เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ภาคีราชบัณฑิต
รมต อว ปี 2563-66
เราอยู่ในยุคโลกหมุนไวยิ่ง และเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงโกลาหล
ท่ามกลางวิกฤตที่รุมเร้าอยู่นี้ สิ่งที่บ้านเมืองกำลังขาดแคลนอย่างที่สุดไม่ใช่ “นักบริหารที่เก่งเทคนิค” หรือ “นักการเมืองที่เก่งการตลาด” จริงๆ เรากำลังขาด “รัฐบุรุษ” ผู้มีปรัชญาเพื่อแผ่นดินหยั่งลึกในหัวใจ
ความแตกต่างระหว่างนักการเมืองทั่วไปกับรัฐบุรุษนั้นบอกได้ง่ายมาก คือ นักการเมือง คิดถึงแต่การเลือกตั้งครั้งต่อไปและความอยู่รอดเฉพาะหน้าแต่รัฐบุรุษจะคิดถึงความเจริญวัฒนาของชาติและคนรุ่นหลัง ในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า
การตัดสินใจของผู้นำในวันนี้ คือโอกาสทองครั้งเดียวในชีวิตที่จะเลือกว่า จะเลือนหายไปตามกาลเวลา หรือจะสลักชื่อไว้ในความทรงจำของแผ่นดิน และนี่คือคำแนะนำ 5 ข้อ ที่จะเปลี่ยนผู้ครองอำนาจไปเป็นรัฐบุรุษ พร้อมทั้งเป็นเข็มทิศให้ประชาชนร่วมกันเลือกและเรียกหารัฐบุรุษ
1. รัฐบุรุษต้องทลาย "อัตตา" เพื่อกลายตนเป็นรากแก้วของแผ่นดิน ผู้ที่จะเป็นเสาหลักให้บ้านเมืองนั้น ต้องทุบทำลายตัวตนให้กลายเป็นธุลีดินเสียก่อน
จุดเริ่มต้นของรัฐบุรุษนั้น ไม่ได้อยู่ที่การมุ่งแสวงหาอำนาจ หรือถวิลหาแต่ความโด่งดัง หากแต่อยู่ที่การก้าวข้ามประโยชน์และศักดิ์ศรีส่วนตน รัฐบุรุษไม่ใช่คนที่ต้องการสปอตไลท์ที่ส่องสว่าง แต่พร้อมที่จะทำหน้าที่เป็น “รากแก้วที่คนอาจมองไม่เห็น” ยอมแม้ฝังตัวอยู่ในดิน ยอมเหน็ดเหนื่อยและแบกรับทุกอย่าง และส่งต่อน้ำและสารอาหารไปเลี้ยงต้นไม้ใหญ่--ประเทศไทย ให้เติบโตอย่างยั่งยืน
2. รัฐบุรุษต้องซื่อสัตย์ต่อหลักการ และพร้อมรับผิดรับชอบต่อนามธรรมที่เรียกว่า"ประวัติศาสตร์"
คำว่า “ประวัติศาสตร์” ในวิถีของรัฐบุรุษ ไม่ได้หมายถึงเรื่องราวในอดีตที่ผ่านพ้นและตายไปแล้ว แต่มันคือ “สายธารแห่งกาลเวลาที่เชื่อมโยง อดีต ปัจจุบัน และอนาคต เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ”
อดีต คือรากเหง้า บทเรียน และต้นทุนทางปัญญาที่ส่งต่อมาถึงเราทั้งหลาย
ปัจจุบัน คือพื้นที่หรือเวทีหรือสนามรบแห่งการดิ้นรน ลงมือทำและตัดสินใจในขณะนี้
อนาคต คือผลลัพธ์ของสิ่งที่เราหว่านไว้ ซึ่งลูกหลานต้องเป็นผู้รับกรรมหรือรับผลบุญ
การที่รัฐบุรุษ “รับผิดชอบประวัติศาสตร์” จึงหมายถึงตระหนักรู้ว่า ทุกการตัดสินใจในวันนี้(ปัจจุบัน)จะกลาย เป็นรากฐานที่กำหนดชะตากรรมของบ้านเมืองในอีก 20, 30, 50 หรือ 100 ปี ข้างหน้า (อนาคต) ก็ได้ เขาจึงยอมถูกคนในปัจจุบันมองอย่างไม่เข้าใจ ยอมบอบช้ำทางการเมืองในวันนี้ เพื่อจะปกป้องอนาคตของชาติ เพราะรู้ดีว่า "กาลเวลา" จะพิสูจน์ความถูกต้องในท้ายที่สุด
