เปิดฉากสัปดาห์นี้...คงต้องขออนุญาตแวะไปดูคุณพ่ออเมริกากันอีกซักรอบนั่นแหละทั่น!!! เพราะช่วงหลังๆ นี้มีความเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างน่าสนใจและน่าคิดสะกิดใจมิใช่น้อย นั่นคือการคิดจะตั้ง “พรรคที่3” หรือพรรคการเมืองที่ไม่ใช่พรรครีพับลิกันและเดโมแครต ที่ต่างก็ได้รับการพิสูจน์ ยืนยัน อย่างเป็นที่ชัดเจน ว่าต่างตกอยู่ภายใต้อำนาจอิทธิพลของ “ล็อบบี้ยิสต์ชาวยิว” ไปด้วยกันทั้งนั้น จะลากให้ไปกัดใคร ขย้ำใคร ก็สามารถทำได้ไม่ยาก แม้ว่าจะก่อให้เกิดผลร้ายต่อประเทศชาติและประชาชนชาวอเมริกันเพียงใดก็ตาม หรือกลายเป็น “Israel First” ไม่ใช่ “America First” ใดๆ ต่อไปอีกแล้ว...
คืออันนี้...ต้องเรียกว่า “หนัก” กว่าบ้านเราไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า ของเรานั้น...ถึงจะเกลียดขี้หน้า “เสี่ยหนู” ไม่ชอบ “เนวิน” ไม่ประทับใจ “ศุภจี-สีหศักดิ์-เอกนิติ” แต่การคิดจะโค่นล้ม เล่นงาน “พรรคสีน้ำเงิน” แล้วหันไปยอมรับให้ “พรรคแดง” กับ “พรรคเขียว” จับมือกัน โดยจะดึง “พรรคส้ม” มาร่วมด้วย ช่วยกัน หรือไม่? อย่างไร? นั้น...ก็เล่นเอา “วงแตก” กันไปเป็นแถบๆ หรือเลยต้องหันมา “อยู่ๆ กันไป” ตามสภาพ แต่สำหรับอเมริกาแล้ว...ถ้ายังปล่อยให้พรรครีพับลิกันหรือเดโมแครตผูกขาดการบริหารประเทศต่อไป โอกาสที่ประเทศอเมริกาและบรรดาอเมริกันชน...มีแต่ “เจ๊ง-กับ-เจ๊ง” หรือ “ฉิบหาย-กับ-ฉิบหาย” น่าจะมีสูงเอามากๆ โดยเฉพาะเมื่อต่างได้เห็นผู้นำประเทศตัวเองอย่าง “ทรัมป์บ้า” ถูกประเทศเล็กๆ ในตะวันออกกลางอย่างอิสราเอล ทั้งลาก ทั้งจูง แบบถูลู่ถูกัง ให้หันไป “กัดอิหร่าน” หรือให้หันไปทำสงครามกับอิหร่าน อันเป็นสิ่งที่ปวงชนชาวอเมริกันถึง70-80 เปอร์เซ็นต์ต่าง “ไม่เห็นควรด้วย” ไปด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะดูจาก “โพล” ของสำนักไหนต่อสำนักไหนก็แล้วแต่...
และถ้าดูจากผลโพล “Gallup” เมื่อช่วงปี ค.ศ.2025 บรรดาอเมริกันชนจำนวนถึง 60 เปอร์เซ็นต์เอาเลยถึงขั้นนั้น ที่เห็นว่า...ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมี “พรรคการเมืองพรรคที่3” แทนที่จะปล่อยให้ “เป๊ปซี่” กับ “โคล่า” หรือรีพับลิกันกับเดโมแครต ซึ่งต่างก็เป็น “น้ำดำ” ไปด้วยกันทั้งคู่ หรือต่างตกอยู่ภายใต้อำนาจ อิทธิพล ของล็อบบี้ยิสต์ชาวยิวหรือนักธุรกิจชาวยิว จนสามารถครอบงำรัฐสภาอเมริกัน ไม่ว่าสภาสูง-สภาต่ำ แบบไม่เหลือ “อำนาจอธิปไตย” ติดปลายนวมไว้เลยแม้แต่น้อย และอาจด้วย “กระแส” ที่ค่อนข้างมาแรง แซงโค้ง ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เลยทำให้อดีตสาวก “MAGA” หรืออดีตพิธีกรรายการข่าว “Fox News” ที่เคยเป็น “ติ่งทรัมป์บ้า” มาโดยตลอด อย่าง “Tucker Carlson” เลยได้จังหวะออกมาป่าวประกาศถึงเจตนารมณ์ในการเคลื่อนไหวผลักดัน ให้เกิด “พรรคการเมืองที่3” ให้ทันก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกันในปี ค.ศ.2028 ให้จงได้ ชนิดถูกนำไปเรียกขานกันในนาม “Carlson Manifesto” หรือคำประกาศของ “Carlson” เอาเลยถึงขั้นนั้น...
