เอนก เหล่าธรรมทัศน์
คณบดีรัฐศาสตร์ มธ ปี 2541-43
รัฐมนตรี อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ปี 2563-66
ผมอยู่ในโลกของอำนาจมาหลายสิบปี ทั้งในฐานะนักวิชาการที่สอนและวิจัยเรื่องอำนาจทางการเมือง ในฐานะนักการเมืองที่เคยเป็นทั้ง สส. และรัฐมนตรี และในฐานะผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่ต้องนำคนจำนวนมาก ผมจึงรู้ซึ้งถึงแก่นของอำนาจทั้งสองชนิดที่โลกนี้ขับเคลื่อนอยู่
แต่ผมขอสารภาพว่า ยิ่งมีอำนาจภายนอกมากเท่าใด ผมกลับยิ่งพบว่า "อำนาจที่แท้จริง" นั้นอาจอยู่คนละที่กับที่เราถูกสอนมา
สังคมศาสตร์ตะวันตกสอนให้เราสนใจอำนาจในการควบคุมและนำผู้อื่น (Power over Others) อย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจตามกฎหมายของเวเบอร์ (Max Weber) อำนาจในการกำหนดวาระของบาครัคและบาราทซ์ (Peter Bachrach and Morton S. Baratz) หรืออำนาจในการสร้างวาทกรรมและความจริงของฟูโกต์ (Michel Foucault) ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นอำนาจที่ A มีเหนือ B เป็นอำนาจที่วัดกันที่ผลลัพธ์ภายนอก
แต่อำนาจอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นรากฐานของอำนาจทั้งหมด กลับแทบไม่ถูกกล่าวถึงในห้องเรียนรัฐศาสตร์ตะวันตก นั่นคือ อำนาจในการควบคุมและนำตนเอง (Power over Self)
ใจความสำคัญ : ทำไมอำนาจเหนือผู้อื่นอย่างเดียวไม่พอ
อำนาจเหนือผู้อื่นคืออำนาจที่ "ยืมมา" มันมาจากปัจจัยภายนอก—ตำแหน่ง เงิน อาวุธ กฎหมาย บารมี—เมื่อปัจจัยเหล่านั้นหมดไป อำนาจก็หายไปกับตา คนที่พึ่งอำนาจชนิดนี้จึงอยู่ในภาวะพึ่งพิงตลอดเวลา กลัวเสียตำแหน่ง กลัวเสียบารมี กลัวคนอื่นแย่งชิง กลายเป็นทาสของอำนาจที่ตนเองถือครอง
ยิ่งมีอำนาจเหนือผู้อื่นมากเท่าไร ยิ่งถูกอำนาจนั้นครอบงำมากเท่านั้น ผมเห็นมากับตา นักการเมืองที่ดังที่สุดกลับนอนไม่หลับเพราะกลัวถูกโค่นล้ม ผู้บริหารระดับสูงที่บัญชาการคนนับพันกลับเป็นทุกข์เพราะกลัวเสียชื่อเสียง อำนาจภายนอกทำให้พวกเขาดูยิ่งใหญ่ แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยความวิตก การแก่งแย่ง และความโดดเดี่ยว
ยิ่งไปกว่านั้น อำนาจเหนือผู้อื่นทำให้คนหลงตนเอง เมื่อมีคนคอยยกย่อง คอยเกรงกลัว มันจะพองอัตตาให้ใหญ่โต คนที่ถูกอำนาจบดบังสติจะเริ่มเชื่อว่าตนเองเหนือกว่าคนอื่น เหนือกว่ากฎหมาย เหนือกว่าความถูกต้อง จนในที่สุดก็ใช้อำนาจในทางที่ผิด ทั้งที่ตนอาจเริ่มต้นด้วยเจตนาดี
