xs
xsm
sm
md
lg

การแข่งขันระหว่าง “สงคราม” กับ “ความล่มสลาย”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทับทิม พญาไท


พันเอกดักลาส แมคเกรเกอร์ นักวิจารณ์การเมือง
เปิดฉากสัปดาห์นี้...คงต้องเริ่มที่คุณพ่ออเมริกาอีกนั่นแหละทั่น!!! เพราะจะด้วยความเพ้อ ความเห่อเหิม ต่อสถานะความเป็นจ้าวโลก ประมุขโลก อย่างไม่คิดลดราวาศอก หรือไม่? อย่างไร? ก็แล้วแต่จะว่ากันไป เลยส่งผลให้ความเป็นไปของโลก
ณ ช่วงนี้ ไปจนอนาคตอันใกล้ ย่อมหนีไม่พ้นที่จะเกี่ยวข้อง โยงใย เกี่ยวพันกับชะตากรรมของประเทศอเมริกา อย่างมิอาจแยกออกจากกันได้เลย...

แต่อย่างที่พิธีกรรายการข่าวผู้โด่งดังในอเมริกาและในระดับโลก “นายTucker Carlson” แกได้ไปพูดจาว่ากล่าวไว้ในรายการEast Meet West with Olga and Tara” เมื่อช่วงวันพุธที่แล้ว (22 ก.ค.) นั่นแหละว่า ประเทศอเมริกาทุกวันนี้...ได้สูญเสีย “อำนาจอธิปไตย” ของตัวเองไปเป็นที่เรียบโร้ยย์ย์ย์แล้ว!!! คือเสียให้กับพันธมิตรผู้ศักดิ์สิทธิ์อย่างอิสราเอล ดังคำพูดที่ว่า...“สหรัฐฯ ได้ทำลายผลประโยชน์ประเทศตัวเอง...ด้วยการทำสงครามในนามอิสราเอล”หรือ “ประธานาธิบดีทรัมป์...เข้าสู่สงคราม(อิหร่าน)ครั้งนี้ เพราะถูกอิสราเอลกดดัน ผมไม่ได้คาดเดาเอาเอง ผมเห็นด้วยตาตัวเอง และนี่ไม่ใช่คำพูดประเภทต่อต้านยิว แต่มันคือข้อเท็จจริง...ที่ทำให้ผมเชื่อว่าอเมริกาได้สูญเสียอำนาจอธิปไตยของตัวเองไปนานแล้ว!!!”...

นี่...จริง-ไม่จริง เชื่อ-ไม่เชื่อ ไม่ว่าจะติ่งอเมริกา หรือไม่ติ่งอเมริกา ลองเก็บไปนั่งคิด-นอนคิดเอาเองก็แล้วกัน แต่โดยสถานะ โดยหลักคิด วิธีคิดของ “นายTucker Carlson”นับตั้งแต่เริ่มๆ มาจนถึงทุกวันนี้ ต้องเรียกว่า...ออกจะมี “น้ำหนัก” แบบจะปล่อยให้เข้าหูซ้ายแล้วร่วงออกไปทางหูขวาไม่ได้เลย โดยเฉพาะคำพูด คำจา ที่เกี่ยวกับการเมืองอเมริกา การเมืองอิสราเอล ซึ่งนับวันจะพันกันไปพันกันมายิ่งกว่าหนวดแขกพันกับฝอยขัดหม้อเอาเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นที่รู้ๆ กันมาตั้งแต่แรกนั่นแหละว่า...พิธีกรเจ้าของรายการ Tucker Carlson Tonight” ทางสถานีโทรทัศน์Fox News” ที่ถือเป็น “ขาเชียร์ทรัมป์บ้า” มาโดยตลอด นับแต่ปี ค.ศ.2016 จนถึงปี ค.ศ.2023 รายนี้...ก็คือสาวกรายสำคัญของ “ทรัมป์บ้า” เขานั่นแหละ คือหนึ่งในบรรดาพวก MAGA” (Make America Great Again) ไม่ต่างอะไรไปจาก Marjorie Taylor Green” หรือ Thomas Massie” ฯลฯ ที่ทุกวันนี้ต่างได้ตีลังกากลับ 360 องศา บิดเกลียว 3 รอบครึ่ง หรือ “ไม่เอากับทรัมป์บ้า” ไปแล้วด้วยกันทั้งสิ้น อันเนื่องมาจากความคิด ความเชื่อ ที่ออกไปในแนวเดียวกันนั่นเอง คือเชื่อว่าประธานาธิบดีอเมริกันอย่าง “ทรัมป์บ้า” พร้อมทำลายผลประโยชน์ของประเทศตัวเองเพื่อสนองตอบความปรารถนา ความต้องการของอิสราเอล อย่างไม่คิดลด-ละ-เลิกใดๆ เอาเลยแม้แต่น้อย หรือเชื่อว่าประเทศอเมริกาได้ “สูญเสียอำนาจอธิปไตย” ต่ออิสราเอลไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว!!!