คือจะต้องสร้างความร่วมมือ-ร่วมใจในหมู่อเมริกันชน...ที่จะเฟ้นหานักการเมืองที่บริสุทธิ์ ยุติธรรม(Fair) หรือผู้ที่ไม่ใช่พวก “Epstein Class” พวกที่ตกอยู่อำนาจ อิทธิพล ของเครือข่ายพวกใคร่เด็ก ค้าเด็ก อีกต่อไป จะต้องเป็นนักการเมืองที่ยึดมั่นในอธิปไตยแห่งชาติ(Sovereign) ไม่ใช่พวกที่ยอมให้ล็อบบี้ยิสต์ โดยเฉพาะล็อบบี้ยิสต์ชาวยิวใช้วิธีติดสินบน ข่มขู่ หรือทั้งสองอย่าง จนสามารถลากๆ จูงๆ ให้ไปกัดใคร? ขย้ำใคร? ไม่ต่างไปจากสุนัขบ้าอีกต่อไปจะต้องเป็นผู้ที่มุ่งมั่นทุ่มทุนทุ่มเท ให้กับภาคการผลิตที่แท้จริง(Productive) ไม่ว่าอุตสาหกรรม หรือการเกษตรไม่ใช่ผู้ที่คิดแต่อาศัยธุรกรรมทางการเงิน หรือการสร้างหนี้-สร้างสินให้กับประเทศ โดยไม่สนใจต่อความล่มสลายในอนาคตเบื้องหน้าเอาเลยแม้แต่น้อย จะต้องให้ความสำคัญกับความงาม(Beautiful) ไม่ใช่ผู้ที่คิดจะสร้างสิ่งที่น่าเกลียด น่าอัปลักษณ์ แบบประเภทห้องบอลรูม สระน้ำสีฟ้า หน้าทำเนียบขาว หรืออนุสาวรีย์สีทอง ฯลฯ อะไรทำนองนั้น จะต้องเป็นผู้ที่ถือเอาเรื่องสุขภาพกาย-สุขภาพใจ (Healthy) ของอเมริกันชนเป็นสิ่งสำคัญเบื้องแรก จะต้องซื่อตรง(Honest) ไม่เปลี่ยนไป-เปลี่ยนมา ปลิ้นปลอก หลอกลวง หรือโกหกประมาณเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าครั้ง แบบที่ผู้นำอเมริกาปัจจุบันกำลังแสดงให้เห็นอยู่ในทุกวันนี้...
ต้องสร้างเด็ก สร้างเยาวชนให้ฉลาด (Wise) หรือให้ความสำคัญกับการศึกษา ไม่ใช่เอาแต่ไล่เหยียบ ไล่กระทืบ ตัดงบประมาณมหาวิทยาลัยที่ปล่อยให้นักศึกษาไปสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ ต้องแสดงความโอบอ้อมอารี น่านับถือ (Decent) ไม่ใช่ปล่อยให้สมุน บริวาร อย่างเช่นรัฐมนตรีกระทรวงสงคราม “Pete Hegseth” ออกมา “โดดโลดเต้นแสดงความกระหายเลือดแบบลิงทะโมน” อีกต่อไป โดยทั้งนี้ ทั้งนั้น ต้องยึดมั่นในความเป็นชาติ ต้องอาศัยสามัคคี (United) เป็นที่ตั้ง...นี่ จะหาได้-หาไม่ได้ สำหรับผู้ที่มีคุณสมบัติตามมาตรฐานที่ “Tucker Carlson” เขากำหนดเอาไว้ อันนี้...คงต้องเป็นเรื่องของพวกอเมริกันชนจะต้องไปว่ากันเอาเอง...