นี่คือต้นตอของคอรัปชันที่เราเห็นโจ๋งครึ่มอยู่ในปัจจุบัน นักการเมืองและข้าราชการระดับสูงจำนวนมากทุจริต ไม่ใช่เพราะไม่รู้กฎหมาย แต่เพราะขาด "อำนาจเหนือตนเอง" ขาดสติที่จะเห็นความโลภที่กำลังก่อตัว ขาดกำลังภายในที่จะต้านทาน เมื่อเห็นเงินหรือโอกาส จิตที่ไร้การฝึกฝนจะถูกกิเลสครอบงำได้ง่าย กลายเป็นคนที่ถืออำนาจแต่อำนาจกลับถือเขา หลายคนเริ่มต้นด้วยอุดมการณ์ดี แต่เมื่ออยู่ในตำแหน่งนานเข้า อำนาจและเงินทองเริ่มเข้ามาเป็นของแถม จิตที่ขาดการฝึกฝนจะค่อยๆ ปรับเหตุผลไปเรื่อยๆ ว่า "แค่นี้เอง" "คนอื่นก็ทำ" "เพื่อครอบครัว" จนในที่สุดก็ข้ามเส้นที่ตนเคยตั้งไว้
ในทางกลับกัน อำนาจเหนือตนเองคืออำนาจที่ "เป็นของแท้" มันไม่ต้องพึ่งปัจจัยภายนอกใด ๆ มันคือความสามารถของจิตที่จะเห็นกิเลส—ความโลภ ความโกรธ ความกลัว—ที่กำลังผุดขึ้น แล้วเลือกที่จะไม่ตกเป็นทาสของมัน
บุคคลที่มีอำนาจเหนือตนเองจะอยู่อย่างเป็นอิสระ แม้ไม่มีตำแหน่งก็ไม่กระสับกระส่าย แม้เสียบารมีก็ไม่หวั่นไหว แม้ถูกโจมตีก็ไม่โกรธจนเสียสติ และที่สำคัญ—เขาไม่ถูกเงินหรือผลประโยชน์ส่วนตัวมาครอบงำ เพราะเขาไม่มี "ตัวกู" ที่จะรับผลประโยชน์นั้นเข้าไป
นี่คือจุดที่อารยธรรมตะวันออก โดยเฉพาะพระพุทธศาสนา ได้ทุ่มเทศึกษามาอย่างลึกซึ้ง ติช นัท ฮันห์ (Thich Nhat Hanh) สอนว่าอำนาจที่แท้จริงคือการมีสติ รู้ทันความโกรธความกลัว ส่วนพุทธทาสภิกขุชี้ลงไปอีกว่าต้องถึงขั้น "จิตว่าง" คือไม่ยึดมั่นในอัตตา ปล่อยวาง "ตัวกู-ของกู" เสียก่อน เพื่อให้ไม่มีอะไรมาบังคับจิตใจเราได้ รวมถึงเงินทองและอำนาจที่ยั่วยวน
อำนาจเหนือตนเอง : ทางออกของผู้นำและปัญหาคอรัปชัน
พุทธทาสสอนว่า ผู้นำที่แท้จริงต้อง "ตายเสียก่อนตาย" คือฆ่าอัตตาให้ตายก่อนเข้าไปนั่งในตำแหน่งอำนาจ เมื่อไม่มี "ตัวกู" แล้ว จะเอาเงินไปทำไม? จะโกงไปเพื่อใคร? จิตที่ว่างจากอัตตาจะไม่ถูกความโลภครอบงำ เพราะไม่มี "ผู้ถูกทำให้โลภ" อยู่ตรงนั้น
ติช นัท ฮันห์เสริมว่า ผู้นำต้องมีสติ รู้เท่าทันอารมณ์และแรงปรารถนาที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะ เมื่อเห็นผลประโยชน์เข้าตา หากมีสติจะเห็นว่าความโลภกำลังเกิดขึ้น หยุดคิด แล้วเลือกไม่ทำตามกิเลสนั้น