3. รัฐบุรุษยืนสูงเด่นในหอคอยแห่งกาลเวลา มองออกเห็นภาพรวมเชิงประวัติศาสตร์
ในโลกที่ข้อมูลท่วมท้นและเปลี่ยนไปมาทุกวัน รัฐบุรุษจะไม่ใช่นักตอบโต้ข่าวรายวัน แต่คือผู้ที่ยืนบนจุดสูงสุดของประวัติศาสตร์ มองเห็นอดีต เข้าใจปัจจุบัน และอ่านอนาคตได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
เขาจะรู้ดีว่าสังคมของตนมีรากเหง้ามาจากไหน มีจุดแข็งและจุดอ่อนอย่างไร และรู้ว่า “จังหวะเวลาไหน” ที่จักต้องเด็ดขาดเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างและนโยบายของชาติ โดยไม่ฝืนหรือขัดกับสัจธรรมและจริตที่แท้จริงของบ้านเมือง
4. รัฐบุรุษหลอมรวมความต่าง ผสานใจคนมากมายหลายกลุ่มในชาติ
ผู้นำที่อ่อนแอมักชอบใช้วิธี “แบ่งแยกและปกครอง” เพื่อสร้างความขัดแย้งในหมู่ชนและรักษาอำนาจของตนไว้ แต่รัฐบุรุษจะทำในสิ่งตรงกันข้าม คือ “ผสานความขัดแย้งปรองดองเพื่อสร้างชาติ”
เขามองความเห็นต่างเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ แต่หน้าที่ของเขาเป็นสะพานเชื่อมโยงสองฝั่ง เป็นศูนย์รวมจิตใจ และสร้างพื้นที่หรือเวทียุติธรรมที่ทุกฝ่ายไว้วางใจได้
รัฐบุรุษไม่มองเพื่อนร่วมชาติเป็นศัตรู แต่ใช้ปรีชาญาณและความเมตตานำพาประชาชนข้ามพ้นกับดักแห่งความเกลียดชังกันและกัน
5. ในที่สุดรัฐบุรุษจะก้าวลงอย่างสง่างาม ส่งต่อคบเพลิงให้คนรุ่นต่อไป
ตัวชี้วัดรัฐบุรุษที่แท้จริง ไม่ใช่วัดในวันที่เขาขึ้นสู่จุดสูงสุดของอำนาจ แต่วัดในวันที่เขาได้ “ก้าวลงมาจากตำแหน่ง” แล้ว ดูสิว่าบ้านเมืองยังคงมั่นคง สถาพรอยู่ และเจริญรุ่งเรืองต่อไปได้
รัฐบุรุษคือสถาปนิกและวิศวกรผู้สร้างระบบและสร้างคน หน้าที่หลักของเขาคือการบ่มเพาะผู้นำรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพเหนือกว่าตนเองด้วยซ้ำ ไม่กลัวว่าจะถูกใครจากที่ไหนมาบดบังรัศมีพร้อมที่จะส่งต่อคบเพลิงแห่งปัญญาและส่งมอบสถาบันที่เข้มแข็งให้เป็นมรดกแก่แผ่นดิน เพื่อให้กลไกของชาติขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างไร้รอยต่อชั่วลูกชั่วหลาน
สาส์นถึงประชาชน: เราจะได้รัฐบุรุษไหม อยู่ที่ท่าน หยุดเลือก ‘นักการเมืองเฉพาะหน้า’ และร่วมกันหา ‘รัฐบุรุษ’ ดีกว่า
อนาคตของบ้านเมืองไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้ถืออำนาจฝ่ายเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ สายตาและหัวใจของประชาชนทุกคน ยามที่พวกเราเดินเข้าคูหา หรือยามที่เราส่งเสียงเรียกร้องทางการเมือง ที่ผ่านมา เรามักติดอยู่ในกับดักแห่งความพึงพอใจระยะสั้น เรามักหลงไปกับคำสัญญาฉาบฉวย มักชอบแนวนโยบายที่แจกจ่ายผลประโยชน์ชั่วคราวและในเฉพาะหน้า หรือชอบแต่ผู้นำที่เก่งในการสร้างภาพบนหน้าสื่อ แต่อย่าลืมครับ ผลลัพธ์ที่ได้คือบ้านเมืองที่ย่ำอยู่กับที่ และมีปัญหาใหญ่ในระดับโครงสร้างที่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้พรมรอการระเบิด
