เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ภาคีราชบัณฑิต
เมื่อเราได้เห็นแล้วว่า โลกตะวันออกมีภูมิปัญญาว่าด้วยเสรีภาพ ปัจเจกชน และการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งเพียงใด มาถึงตรงนี้ เราจึงพร้อมจะเข้าใจอีกด้านหนึ่งของเหรียญ นั่นคือ "อนุรักษ์นิยมแบบตะวันออก" ซึ่งมิได้เป็นปฏิปักษ์ต่อการเปลี่ยนแปลง หากแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงอีกประเภทหนึ่ง ที่มุ่งรักษาและพัฒนาให้สิ่งที่ดีงามอยู่รอดในโลกที่หมุนไปข้างหน้า
อนุรักษ์นิยมคืออะไร? มันไม่ใช่การหยุดนิ่ง แต่คือการ "เปลี่ยนเพื่อรักษาแก่นดีของเดิม" เอาไว้
สิ่งที่อยากให้ทุกท่านฉุกคิดคือ ยังมีวิธีคิดอีกแบบหนึ่งที่เราเรียกว่า "อนุรักษ์นิยม" ซึ่งมิได้แปลว่าต่อต้านการเปลี่ยนแปลง หรือรักของเก่าและความคิดเก่า เพียง เพราะมันเก่า แต่เป็นการเปลี่ยนที่มุ่งรักษาแก่นสารที่ดีงามเอาไว้ และพัฒนาให้อยู่รอดปลอดภัยในโลกที่หมุนไปข้างหน้า
ในโลกตะวันตก ซึ่งมีความคิดอนุรักษ์นิยมอยู่เคียงคู่กับเสรีนิยมและ บรรดาความคิด"ก้าวหน้า" ออกไปทางซ้ายทั้งปวง เอ็ดมันด์ เบิร์ก (Edmund Burke) นักคิดชาวอังกฤษเคยกล่าวสอนไว้ว่า "รัฐที่ไร้หนทางแห่งการเปลี่ยนแปลง ก็คือรัฐที่ไร้หนทางแห่งการอนุรักษ์" หรือหากไม่เปลี่ยนเลย ก็จะพลันรักษาแก่นเดิมไว้ไม่ได้เลย เช่นกัน
เช่นเดียวกับหลักคิดสำคัญที่ จี. เค. เชสเตอร์ตัน (G.K. Chesterton) นักคิดและนักเขียนชาวอังกฤษ อธิบายไว้ในหนังสือเรื่อง The Thing เมื่อปี ค.ศ. 1929 ว่า
ครั้งหนึ่ง "มีรั้วหรือประตูตั้งขวางถนนอยู่ นักปฏิรูปหัวใหม่เดินมาถึงแล้วพูดฉลาดๆว่า" ไม่เห็นว่ารั้วนี้มีประโยชน์อะไร เอามันออกไปเถอะ' ซึ่งนักคิดที่ฉลาดลึกซึ้งย่อมจะตอบว่า ช้าก่อน 'ถ้าคุณไม่เห็นประโยชน์ของมัน ผมก็จะยังไม่ให้คุณเอามันออกไปหรอก กลับไปคิดดูก่อน แล้วเมื่อไหร่ที่คุณกลับมาบอกผมได้ว่ามันเคยมีประโยชน์อะไร ผมก็อาจยอมให้คุณทำลายมันได้'"
นี่คือหัวใจของอนุรักษ์นิยมที่แท้จริง มิใช่การเก็บของเก่าไว้เพราะขี้เกียจเปลี่ยน แต่คือการเคารพภูมิปัญญาของผู้มาก่อน และไม่ด่วนทำลายสิ่งที่เรายังไม่เข้าใจ รั้วที่เราเห็นว่าไร้ประโยชน์ ณ ปัจจุบัน นั้น อาจถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันวัวหลงเข้าไปในไร่หรือสวน หรือเพื่อกั้นไม่ให้เด็กเดินพลัดตกลงไปในเหวใกล้ๆ หากเราไปทุบทิ้งอย่างง่าย ๆโดยไม่รู้หน้าที่ของมัน ผลร้ายที่ตามมาอาจมากกว่าผลดีที่คาดไม่ถึง
แต่เราจำเป็นต้องพึ่งแต่ฝรั่งเพื่อจะเข้าใจความจริงข้อนี้กระนั้นหรือ?
