ไม่กี่วันที่ผ่านมา มีดราม่าเมื่อ เนวิน ชิดชอบ ผู้มากบารมี ไปนั่งเป็นประธานพิธีบวงสรวงศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราชในชุดกางเกงขาสั้น มีการถกเถียงกันว่า ถูกกาลเทศะหรือไม่ มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แม้จะเป็นที่รู้ว่าเนวินสวมกางเกงขาสั้นจนเป็นเอกลักษณ์ แต่พิธีกรรมที่ผู้ว่าราชการจังหวัด พร้อมข้าราชการหลายฝ่ายต้องไปร่วมพิธีต้อนรับนั้น ก็สะท้อนถึงความยิ่งใหญ่ของเขาได้เป็นอย่างดี ทั้งที่ในสถานะทางสังคมแล้ว เนวินเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง
นั่นคงเป็นเพราะใครๆ ก็รู้ว่า เนวินเป็นเจ้าของพรรคภูมิใจไทย แม้จะไม่มีตำแหน่งอะไรในพรรคเลย และรู้ว่า อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นหัวหน้าพรรคที่เนวินเชิดขึ้นมา ถ้าเนวินไม่ใช่เจ้าของพรรค ไชยชนก ชิดชอบ ซึ่งอ่อนพรรษาทางการเมือง ก็คงไม่ได้เป็นเลขาธิการพรรค และคงไม่ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
แน่นอนว่า ถ้าไม่มีเนวิน อนุทินก็คงไม่มีวันนี้ แม้อนุทินจะมีเงิน ก็ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้ คำเรียก “ครูใหญ่” ของคนในพรรคไม่ใช่เพียงคำยกย่อง แต่สะท้อนถึงอำนาจบารมีเหนือทุกคนในพรรค วันที่ 4 ตุลาคมของทุกปี ทุกคนในพรรค รวมถึงข้าราชการระดับสูงภายใต้รัฐมนตรีของพรรค จะต้องไปที่เขากระโดง เพื่อร่วมงานวันเกิดของเนวิน ชนิดที่ไม่มีใครกล้าพลาด เพราะทุกคนรู้ดีว่าชะตากรรมของตัวเองฝากไว้กับใคร
ก็ดูว่าปีนี้งานวันเกิดของเนวินจะจัดที่เขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์อีกหรือไม่ ถ้าจัด อนุทินจะกล้าไม่ไปไหม เพราะกำลังมีคำถามว่า อนุทินในฐานะนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีหน้าที่ต้องรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน เมื่อที่ดินผืนนั้นมีข้อพิพาทระหว่างรัฐกับตระกูลชิดชอบ จะมีจุดยืนอย่างไรต่อข้อครหาที่อาจเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) แค่ย้ายทะเบียนบ้านไปอยู่เขากระโดงเพื่อพึ่งร่มเงาเนวิน ก็มีคำถามตามมามากพอแล้ว
ที่ดินเขากระโดงนั้น เป็นที่ดินที่การรถไฟแห่งประเทศไทยอ้างสิทธิหลายแปลง ซึ่งศาลฎีกาได้พิพากษาให้การรถไฟฯ ชนะคดีมาโดยตลอด ส่วนแปลงที่ตระกูลชิดชอบถือครองอยู่ในขณะนี้ ก็กำลังอยู่ในชั้นศาล ต้องติดตามว่าจะจบอย่างไร การรถไฟฯ ซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จะสู้สุดซอยหรือไม่ ที่สำคัญ ทนายความของตระกูลชิดชอบ ก็เคยเป็นประธานอนุกรรมการฝ่ายกฎหมายของการรถไฟฯ มาก่อน จึงรู้ดีว่าการรถไฟฯ มีหลักฐานอะไรอยู่ในมือบ้าง
แม้จะไม่มีตำแหน่งอะไรในพรรคหรือในรัฐบาล แต่ทุกคนก็รู้ดีว่า คนที่มีอำนาจเหนือรัฐบาลในวันนี้คือ เนวิน คนที่จะเติบใหญ่ในชีวิตราชการ คนที่จะเข้ามาเป็นกรรมการในองค์กรอิสระ เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือดำรงตำแหน่งอื่นๆ ที่ต้องผ่านการรับรองของวุฒิสภาเสียงข้างมาก ย่อมรู้ดีว่าจะต้องทำอย่างไรจึงจะเข้าสู่ตำแหน่งได้
เพราะวันนี้ สว.กว่า 150 คน ที่กำลังถูกกล่าวหาว่าฮั้ว สว.และถูกสอบสวนมานานกว่า 2 ปีแล้วนั้น ถูกเรียกว่าเป็น สว.สีน้ำเงิน ขณะที่คนในพรรคภูมิใจไทย ตั้งแต่เนวิน อนุทิน ลงมาก็ถูกสอบสวนว่ามีส่วนร่วมกับการวางแผนยึดเก้าอี้ สว.ตามการสอบสวนของดีเอสไอและ กกต.ผลจะออกมาอย่างไรก็ตาม แต่พฤติกรรมของ สว.ส่วนใหญ่ที่สามารถลงมติไปในทิศทางเดียวกันได้นั้น เป็นที่รู้กันว่าใครคือผู้ควบคุม แม้สุดท้ายจะเอาผิดได้หรือไม่ก็ตาม