ถึงเวลาแล้วที่พวกเรา—ประชาชนผู้เป็นเจ้าของแผ่นดิน—จะต้องยกมาตรฐานของตนให้สูงขึ้น
จงหยุดมองหาเพียงแค่ "นักการเมืองที่ถูกใจ" หรือ "นักบริหารที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ" แต่จงร่วมกันมองหา และ เลือกสรรผู้นำที่มีความเป็นรัฐบุรุษ คนที่กล้าพูดความจริงกับพวกเรา คนที่ไม่ยอมประนีประนอมความไม่ถูกต้องเพื่อแลกกับคะแนนเสียง และคนที่กล้าตัดสินใจในเรื่องยากๆ เพื่ออนาคตของลูกหลานเราในวันข้างหน้า
อำนาจในการกำหนดว่าประวัติศาสตร์หน้าต่อไปของชาติจะเป็นอย่างไร อยู่ในมือของประชาชนทุกคน จงใช้มันเพื่อปฏิเสธสิ่งฉาบฉวย และเรียกหารัฐบุรุษมานำพาบ้านเมือง
จาก "ผู้ครองอำนาจชั่วคราว" สู่ "ตำนานที่แผ่นดินไม่ลืม":
สำหรับผู้นำที่มีอำนาจอยู่ในมือในเวลานี้...
ตำแหน่งหน้าที่ ลาภยศ และคำสรรเสริญฉาบฉวยในเวลานี้ เป็นเพียงสิ่งชั่วคราวที่เมื่อเวลาผ่านไป คนพร้อมจะลืม มีผู้นำมากมายที่ลงจากตำแหน่งแล้วก็หายไปเหมือนสายลมที่พัดมาวูบเดียว และมีผู้นำกี่คนเองที่แม้จะพ้นตำแหน่งไปแล้ว แต่ชื่อยังถูกกล่าวขวัญและเรียกหา ยังได้รับศรัทธาเป็นอย่างสูงจากประชาชน ?
ความเป็น "รัฐบุรุษ" นั้นคือเกียรติยศขั้นสูงสุดที่เงินซื้อไม่ได้ และอำนาจบังคับเอาไม่ได้ มันคือความเป็นอมตะในสายธารแห่ง
กาลเวลา
สำหรับผู้มีอำนาจอยู่การเลือกทางเดินรัฐบุรุษนี้อาจต้องใช้ความเสียสละ ต้องกล้าขัดใจผู้คนในระยะสั้น และต้องเหน็ดเหนื่อยกว่าการเป็นผู้นำทั่วไปอย่างมหาศาล แต่นี่คือหนทางเดียวที่ทำให้การขึ้นสู่อำนาจของท่านมีคุณค่าสูงสุด จงเปลี่ยนอำนาจในมือให้กลายเป็น "มรดกเพื่ออนาคต" ลูกหลานในวันข้างหน้าย่อมจะหวลระลึกถึงท่านด้วยความกตัญญู
วิถีรัฐบุรุษ: เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ของการนำพาและการบริหาร
การเป็น "รัฐบุรุษ" นั้น โดยสรุป คือการบรรลุสมดุลขั้นสูงสุด คุณต้องมีความเด็ดขาดเฉียบคมปานศาสตราวุธยามเผชิญวิกฤต
ต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตนดั่งมหาสมุทรยามรับฟังประชาชน คุณต้องมองภาพฝันไกลระดับศตวรรษ แต่ต้องแก้ปัญหาตรงหน้าได้ทันท่วงที ช้าไม่ได้ พลาดหรือแพ้ไม่ได้
จงอย่าให้อำนาจของท่านจบลงพร้อมกับวาระทางการเมือง และอย่าปล่อยให้เสียงประชาชนสูญไปกับสิ่งฉาบฉวย ถึงเวลาแล้วที่ทั้งผู้ตามและผู้นำจะได้ร่วมกันยกระดับจิตวิญญาณ และสลักชื่อของท่านไว้ในฐานะ "รัฐบุรุษผู้พลิกชะตาชาติ และวางรากฐานอันไม่มีวันสั่นคลอนให้แก่แผ่นดินนี้" ร่วมกัน!