ซึ่งถ้าว่าไปแล้ว...ความเชื่อดังกล่าว ไม่ได้เพิ่งเริ่มๆ จะอุบัติขึ้นมาในอเมริกาแต่อย่างใด แต่มีมานานนับศตวรรษๆ มาแล้วเห็นจะได้ หรือมีมาตั้งแต่ยุคอดีตประธานาธิบดี Abraham Lincoln” ยังมีชีวิตโน่นเลย ยังไม่ได้ถูกลอบยิง ลอบสังหาร กลางโรงละครในเวลาต่อมา โดยได้แสดงออกจากคำพูด คำจา ของอดีตประธานาธิบดีรายนี้ ที่ได้เอ่ยขึ้นมาก่อนหน้าการลอบสังหารแค่ไม่กี่วันว่า...“บรรษัทได้ครองประเทศไปแล้ว ศักราชแห่งการโกงกินในระดับสูงสุดกำลังจะตามมา อำนาจเงินจะมีบทบาทเหนือทุกสิ่งทุกอย่างไปอีกนาน โดยอาศัยความหลงผิดของปวงชน จนกระทั่งเมื่อความมั่งคั่งถูกสะสมเอาไว้ในมือคนกลุ่มเล็กๆ สาธารณรัฐ(สหรัฐฯ)ก็จะถูกทำลายลงไปในท้ายที่สุด...”

และโดยความหมายของคำว่า “บรรษัท” หรือ “คนกลุ่มเล็กๆ” ที่พยายามสะสมความมั่งคั่งในที่นี้...ก็คงหนีไม่พ้นไปจากบรรดา “นักธุรกิจชาวยิว” ทั้งหลายนั่นเอง ที่มีบทบาททางการเงินอยู่กับทั้ง “ฝ่ายเหนือ” และ “ฝ่ายใต้” ช่วงระหว่าง “สงครามกลางเมือง” อเมริกา คือออกพันธบัตรเงินกู้เพื่อเอามาใช้ทำสงครามให้กับทั้งฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ ดังนั้น แม้ว่าฝ่ายเหนือ หรือฝ่ายอดีตประธานาธิบดี Lincoln” จะเป็นฝ่ายชนะ แต่สภาพความเป็นไปของประเทศอเมริกานับแต่นั้นเป็นต้นมา
ก็น่าจะเป็นดังที่นักคิด-นักวิชาการชาวอเมริกัน อย่าง David C. Korten”ได้บรรยายไว้ในหนังสือเรื่อง When Corporation Rule the World” นั่นแหละว่า... “สงครามกลางเมืองในอเมริกา ได้ก่อให้เกิดการต่อต้านเกณฑ์ทหารปะทุกลายเป็นการจลาจล สร้างความสั่นสะเทือนให้เมืองต่างๆ ทั่วประเทศ ระบบการเมืองย่อยแยกแตกกระจาย และโดยผลกำไรอันมหาศาลจากการทำสัญญาซื้อยุทธปัจจัย ผลประโยชน์ทางอุตสาหกรรมบรรษัทได้ฉวยโอกาสจากความระส่ำระสาย การโกงกินทางการเมือง กระทำในสิ่งที่สามารถเรียกได้ว่า...การซื้อกฎหมาย ส่งผลให้พวกเขาได้รับเงินและที่ดินจำนวนมาก โดยเฉพาะการขยายระบบรถไฟในตะวันตก ยิ่งมีกำไรมากขึ้นก็ยิ่งทำให้กลุ่มธุรกิจรวมตัวกันเหนียวแน่นขึ้น และเข้ายึดกุมรัฐบาลเพื่อหาผลประโยชน์ให้มากขึ้นไปอีก”...