ผู้นำที่มีอำนาจเหนือตนเองจึงเป็น "ธรรมราชา"—ผู้ปกครองด้วยธรรม ไม่ใช่ด้วยอำนาจบาตรใหญ่หรือเงินตรา แต่ปกครองด้วยความสุจริต มีสติรู้ทันกิเลส มีจิตที่ไม่ยึดติดในอำนาจและผลประโยชน์ส่วนตน ผู้นำเช่นนี้จะไม่โกง เพราะภายในเขาเป็นอิสระจากอำนาจนั้นอยู่แล้ว และเมื่อโครงสร้างภายนอก—กฎหมาย กลไกตรวจสอบ ประชาสังคม—ทำงานควบคู่กัน จะยิ่งป้องกันการทุจริตได้อย่างเป็นระบบ
นี่คือสิ่งที่ขาดหายไปในรัฐศาสตร์สมัยใหม่ เราสอนวิธีให้คนได้อำนาจ แต่ไม่เคยสอนวิธีให้คนไม่ถูกอำนาจกลืนกิน เราสอนวิธีออกแบบกฎหมาย แต่ไม่เคยสอนวิธีฝึกจิตให้ไม่โลภไม่หลง
สองอำนาจที่มาจากรากคนละขั้ว
อำนาจเหนือผู้อื่นต้องพึ่งปัจจัยภายนอก—ตำแหน่ง ทรัพย์สิน กฎหมาย อาวุธ บารมี—มันตั้งอยู่บนความสัมพันธ์แบบคู่ตรงข้าม และมันเปราะบาง เพราะเมื่อปัจจัยภายนอกหมดไป อำนาจก็หายไป
อำนาจเหนือตนเองไม่ต้องพึ่งอะไรภายนอก ไม่ต้องมีใครยอมรับ มันคือความสามารถของจิตที่จะเห็นกิเลส แล้วเลือกไม่ตกเป็นทาสของมัน
ทำไมตะวันตกกับตะวันออกต่างกัน
เพราะโจทย์เริ่มต้นต่างกัน
ตะวันตกยุคใหม่กำเนิดขึ้นท่ามกลางสงครามศาสนาอันยาวนาน ฮอบส์ (Thomas Hobbes) มองมนุษย์ในสภาวะธรรมชาติว่าเต็มไปด้วยความกลัวและการแก่งแย่ง สังคมจึงต้องสร้างรัฐที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จขึ้นมาเพื่อป้องกันไม่ให้มนุษย์ฆ่ากันเอง โจทย์ของตะวันตกจึงเป็นเรื่อง "ออกแบบโครงสร้าง"—แบ่งแยกอำนาจ ตรวจสอบถ่วงดุล สิทธิเสรีภาพ
ตะวันออกมีรัฐรวมศูนย์มั่นคงอยู่แล้ว ปัญญาชนจึงถามว่า "จะฝึกผู้ปกครองอย่างไร ไม่ให้อำนาจมหาศาลที่เขามีอยู่แล้วทำลายทั้งตัวเขาเองและผู้อื่น" ขงจื๊อตอบด้วยคุณธรรม เล่าจื๊อตอบด้วยการรู้จักอ่อนและว่าง ส่วนพุทธศาสนาตอบด้วยการดับทุกข์ภายในก่อน
สนธิกำลัง : อำนาจเหนือตนเองเป็นรากฐาน อำนาจเหนือผู้อื่นเป็นเครื่องมือ
เราไม่ต้องเลือกข้างใดข้างหนึ่ง แต่ต้องจัดลำดับให้ถูก เหมือนสร้างตึก—อำนาจเหนือตนเองคือฐานรากที่มองไม่เห็น แต่ถ้าขาดมัน ตึกจะพัง
ขั้นที่หนึ่ง : ฝึกอำนาจภายในแบบตะวันออก
ก่อนนำใคร จงนำตนเองก่อน ติช นัท ฮันห์บอกให้มีสติ หยุด หายใจบ้าง หรือหายใจช้าๆ ลงบ้าง เพื่อจะได้รู้เท่าทันอารมณ์ พุทธทาสนั้นบอกให้ทำถึงขั้น "จิตว่าง" มากที่สุด คือไม่ยึดติดว่าอำนาจนั้นเป็นของเราเลย