เพราะวันนี้ดีเอสไออยู่ใต้อำนาจของรัฐมนตรีที่มีอดีตเป็นผู้การบุรีรัมย์มาก่อน ขณะที่ กกต.เสียงส่วนใหญ่ก็มาจากการรับรองของ สว.สีน้ำเงินนี่เอง หลังจาก กกต.สีน้ำเงินกลายเป็นเสียงข้างมาก ก็มีการตั้งอนุกรรมการชุดใหม่ขึ้นมา และมีมติ 5 ต่อ 2 ให้ยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้ว สว.ทั้งหมด ทั้งที่ก่อนหน้านี้ อนุกรรมการอีกชุดหนึ่งมีมติให้ดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมทั้ง สว.และสมาชิกพรรคภูมิใจไทยรวม 229 คน มาแล้ว
ก็รอดูว่า กกต.ชุดใหญ่ ซึ่งเสียงข้างมากได้รับการรับรองจาก สว.สีน้ำเงิน จะกล้ายกคำร้องหรือไม่ ผมเคยกล่าวไว้แล้วว่า ถ้ากล้า ก็เท่ากับราดน้ำมันลงกองไฟ ซ้ำเติมกรณีที่ ป.ป.ช.ยกคำร้องคดีศักดิ์สยาม ชิดชอบ โดยทันที ถึงตอนนั้น ความไม่พอใจของสังคมก็คงร้อนแรงขึ้นอย่างแน่นอน
วันนี้ในทางพฤตินัย เนวินจึงใหญ่มาก ไปไหนใครก็ต้องต้อนรับ เขากลายเป็นผู้มีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญตัวจริง ที่มีเงาของเขาทอดทับทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และองค์กรอิสระ ซึ่งส่วนหนึ่งมีอำนาจเสมือนฝ่ายตุลาการ ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ตุลาการศาลปกครองสูงสุด และอีกหลายตำแหน่งที่ต้องอาศัยเสียงข้างมากของวุฒิสภา
วันนี้เนวินเลือกเล่นการเมืองอยู่หลังฉาก ในฐานะครูใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย ที่สังคมรับรู้บทบาทและอำนาจที่เขามีอยู่ ไม่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบใดๆ ไม่มีร่องรอยการใช้อำนาจให้เห็น ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน มีใครบ้างจะปฏิเสธว่าเรื่องเหล่านี้ไม่เป็นความจริง
ใครต่อใครที่เคยต่อสู้กับระบอบทักษิณ ก็คงรู้ดีว่า วันนี้ระบอบสีน้ำเงินที่มีเนวินอยู่บนยอดสูงสุดนั้น มีอำนาจและครอบคลุมองคาพยพทางการเมืองมากกว่าระบอบทักษิณเสียอีก แต่น่าแปลกที่วันนี้ คนจำนวนไม่น้อยที่เคยต่อสู้กับระบอบทักษิณ กลับกลายเป็นองครักษ์คอยปกป้องระบอบสีน้ำเงินเสียเอง จนน่าสงสัยว่า พวกเขานำหลักการที่เคยยึดถือไปทิ้งไว้ที่ไหน จึงเลือกแกล้งบอด แกล้งใบ้ ต่ออำนาจของระบอบสีน้ำเงินในวันนี้
รอดูว่าโครงการ TH-AI Passport ที่มีเสียงครหาเรื่องการประมูล และใช้งบประมาณแผ่นดินถึง 1,621 ล้านบาท แต่กลับมีคุณภาพด้อยกว่า AI ฟรี จะยังเดินหน้าต่อไปอย่างไร เพราะอยู่ภายใต้การกำกับของไชยชนก ลูกชายของเนวิน เช่นเดียวกับคดีทุจริตสอบท้องถิ่นที่เกิดขึ้นในยุคที่อนุทินเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่าสุดท้ายแล้วจะเดินไปถึงตัวการใหญ่ได้หรือไม่
ส่วนอนุทินที่ได้รับบทบาทเป็นนายกรัฐมนตรี ก็คงเล่นไปตามบทบาทที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งคงยากจะเห็นวิสัยทัศน์ความเป็นผู้นำไปมากกว่าการดีดสีตีเป่า เปิดงานอีเวนต์ และทำเป็นขึงขังไปตามบทในบางครั้ง เพียงแต่ว่า วันนี้เนวินอาจเล่นบทหยอกล้อ เตะตูดอนุทินไม่ได้เหมือนในอดีตเท่านั้นเอง
ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