ดังนั้น...อำนาจอธิปไตยของประเทศอเมริกา มันเลยไม่ได้อยู่ในมือของปวงชน-โดยปวงชน-และเพื่อปวงชน มานานแล้ว แต่อยู่ในมือของพ่อค้า-โดยพ่อค้า-และเพื่อพ่อค้ามาโดยตลอด การที่ประธานาธิบดีอเมริกันอย่าง “ทรัมป์บ้า” ต้องยอมทำสงครามกับอิหร่าน ทั้งที่บรรดาอเมริกันชนจำนวน 70-80 เปอร์เซ็นต์คัดค้าน ตามผลสำรวจความคิดเห็นของโพลแต่ละโพล ก็จึงถือเป็นข้อพิสูจน์ เป็นเครื่องยืนยันให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า ผู้ที่ถือเชือกล่าม ผู้ที่จูง “สุนัขบ้า” ให้หันไปกัด ไปขย้ำอิหร่านอยู่ในทุกวันนี้...ก็คือบรรดาลูกหลานชาวยิวทั้งหลายนั่นเอง!!!

แม้ว่าการทำสงครามของอเมริกาเพื่อตอบสนองอิสราเอลคราวนี้ แทบไม่ต่างอะไรไปจาก “การทำลายผลประโยชน์ประเทศตัวเอง” ดังที่ Tucker Calson” ว่าไว้ เพราะส่งผลให้ “เศรษฐกิจอเมริกา” รวมทั้ง “เศรษฐกิจโลก” หนีไม่พ้นต้องฉิบหาย-วายวอด อย่างมิพึงต้องสงสัย ราคาน้ำมันพุ่งจู๊ดจาก 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็น 90 และ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปแล้วในทุกวันนี้ โดยอีก 3 เดือน 6 เดือนข้างหน้าอาจพุ่งไปถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ถ้าว่ากันตามการคาดการณ์ของ “อภิมหานักวิเคราะห์ระดับโลก” อย่าง “พันเอกDouglas Macgregor” ภาวะเงินเฟ้อและผลประโยชน์ตอบแทนพันธบัตรระยะ 10 ปีของอเมริกา จาก 4.6 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นเป็น 4.7 ใกล้ๆ จะถึงระดับ 5 เปอร์เซ็นต์ ในอีกไม่ใกล้-ไม่ไกล อันถือเป็นระดับที่จะส่งผลให้อเมริกาหมดขีดความสามารถในการใช้หนี้ ไม่มีใครคิดจะให้กู้อีกต่อไป ฯลฯ และก็แน่นอนนั่นแหละว่า...ย่อมส่งผลให้พรรครัฐบาล หรือพรรครีพับลิกันย่อมต้องประสบความพ่ายแพ้ในการ “เลือกตั้งกลางเทอม” ในอีก 4 เดือนข้างหน้า อันจะนำไปสู่ “การถอดถอนประธานาธิบดี” โดย “เสียงข้างมาก” ในสภาฯ ที่เป็นของพรรคฝ่ายตรงข้ามอย่างเดโมแครต ได้แบบปอกกล้วยเข้าปากเอาเลยก็ว่าได้...