แต่ที่แน่ๆ ก็คือ...ก่อนที่มาตรฐานดังกล่าวจะถูกประกาศออกมา อดีตพิธีกรผู้โด่งดังระดับโลกรายนี้ เขาได้เชื้อเชิญให้บรรดาผู้ที่เคยสนับสนุน “ทรัมป์บ้า” หรือพวกอดีตสาวก “MAGA” ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น “Marjory Taylor Green” ที่เคยพลีเลือด พลีเนื้อ ให้กับการรณรงค์หาเสียงให้ “ทรัมป์บ้า” ขึ้นเป็นประธานาธิบดีจนได้ แต่ดันถูกผู้นำอเมริการายนี้เรียกขานในนาม “ผู้ทรยศ” หรือ “Thomas Massie” ผู้ที่ “ทรัมป์บ้า” เคยให้สมญานามว่า “นักรบแห่งฝ่ายอนุรักษนิยม” แต่กลับมาเปลี่ยนฉายาให้ใหม่ว่า “ไอ้โง่” หลังจากสาวกรายนี้แสดงความไม่เห็นด้วยในการทำสงครามกับอิหร่าน จนถูกองค์กรชาวยิวในอเมริกาทุ่มเงินถึง30 ล้านดอลลาร์สกัดไม่ให้เป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งขั้นต้น ไปจนถึง “Jo Kent” อดีตผู้อำนวยการต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติที่ “ทรัมป์บ้า” ตั้งมากับมือตัวเอง แต่ดันตัดสินใจลาออกเพราะไม่เห็นด้วยกับสงครามอิหร่าน เลยถูกเรียกว่า “ผู้อ่อนแอ” ในเวลาต่อมา ฯลฯ ให้มาจับเข่า จับหัวหน่าว พูดคุยกันที่บ้านของ “Tucker Carlson” ที่รัฐเมน ก่อนที่จะเกิด “Carlson Manifesto”ในลักษณะที่ว่า...
คือพูดง่ายๆ ว่า...การคิดตั้ง “พรรคการเมืองที่3” ที่ไม่ใช่เดโมแครตและรีพับลิกัน ซึ่งต่างเป็น “น้ำดำ” ไปด้วยกันทั้งคู่ก็เพราะ “นี่ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริง...แต่เป็นแค่พรรคชนิดเดียวกันที่แข่งขันกันในนามประชาธิปไตย” ตามคำพูดของ “Tucker Carlson” นั้น น่าจะต่างไปจากครั้งที่ใครต่อใครเคยเสนอตัวเป็น “ทางเลือก” ให้กับชาวอเมริกันที่แตกต่างออกไปจาก 2 พรรคนี้เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นครั้งที่อภิมหาเศรษฐี “Ross Perot” เคยลงชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีแต่ต้อง “แห้วกระป๋อง” อย่างมิอาจปฏิเสธได้ หรือนักกฎหมายและนักเคลื่อนไหวอย่าง “Ralph Nader”ไปจนถึงนักการเมืองหญิงแห่งพรรค “Green” อย่าง “Jill Stein”ที่ต่างมีแต่ต้องผิดหวังไปตามๆ กัน เพราะคราวนี้...กระแสเกลียดยิว กลัวยิว ในสังคมอเมริกัน มันออกจะมาแรงแซงโค้ง ไม่ต่างไปจากในยุโรปที่สามารถนำมาใช้โค่นรัฐบาลไม่รู้จะกี่ต่อกี่รัฐบาลเข้าไปแล้ว!!!
ยิ่งการแสดงออกถึงความเหี้ยมโหดอำมหิตผิดมนุษย์มนาของรัฐบาลและกองทัพอิสราเอล ปรากฏให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นไปเท่าไหร่ การอาศัยอำนาจอิทธิพลทางการเงินและทางการเมือง กดดันรัฐบาลแต่ละรัฐบาลให้สนองตอบต่อความปรารถนา และความต้องการอันสุดแสนจะทะเยอทะยานของประเทศอิสราเอล ที่มุ่งจะครองความยิ่งใหญ่ เกรียงไกร กันในระดับ “The Greater Israel” หรือระดับหวังจะแผ่ขยายอาณาเขตตั้งแต่ลุ่มแม่น้ำไนล์ในอียิปต์ ไปยันลุ่มแม่น้ำยูเฟรติสในอิรักโน่นเลย ลากเอาใครต่อใครให้หันไปเล่นงาน ล้างผลาญ ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับสิ่งเหล่านี้ แม้แต่ศาลอาญาระหว่างประเทศ ไม่ใช่แค่ผู้ที่ตั้งข้อหาอาชญากรสงครามต่อผู้นำอิสราเอลเท่านั้นที่ถูกล้างผลาญ ทำลายตั้งข้อกล่าวหาล่วงละเมิดทางเพศ ก่อนกดดันให้ปลดออกซะดื้อๆ ยังถึงกับอาศัยบทบาทของอเมริกาตามไปกดดันประเทศแอฟริกาให้ลุกขึ้นมาต่อต้านศาลอาญาระหว่างประเทศกันเป็นแผงๆ ฯลฯ อะไรต่อมิอะไรเหล่านี้นี่เองที่มันเลยทำให้ “พรรคที่3” หรือพรรคที่ไม่คิดจะเอาด้วยกับอิสราเอล เหมือนอย่างเดโมแครตและรีพับลิกัน จึงเป็นอะไรที่มาแรง แซงโค้ง ระดับผู้ที่เห็นด้วยกับ “ทางเลือก” ที่ว่านี้ มีถึง 60 เปอร์เซ็นต์ในหมู่อเมริกันชนเมื่อปีที่แล้ว...
