หนึ่งความคิด
สุรวิชช์ วีรวรรณ
คดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภาปี 2567 กำลังเดินมาถึงจุดชี้ขาดที่สำคัญที่สุด หลังคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดที่ 36 มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ให้ยกคำร้องต่อผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน ขณะนี้ลูกบอลจึงไปอยู่ในมือของ กกต. ชุดใหญ่ว่า จะเห็นตามความเห็นของอนุกรรมการ หรือจะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเป็นผู้วินิจฉัย
สำหรับผม คดีนี้ไม่ใช่เพียงการตัดสินว่าใครผิดหรือใครถูก แต่เป็นการทดสอบว่า ประเทศไทยยังมีกระบวนการยุติธรรมที่ประชาชนสามารถเชื่อมั่นได้หรือไม่ เพราะทุกขั้นตอนของคดีล้วนถูกตั้งคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและความเป็นอิสระขององค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ
การเลือกสมาชิกวุฒิสภาปี 2567 ใช้ระบบเลือกกันเองของผู้สมัคร แบ่งออกเป็น 20 กลุ่มอาชีพ ผ่านการเลือกตั้งระดับอำเภอ จังหวัด และระดับประเทศ ผู้สมัครแต่ละคนต้องลงคะแนนเลือกผู้สมัครคนอื่นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ระบบเช่นนี้เปิดช่องให้เกิดการจัดตั้งเครือข่ายได้ หากมีผู้ควบคุมผู้สมัครจำนวนมากตั้งแต่ต้นทาง
ข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้เป็นเพียงการช่วยกันหาเสียง แต่เป็นการจัดตั้งผู้สมัครเป็นเครือข่าย มีการรวบรวมคนมาสมัครในหลายกลุ่มอาชีพ มีการประสานงานข้ามจังหวัด จัดรถรับส่ง จัดที่พัก และที่สำคัญคือมีการแจก “โพย” หรือกำหนดหมายเลขผู้สมัครที่ต้องลงคะแนนให้ในแต่ละรอบ
ผู้สมัครหลายรายให้ข้อมูลว่ามีการส่งต่อรายชื่อหรือหมายเลขที่ต้องเลือก และเมื่อผลการลงคะแนนออกมา ก็ปรากฏว่าผู้สมัครจำนวนมากซึ่งอ้างว่าไม่เคยรู้จักกัน กลับลงคะแนนให้หมายเลขชุดเดียวกัน หรือมีรูปแบบคะแนนที่สอดคล้องกันอย่างผิดสังเกต ผู้สมัครเป้าหมายหลายคนได้รับคะแนนในลักษณะเดียวกันเป็นกลุ่ม จนถูกตั้งข้อสงสัยว่าไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจอย่างอิสระของผู้สมัครแต่ละคน
ยังมีข้อกล่าวหาเรื่องการใช้เงินสนับสนุนการสมัคร ค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตลอดจนการตรวจสอบเส้นทางการเงินของบุคคลและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI เข้ามารับผิดชอบในส่วนของคดีอาญา ฐานฟอกเงินและความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ กกต. รับผิดชอบความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง
เมื่อ กกต. ตั้งคณะสืบสวนและไต่สวนส่วนกลางชุดที่ 26 ขึ้นมาสอบสวน คณะชุดนี้ใช้เวลาทำงานหลายเดือน สอบพยานจำนวนมาก ตรวจสอบเอกสารหลายหมื่นหน้า และจัดทำรายงานความยาวหลายร้อยหน้า ก่อนมีความเห็นว่า พยานหลักฐานมีมูลเพียงพอที่จะดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภา 138 คน และบุคคลในเครือข่ายอีก 91 คน อาทิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและนายกรัฐมนตรี, นายเนวิน ชิดชอบ ผู้ทรงอิทธิพลของพรรคภูมิใจไทย, นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี และ นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปรัฐบาล รวมถึงนักการเมืองและบุคคลในเครือข่ายอีกจำนวนหนึ่ง พร้อมเสนอให้ กกต. ดำเนินการตามกฎหมายและส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเป็นผู้วินิจฉัย
แต่แทนที่เรื่องจะเดินไปตามขั้นตอนดังกล่าว กกต. กลับตั้งคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ขึ้นมาพิจารณาปัญหาหรือข้อโต้แย้งในสำนวนอีกชั้นหนึ่ง
คณะอนุกรรมการชุดที่ 36 มีกรรมการ 7 คน โดยกรรมการ กกต. แต่ละคนเสนอชื่อบุคคลของตนเองเข้ามาคนละหนึ่งคน เพื่อร่วมพิจารณาสำนวน เมื่อพิจารณาแล้วกลับมีมติ 5 ต่อ 2 ว่า ข้อกล่าวหาทั้งหมดไม่มีมูล และควรยกคำร้อง
ความเห็นของอนุกรรมการทั้งสองชุดจึงสวนทางกันโดยสิ้นเชิง ชุดหนึ่งเห็นว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอที่จะส่งศาล ขณะที่อีกชุดหนึ่งกลับเห็นว่าคดีไม่มีมูล