แต่ก็นั่นแหละ...ทำไมผู้ที่ “คร่อกก์ก์ก์” ผู้ที่ฉลาดแกมโกงอย่าง “ทรัมป์บ้า” ถึงยังคิดเดินหน้าทำสงครามกับอิหร่านอย่างไม่คิดจะลด-รา-วา-ศอก หรือชนิดพร้อมที่จะสู้จน “จรวดลำสุดท้าย” อันนี้... “พันเอกDouglas Macgregor” ท่านได้ตั้งข้อสมมติฐาน ข้อสังเกตไว้น่าคิด น่าสะกิดใจ มิใช่น้อย นั่นก็คือ...ไม่ว่าจะถอยหลัง หรือเดินหน้า โอกาสที่ พรรครีพับลิกันจะแพ้เลือกตั้งกลางเทอม นำไปสู่การคิด “ถอดถอนประธานาธิบดี” โดยเสียงส่วนใหญ่ของเดโมแครตย่อมมีความเป็นไปได้ไม่ยากส์ส์ส์ แต่โดยอำนาจ อิทธิพล ของบรรดา “นักธุรกิจชาวยิว” ที่แผ่ขยาย แผ่ซ่าน อยู่ทั้งในพรรครัฐบาลและพรรคฝ่านค้านนี่เอง ที่สามารถนำมาใช้ปกป้อง ใช้เป็นเกราะคุ้มกัน ให้กับตำแหน่งประธานาธิบดีอเมริกันได้โดยไม่จำเป็นต้องสนใจชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งกลางเทอมเอาเลยแม้แต่น้อย...

นี่...อันนี้นี่แหละ ที่มันเลยทำให้ “ทรัมป์บ้า”ยังคงพร้อมที่จะดำรงตนเป็น “สุนัขบ้า” ให้กับอิสราเอล ไม่ว่าโลกทั้งโลกหรือประเทศอเมริกาทั้งประเทศ จะฉิบหาย-วายวอดกันไปถึงขั้นไหน??? และแม้ว่าสงครามอิหร่านจะทำให้อเมริกามีแต่ “แพ้-กับ-แพ้” หรือไม่ก็ต้องเยิ่นกันในระดับ Forever Wars” สู้กันจนจรวดลำสุดท้าย แต่นั่น...ก็น่าจะยิ่งก่อให้เกิดความน่าวิตก น่าหนักใจ ยิ่งขึ้นไปใหญ่ เพราะโอกาสที่จะก่อให้เกิดแรงกระตุ้นในการเอาชนะด้วยอาวุธมหาประลัย อย่าง “อาวุธนิวเคลียร์” ยิ่งมีความเป็นไปได้สูงยิ่งขึ้นไปเท่านั้น โดยเฉพาะสำหรับประเทศที่กำอาวุธชนิดนี้เอาไว้นับสิบๆ หัวรบอย่างอิสราเอล ซึ่งนับวันกำลังตกอยู่ในสภาพใกล้ๆ “ถูกลบไปจากแผนที่” ยิ่งเข้าไปทุกที...

ด้วยเหตุนี้...สงครามอิหร่านรอบใหม่ซึ่งกำลังดำเนินอยู่ในทุกวันนี้ จึงถูกประเมินเอาไว้โดยสายตาของอภิมหานักวิเคราะห์อย่าง “พันเอกDouglas Macgregor” แบบน่าคิด น่าสะกิดใจ เอามากๆ นั่นก็คือ...ไม่ต่างไปจากการแข่งขันระหว่าง “สงคราม”กับ “ความล่มสลาย” คือตราบใดที่ผู้นำอเมริกายังคงเป็น “ทรัมป์บ้า” ผู้ที่ยอมให้อิสราเอลลากจูงไปกัดใคร-ขย้ำใคร โดยไม่คิดสนใจต่อประเทศตัวเอง หรือต่อโลกทั้งโลกเอาเลยก็ตาม โอกาสที่จะเกิดการสิ้นสุด ยุติ เกิด “สันติภาพ” ในตะวันออกกลาง จึงแทบเป็นไปไม่ได้ แต่ก็นั่นแหละ...ภายใต้ความตกต่ำและความล่มสลายของเศรษฐกิจอเมริกาและเศรษฐกิจโลก ที่อาจหนักถึงขั้นแม้แต่อดีตประธานาธิบดี Herbert Hoover” หรือประธานาธิบดีอเมริกันช่วงยุคอภิมหาวิกฤตเศรษฐกิจ The Great Depression” ปี ค.ศ.1930 กลายเป็นคนมั่งมีไม่ใช่เป็นประธานาธิบดีแห่งยุคเศรษฐกิจตกต่ำเอาเลยด้วยซ้ำ อันนี้นี่แหละ...ที่จะทำให้ความล่มสลายของอเมริกาและอิสราเอล กลายเป็น “โชคดีของโลก” ไปโดยปริยาย!!!