาให้ประชาชนได้ ในขณะเดียวกัน ผู้นำจะปล่อยให้ตนเองต้องจมอยู่กับ "อารมณ์​ และความรู้สึกเพียงอย่างเดียว" ก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะจะนำพาชาติบ้านเมืองไปสู่ความล่มจมและความไร้ทิศทาง

​ผู้นำที่แท้จริงจึงต้องประกอบด้วยสองสิ่งนี้ในตัว​ในคราวเดียว​กัน

​พลังใจอันร้อนแรง- ความมุ่งมั่น-และจิตวิญญาณที่ทุ่มเท: สิ่งนี้เป็นเสมือนเชื้อเพลิงที่ทำให้ผู้นำมีความรักชาติ บ้านเมือง​ มีความกระตือรือร้น และมีความกล้าหาญที่จะเผชิญกับอุป​สรรคอันหนักหน่วง เป็นพลังที่เชื่อมโยงหัวใจของผู้คนเข้าด้วยกัน ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาและประชาชนรู้ถึงความจริงใจและอยากเดินหน้าไปด้วยกัน

​อุดมการณ์ หลักการ และคุณธรรม: สิ่งนี้ทำหน้าที่เป็นเข็มทิศและเครื่องกำกับ เพื่อไม่ให้ความมุ่งมั่นอันร้อนรนนั้นแปรเปลี่ยนไปเป็นความลุแก่อำนาจ หรือความลำเอียง หรือความหลงผิด หลักการคือสิ่งที่คอยค้ำจุนการตัดสินใจนั้นให้ตั้งอยู่บนความถูกต้องและความยุติธรรมเพื่อแผ่นดิน

​การฝึกฝนสองฟากฝั่งของผู้นำ: เมื่อเหตุผลบอกให้ "ถอย" แต่จิตวิญญาณสั่งให้ "สู้"

​การเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ หากแต่ต้องผ่านการฝึกฝนและขัดเกลาอย่างหนักหน่วง ทั้งในมิติของ "สมอง (เหตุผลและหลักการ)" และมิติของ "หัวใจ (อารมณ์ความรู้สึกและจิตวิญญาณ)"

​ฝั่งเหตุผล (ศาสตร์แห่งการนำงานและหลักการ): ผู้นำต้องหมั่นศึกษาหาความรู้ ทั้งประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ กฎหมาย และบทเรียนจากอดีต ฝึกคิดเชิงระบบ มองปัญหาให้ทะลุปรุโปร่ง แยกแยะระหว่างอาการกับรากเหง้า และยึดมั่นหลักการความถูกต้อง การฝึกฝนฝั่งนี้ทำให้ผู้นำรู้ว่าต้องทำอะไร และทำอย่างไรจึงจะถูกต้องตามหลักการ

​ฝั่งอารมณ์และจิตวิญญาณ (พลังแห่งความใฝ่ฝันและแรงดลใจ): ผู้นำต้องบ่มเพาะอุดมการณ์และความใฝ่ฝันอันยิ่งใหญ่สำหรับบ้านเมือง ฝึกความเข้มแข็งทางจิตใจให้ทนทานต่อเสียงวิจารณ์ และจุดประกายไฟแห่งความทุ่มเทให้ลุกโชน การฝึกฝนฝั่งนี้ทำให้ผู้นำมีพลัง มีเสน่ห์ และมีความกล้าหาญที่จะเดินหน้าต่อในวันที่มืดมนที่สุด

​นี่คือจุดตัดสำคัญที่อธิบายว่า เหตุใดผู้นำระดับประวัติศาสตร์หลายคนจึงสามารถสร้างปาฏิหาริย์พลิกสถานการณ์จากความพ่ายแพ้มาเป็นชัยชนะได้

​หากคำนวณตัวเลข งบประมาณ กำลังพล หรือความเป็นไปได้ทางคณิตศาสตร์ ในยามที่วิกฤตถึงขีดสุด เหตุผลจะประมวลผลทันทีว่าสัดส่วนความพ่ายแพ้คือความจริง และแนะนำให้ยอมจำนน เพื่อรักษาตัวรอด

​ทว่า การฝึกฝนทางอารมณ์และจิตวิญ ญาณกลับทำให้มองที่คุณค่าและที่ความหมาย เมื่อผู้นำมีความผูกพันลึกซึ้งต่ออุดม​การณ์และแผ่นดิน สมองส่วนที่ขับเคลื่อนด้วยความมุ่งมั่นและความรักอันยิ่งใหญ่จะไม่ยอมจำนน ชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ไม่ได้เกิดจากการทำตามความน่าจะเป็นที่เป็นไปได้อยู่แล้ว แต่เกิดจากคนที่กล้าหาญฝ่าฟันความน่าจะเป็นนั้น ความมุ่งมั่นทางจิตวิญญาณทำหน้าที่เป็นแรงขับเคลื่อนที่สร้างปาฏิหาริย์ ระดมพลังของผู้คน และเปลี่ยนสถานการณ์ที่ "เป็นไปไม่ได้" ให้ "เป็นไปได้" ขึ้นมา

​บทสรุป
​คำถามที่ว่าผู้นำควรเลือกอะไร ระหว่างเหตุผลกับอารมณ์ จึงไม่ใช่การเลือกระหว่างสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เหลือเพียงด้านเดียว เพราะภาวะผู้นำที่สมบูรณ์คือ การผสานพลังใจเข้ากับหลักการ​ ​ผู้นำที่ปราศ​จากความรู้สึกจะเป็นเพียงหุ่นยนต์ที่เย็นชาและไร้ผู้ติดตาม ส่วนผู้นำที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์โดยปราศจากหลักการย่อมพาบ้านเมืองหลงทิศทาง การบริหารบ้านเมืองจึงต้องอาศัยอารมณ์และความมุ่งมั่นเพื่อกุมหัวใจคน และอาศัยเหตุผลกับหลักการเพื่อนำบ้านเมืองไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง