xs
xsm
sm
md
lg

ฮั้ว สว.รอ กกต.ราดน้ำมันลงกองไฟ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: สุรวิชช์ วีรวรรณ



คดีฮั้ว สว.กำลังร้อนเป็นไฟล่าสุดมีการเปิดเผยรายชื่อนักการเมืองระดับประเทศที่รวมถึงอนุทิน ชาญวีรกูลถูกอ้างว่าเชื่อมโยงกับกระบวนการดังกล่าว ทำให้คดีนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ สว.อีกต่อไป แต่กลายเป็นประเด็นการเมืองระดับชาติ

หากย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นสำคัญอยู่ที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลางชุดที่ 26 ของ กกต.ซึ่งทำงานร่วมกับ DSI ได้รวบรวมพยานหลักฐานและมีความเห็นว่ามีผู้เกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือก สว.รวม 229 คนแบ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภา 138 คน และนักการเมืองในพรรคภูมิใจไทยที่รวมถึงอนุทิน ชาญวีรกูล ไชยชนก ชิดชอบ ผู้ประสานงานและบุคคลในเครือข่ายอีก 91 คนพร้อมเสนอให้ดำเนินคดีตามกฎหมายเลือกตั้งต่อบุคคลทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม เมื่อสำนวนถูกส่งต่อไปยังคณะอนุกรรมการวินิจฉัยเรื่องร้องคัดค้านการเลือกตั้งชุดที่ 36ซึ่งถูกตั้งขึ้นมาเพื่อพิจารณาคดีนี้โดยเฉพาะหลังจากกกต.ที่ได้รับความเห็นชอบจาก สว.ชุดปัจจุบันมีจำนวนเป็นเสียงข้างมากกลับมีความเห็นแตกต่างออกไปโดยมีมติ 5 ต่อ 2 ว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนไม่มีมูลความผิดและเสนอให้ยกคำร้อง

ความเห็นที่สวนทางกันระหว่างอนุกรรมการชุดที่ 26และชุดที่ 36 จึงกลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตาเพราะสะท้อนว่าภายในกระบวนการของ กกต.เองยังมีการตีความพยานหลักฐานไม่ตรงกัน ขณะนี้เรื่องทั้งหมดอยู่ระหว่างการพิจารณาของ กกต.ชุดใหญ่ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัยขั้นสุดท้าย

ท่ามกลางกระบวนการดังกล่าว ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw ได้เปิดเผยข้อมูลที่ยื่นต่อฝ่ายค้านโดยระบุว่า มีพยานหลักฐานซึ่งเชื่อมโยงนักการเมืองระดับประเทศ 9 คนกับคดีฮั้ว สว.ได้แก่อนุทิน ชาญวีรกูล, ทรงศักดิ์ ทองศรี, ภราดร ปริศนานันทกุล, กรวีร์ ปริศนานันทกุล, พิพัฒน์ รัชกิจประการ, นภินทร ศรีสรรพางค์, สุขสมรวย วันทนียกุล, พิชัย ชมพูพล และศุภชัย โพธิ์สุ โดยiLaw ระบุว่าเป็นข้อมูลเพื่อให้หน่วยงานของรัฐตรวจสอบไม่ใช่การชี้ว่าบุคคลเหล่านี้มีความผิดแล้ว

ฝ่ายที่ถูกพาดพิงโดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดพร้อมยืนยันว่าไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอรองรับและประกาศใช้สิทธิทางกฎหมายดำเนินคดีกับผู้ที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของพรรคและบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ถามว่าคดีนี้จะจบลงอย่างไร ผมคิดว่ายิ่งชีพยังมีช่องทางต่อสู้คดีอยู่ไม่น้อย

ประการแรก ข้อมูลดังกล่าวไม่ใช่ข้อมูลใหม่หากพิสูจน์ได้ว่ารายชื่อทั้ง 9 คนปรากฏอยู่ในสำนวนของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลางชุดที่ 26 ซึ่งมีผู้ถูกกล่าวหา 229 คนอยู่ก่อนแล้วการเปิดเผยของยิ่งชีพก็อาจถูกอธิบายได้ว่าเป็นการนำข้อมูลที่มีอยู่ในสำนวนหรือข้อมูลที่ได้รับมาเปิดเผยไม่ใช่การสร้างข้อกล่าวหาขึ้นใหม่เอง