ผู้นำจะไม่ถูกความโลภครอบงำ ไม่โกง ไม่ฉ้อราษฎร์บังหลวง เพราะไม่มี "ตัวกู" ให้ไปโลภในประโยชน์นั้นๆ
ขั้นที่สอง : ใช้โครงสร้างแบบตะวันตกกำกับอำนาจ
แม้มีสติและจิตว่างแค่ไหน อำนาจก็ยังยั่วยวนให้หลงผิดได้ เราจึงต้องอาศัยรัฐธรรมนูญ การตรวจสอบถ่วงดุล สื่อเสรี ประชาสังคมที่เข้มแข็ง เป็นเกราะป้องกันภายนอก
ขั้นที่สาม : จุดสนธิ—ผู้นำแบบโพธิสัตว์และอำนาจร่วม
ติช นัท ฮันห์เสนอผู้นำแบบโพธิสัตว์ คือฝึกฝนภายในจนแข็งแรงแล้วออกมาใช้อำนาจภายนอกด้วยหัวใจผู้รับใช้ ไม่ยึดติดในอำนาจ เพราะจิตว่างจากอัตตาแล้ว พุทธทาสจะเรียกว่า "ใช้ธรรมะเป็นใหญ่ ไม่ใช่อัตตาเป็นใหญ่"
ในระดับองค์กร หลักการนี้แปลเป็นการสร้าง "สังฆะ"—ชุมชนแห่งการตื่นรู้ร่วมกัน ที่อำนาจไม่กระจุกตัว แต่หมุนเวียนตามปัญญาของแต่ละคน นี่คืออำนาจร่วม (Power with) ที่ทุกคนมีส่วนเป็นเจ้าของและตรวจสอบกัน พุทธทาสจะเรียกภาวะนี้ว่า "ธรรมาธิปไตยในระดับสังคม"
บทส่งท้าย
ผมไม่ได้บอกให้ทิ้งตำราตะวันตก แต่ให้ขยายพรมแดนการศึกษาเรื่องอำนาจให้กว้างขึ้น
ตะวันตกเก่งเรื่องวิเคราะห์อำนาจภายนอก แต่เงียบเมื่อถามว่า "แล้วอำนาจภายในเล่า?" "เหตุใดผู้นำที่เปี่ยมด้วยอำนาจภายนอกจึงไร้ความสุขและมักจบลงด้วยคอรัปชัน?" พุทธทาสตอบว่ายังมี "ตัวกู" อยู่ ส่วน ติช นัท ฮันห์ตอบว่าขาดสติ
ตะวันออกเองก็ต้องเรียนจากตะวันตกว่าการฝึกภายในอย่างเดียวไม่พอ
ถ้าโครงสร้างสังคมยังไม่เป็นธรรม พระโพธิสัตว์จริง จึงไม่ใช่เป็นแค่ผู้วิพากษ์ผู้นำ ไม่ใช่ผู้หนีไปซ่อนอยู่ในกองตำรา แต่คือผู้ที่พร้อมทำงานการเมืองด้วย มากหรือน้อยแค่ไหน และอย่างไร แล้วแต่กรณี ใช้ทั้งสติและอำนาจคุมตนเองและรู้จักใช้เครื่องมือทางรัฐศาสตร์ตะวันตกคุมโลกภายนอก
สองอำนาจนี้คือคู่เติมเต็ม อำนาจเหนือตนเองที่ไม่มีโครงสร้าง ก็อาจเป็นแค่ความศักดิ์สิทธิ์ส่วนตัว อำนาจเหนือผู้อื่นที่ไร้การฝึกฝน ก็กลายเป็นเครื่องมือกดขี่และคอรัปชัน
อนาคตของรัฐศาสตร์คือการบูรณาการทั้งสอง—ออกแบบสถาบันที่แข็งแรงและบ่มเพาะผู้นำที่มีสติ จิตว่าง และใช้ธรรมะเป็นใหญ่ เพื่อสร้าง "ธรรมราชา" ที่ไม่ถูกอำนาจและเงินทองกลืนกิน
ผมเชื่อว่าถ้าทำได้รัฐศาสตร์เราจะไม่แห้งแล้งอีกต่อไป จะไม่มีแต่วิพากษ์อย่างเดียวอีกต่อไป แต่จะนำพามนุษยชาติและคนไทยไปสู่สันติสุขและความเป็นธรรมได้มากขึ้น