แต่ถ้าหาก “ทางเลือก” ที่ว่า...ดันต้อง “แห้วกระป๋อง” เหมือนอย่างเคย อะไรที่จะเกิดตามมาในสังคมอเมริกันในวันข้างหน้า??? อันนี้นี่แหละ...ที่ต้องถือว่ายิ่งน่าคิด น่าสะกิดใจ ยิ่งไปกว่านั้น เพราะในสายตาของอภิมหานักวิเคราะห์ระดับโลก อย่าง “พันเอก Douglas Macgregor”แล้ว มันอาจนำมาซึ่งฉากสถานการณ์แบบเดียวกับครั้งการปฏิวัติฝรั่งเศสเอาเลยก็ไม่แน่!!! โดยเฉพาะเมื่อ “เศรษฐกิจอเมริกา” เกิดภาวะ “วิกฤต” ขึ้นมาจริงๆ ฉากเหตุการณ์แบบที่นักคิด นักเขียน นักกฎหมายชาวอเมริกันชื่อว่า “David J. DeGraw”เคยจินตนาการเอาไว้ในข้อเขียน บทความเรื่อง “การมาถึงของกบฏอเมริกา” เมื่อช่วงปี ค.ศ.2011 อาจอุบัติขึ้นมาไม่วันใด-วันหนึ่งเอาเลยก็เป็นได้...
ฉากเหตุการณ์ที่ว่าถูกบรรยายเอาไว้ดังนี้...“ราคาอาหารจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าการกบฏจะเกิดขึ้นในอีกไม่นาน ภาพของประชาชนที่รอเข้าคิวอยู่หน้าร้านวอลมาร์ทในวันสุดท้ายของเดือนเพื่อรอซื้อนม ขนมปัง ด้วยแสตมป์อาหารจะปรากฏให้เห็น และเมื่อราคาอาหารสูงขึ้นแสตมป์อาหารจะมีมูลค่าลดลง จนไม่อาจแลกซื้ออาหารได้ครบถ้วน ดังเดิม จากนั้น...บรรดาผู้ยังชีพด้วยแสตมป์อาหาร 3.5 ล้านคนในแคลิฟอร์เนีย 2.9 ล้านคน ในฟลอริดา 2.9 ล้านคน ในนิวยอร์ก 1.9 ล้านคน ในมิชิแกน 1.7 ล้านคน ในโอไฮโอ1.7 ล้านคน ในจอร์เจียอีกหลายล้าน ในอิลลินอยส์ เพนซิลเวเนีย นอร์ทแคโรไลนา เทนเนสซี แอริโซนา วอชิงตัน รวมไปถึงมิซซิสซิปปี มิชิแกน นิวเม็กซิโก หลุยเซียนา เวสต์เวอร์จิเนีย ฯลฯ ที่รวมกว่า 18 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากร จะกลายเป็นประชาชนผู้หิวโหยที่ไม่ยอมหิวโหยอีกต่อไปแล้ว โดยเฉพาะเมื่อมองถึงแผนผังเมืองนิวยอร์ก ที่ประชากรถึง 2.9 ล้านคนยังชีพด้วยแสตมป์อาหาร และอาศัยอยู่ในย่านแมนฮัตตัน ลองจินตนาการถึงผู้คนเกือบ 3 ล้าน หลั่งไหลออกมายังพื้นที่ด้านล่างมุ่งไปสู่ท้องถนนเพื่อปิดเส้นทางคมนาคม หรือกรูไปยังย่านวอลล์สตรีท อันเป็นที่ตั้งของสำนักงานเจพีมอร์แกน ซึ่งทำกำไรจากธุรกิจแสตมป์อาหารเมื่อปีที่แล้ว (2010) ถึง 5.47 พันล้านเหรียญสหรัฐ ไปจนถึงสำนักงานของบริษัทซิตี้ กรุ๊ป เวลฟาร์โก มอร์แกน สแตนลีย์ และแบงก์ ออฟ อเมริกา ฯลฯ บางทีอาจมีกลุ่มผู้ใช้แสตมป์อาหารจากนิวเจอร์ซี คอนเนกติกัต ลุกฮือเข้าร่วมกับชาวแมนฮัตตันควบคู่ไปด้วย...แล้ววันนั้น อะไรจะเกิดขึ้นกับสังคมอเมริกัน????” นี่...คือ “คำถาม” ที่บรรดาอเมริกันชนทั้งหลายคงต้องให้คำตอบ หรือคงต้องหา “ทางเลือก” กันเอาเอง...