ประเด็นต่อมาคือเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะคดีฮั้ว สว.เป็นประเด็นที่มีผลต่อระบบการเลือกตั้ง และองค์กรตามรัฐธรรมนูญ จึงเป็นเรื่องที่ประชาชนมีสิทธิรับรู้หากการเปิดเผยกระทำโดยสุจริตเพื่อให้เกิดการตรวจสอบก็อาจเข้าหลักการแสดงความคิดเห็นหรือการรายงานข้อเท็จจริงโดยสุจริตตามข้อยกเว้นของกฎหมายหมิ่นประมาท

ในทางกฎหมายและการแถลงข้อเท็จจริง ยิ่งชีพและiLaw ใช้แนวทางการเปิดเผยข้อมูลพยานหลักฐานและพฤติการณ์ที่พบเพื่อส่งต่อให้กลไกทางการเมืองและกระบวนการยุติธรรมนำไปตรวจสอบต่อ

สิ่งที่ยิ่งชีพนำมาเปิดเผยและยื่นให้ฝ่ายค้านเป็นการรวบรวมคำบอกเล่าของพยานเอกสาร และเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงถึงบุคคลเหล่านี้เพื่อชี้ให้เห็นว่ามี “ร่องรอยและข้อพิรุธ” ที่ควรได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง

ยิ่งชีพไม่ได้มีอำนาจชี้ความผิดเพราะการวินิจฉัยว่าบุคคลใดมีความผิดหรือไม่เป็นหน้าที่ของ กกต.และศาลที่จะต้องเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาเข้าชี้แจงและต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม

เป้าหมายหลักของการเปิดเผยรายชื่อครั้งนี้ จึงเป็นการกดดันให้เกิดการตรวจสอบผ่านกลไกรัฐสภา และผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดเผยสำนวนสอบสวนอย่างโปร่งใสเพื่อให้สังคมได้รับรู้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรกันแน่

ดังนั้น ในทางกฎหมายคดีนี้ยังไม่มีข้อยุติผู้ถูกกล่าวหาทุกคนยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาถึงที่สุด แต่ในทางการเมืองคดีฮั้ว สว.ได้ยกระดับจากการตรวจสอบการเลือกตั้งไปสู่การตรวจสอบเครือข่ายอำนาจทางการเมืองและผลการตัดสินของกกต.ชุดใหญ่จะเป็นจุดชี้ขาดสำคัญว่าคดีนี้จะเดินหน้าสู่กระบวนการพิจารณาในศาลหรือจะยุติลงตั้งแต่ชั้นของกกต.

แต่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือ กกต.จะตัดสินใจอย่างไร
เพราะเวลานี้มีความเห็นของอนุกรรมการ กกต.สองชุดที่สวนทางกันโดยสิ้นเชิง ชุดหนึ่งเห็นว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดี ขณะที่อีกชุดเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดไม่มีมูลความผิด และสุดท้ายผู้ที่จะชี้ขาดก็คือกกต.ชุดใหญ่

แต่ถึงตอนนี้ กกต.ซึ่งเสียงส่วนใหญ่เป็น กกต.ที่ได้รับความเห็นชอบจาก สว.ชุดปัจจุบันก็ยังดึงเรื่องเอาไว้ ทั้งที่เวลาล่วงเลยมาแล้วเกือบ 2 ปีเพราะรู้ดีว่าหากยกคำร้องตามที่อนุกรรมการชุดที่ 36 เสนอก็เท่ากับราดน้ำมันลงกองไฟและจะซ้ำเติมความรู้สึกของประชาชนหลังป.ป.ช.มีมติยกคำร้องคดีศักดิ์สยาม ชิดชอบ

คดีนี้จึงไม่ใช่เพียงบททดสอบของผู้ถูกกล่าวหาหรือของยิ่งชีพและ iLaw เท่านั้น แต่ยังเป็นบททดสอบของกกต.เองว่าจะทำให้สังคมเชื่อมั่นได้หรือไม่ว่า คำวินิจฉัยสุดท้ายตั้งอยู่บนพยานหลักฐานมากกว่าความไว้วางใจหรือความไม่ไว้วางใจทางการเมือง

ติดตามผู้เขียนได้ที่
https://www.facebook.com/surawich.verawan