แน่นอนว่า ในทางกฎหมาย อนุกรรมการไม่มีอำนาจชี้ขาด คำวินิจฉัยสุดท้ายยังเป็นของ กกต. ชุดใหญ่ แต่ในทางปฏิบัติ ความเห็นของอนุกรรมการย่อมมีน้ำหนัก เพราะเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้พิจารณาสำนวนโดยตรง
สำหรับผม สิ่งที่ทำให้ไม่มั่นใจต่อการตัดสินใจของ กกต. ชุดใหญ่ ไม่ได้อยู่ที่ตัวบทกฎหมาย แต่อยู่ที่โครงสร้างขององค์กรเอง
ผมเห็นว่า กรรมการ กกต. เสียงข้างมากได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบัน ซึ่งเป็นวุฒิสภาชุดเดียวกับที่ถูกเรียกในทางการเมืองว่า “สว.สีน้ำเงิน” ดังนั้น เมื่อ กกต. ต้องเป็นผู้ชี้ขาดคดีที่เกี่ยวข้องกับที่มาของวุฒิสภาชุดเดียวกัน ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ประชาชนจำนวนมากจะตั้งคำถามถึงความเป็นกลางขององค์กร
ยิ่งเมื่อคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ซึ่งกรรมการ กกต. แต่ละคนเสนอชื่อบุคคลของตนเองเข้าไปคนละหนึ่งคน มีมติ 5 ต่อ 2 ให้ยกคำร้อง ก็ยิ่งทำให้ผมกังวลว่า กกต. ชุดใหญ่จะมีแนวโน้มตัดสินไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ และจะกล้าส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเป็นผู้วินิจฉัยหรือไม่
ขณะเดียวกัน คดีอาญาที่อยู่ในมือ DSI ก็ทำให้เกิดคำถามไม่ต่างกัน
แม้ DSI จะดำเนินคดีในฐานความผิดคนละส่วนกับ กกต. โดยเน้นการสอบสวนเส้นทางการเงิน เครือข่ายผู้เกี่ยวข้อง และความผิดฐานฟอกเงิน แต่อย่าลืมว่า DSI เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
ปัจจุบันรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคือ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ และอดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 ซึ่งได้รับตำแหน่งในรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำสำคัญ
ผมไม่ได้กล่าวหาว่า พล.ต.ท.รุทธพลเข้าไปสั่งการ แทรกแซง หรือบิดเบือนคดี เพราะจนถึงขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานสาธารณะที่ยืนยันเช่นนั้น
แต่ในเชิงโครงสร้าง ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า DSI อยู่ภายใต้การกำกับของฝ่ายการเมือง ขณะที่บุคคลจำนวนมากซึ่งถูกกล่าวหาในคดีนี้ ถูกเชื่อมโยงกับเครือข่ายการเมืองของพรรคภูมิใจไทย จึงเป็นเรื่องปกติที่ประชาชนจะตั้งคำถามว่า จะสามารถคาดหวังให้กระบวนการสอบสวนเป็นอิสระได้มากน้อยเพียงใด
กระบวนการยุติธรรมไม่ได้ต้องเป็นธรรมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ประชาชน “เชื่อ” ว่าเป็นธรรมด้วย หากโครงสร้างขององค์กรทำให้เกิดข้อสงสัยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ต่อให้ไม่มีคำสั่งแทรกแซงแม้แต่ฉบับเดียว ความเชื่อมั่นของสังคมก็ย่อมลดลงอยู่ดี
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ประชาชนจำนวนมากต้องการ ไม่ใช่การให้ กกต. หรือ DSI เป็นผู้ตัดสินแทนศาล แต่ต้องการให้คดีที่มีผลกระทบต่อความชอบธรรมของวุฒิสภาทั้งสภา ได้รับการตรวจสอบโดยศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายนำพยานหลักฐานมาต่อสู้กันอย่างเปิดเผย
หากผู้ถูกกล่าวหาไม่มีความผิด ศาลก็สามารถพิพากษายกคำร้องได้ แต่หากมีพยานหลักฐานเพียงพอ ศาลก็เป็นผู้วินิจฉัยตามกฎหมาย
ตรงกันข้าม หาก กกต. เลือกยุติคดีเสียเอง ทั้งที่คณะสืบสวนชุดที่ 26 เห็นว่าพยานหลักฐานมีมูล และ DSI ยังดำเนินคดีอาญาต่อไป ความสงสัยของสังคมจะไม่จบลงพร้อมกับมติของ กกต. ตรงกันข้าม มันจะยิ่งตอกย้ำคำถามว่า เหตุใดคดีที่เกี่ยวข้องกับที่มาของวุฒิสภาทั้งสภา จึงไม่ถูกเปิดโอกาสให้ศาลเป็นผู้ค้นหาความจริง
คดีฮั้ว ส.ว. จึงไม่ใช่เพียงคดีของบุคคล 229 คน หากแต่เป็นบททดสอบว่า ประเทศไทยยังมีกลไกตรวจสอบที่อยู่เหนือเครือข่ายอำนาจทางการเมืองหรือไม่ และคำตอบของคำถามนี้ จะเป็นตัวกำหนดความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมไทยหลังสังคมเคยตั้งคำถามกับการที่ป.ป.ช.ยกคำร้องกรณีศักดิ์สยาม ชิดชอบมาแล้ว