หามิได้ ที่จริง โลกตะวันออกก็สอนอะไรเราเอาไว้ไม่น้อย
ความจริงแล้ว จิตวิญญาณของอนุรักษ์นิยมที่แท้จริง ฝังรากลึกอยู่ในโลกทัศน์ของตะวันออกมาก่อนหน้าหลักคิดของตะวันตกเป็นเวลานับพันปี เราเพียงแต่ไปหลงทางอยู่กับวาทกรรมของฝรั่ง จนลืมขุมทรัพย์ทางปัญญาที่บรรพชนของเราได้วางรากฐานไว้
ในสังคมไทย เราเห็นได้จาก พระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ที่ทรงพระราชทานในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกว่า "เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป"
นี่คือคำอธิบายที่งดงามและเรียบง่ายที่สุดของอนุรักษ์นิยมแบบไทย การเปลี่ยน แปลงที่ให้เกียรติสิ่งที่บรรพชนสร้างไว้ เราไม่จำเป็นต้องรื้อบ้านทิ้งเพื่อสร้างตึกใหม่ แต่เรารักษาเสาเอกของบ้านไว้ แล้วต่อเติมให้เหมาะกับกาลสมัย ความพอดีและรู้จักประมาณ คือหัวใจของแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงในรัชกาลที่ 9 ซึ่งสอนให้เราเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างรู้ตัวและรู้จักตนเอง
ในอารยธรรมจีน ขงจื่อได้วางหลักการปฏิรูปที่ลึกซึ้งไว้ในคัมภีร์หลุนอวี่ เรียกว่า "สืบทอด-เปลี่ยนแปลง-ตัดทอน-เพิ่มเติม" เมื่อถึงคราวบ้านเมืองต้องปฏิรูป เราไม่ได้รื้อระบบทิ้งทั้งหมด แต่เรา "สืบทอด" สิ่งที่เป็นแก่น
"เปลี่ยนแปลง" สิ่งที่ล้าสมัย "ตัดทอน" ส่วนที่เกินเลย และ "เพิ่มเติม" ส่วนที่ยังขาด
นี่คือการเปลี่ยนแปลงตามทางสายกลาง (The Middle Way — ทางสายกลาง) ที่ให้เกียรติอดีต แต่เปิดรับปัจจุบัน ไม่ตัดขาดจากรากเหง้าแห่งตน
ในโลกของภารตะหรืออินเดีย เราเรียนรู้จากปรัชญาฮินดูเรื่องสนาตนธรรม (Eternal Duty — หน้าที่หรือสัจจะอันเป็นนิรันดร์) ซึ่งปรับเปลี่ยนรูปโฉมให้สอดคล้องกับยุคสมัยโดยไม่สูญเสียแก่นสาร การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่การสร้างของใหม่จากศูนย์ แต่คือการ "แปลความ" สัจจะเดิมให้ทันสมัยขึ้น
ขณะเดียวกัน ภควัทคีตาก็สอนเรื่องสวธรรม (One's own duty — หน้าที่ของตนตามธรรมชาติ) คือการทำหน้าที่ของตนตามธรรมชาติของตน แม้จะไม่สมบูรณ์แบบ ก็ยังประเสริฐกว่าการละทิ้งรากของตน ทิ้งความเป็นตัวเป็นตน แล้วกระโจนไปรับเอาแบบแผนของผู้อื่นมาทั้งดุ้นอย่างไม่ลืมหูลืมตา ดังที่พระกฤษ ณะตรัสแก่อรชุนว่า "ทำหน้าที่ของตนเองนั้นสำคัญยิ่ง แม้จะทำบกพร่อง ก็ยังดีกว่าไพล่ไปทำหน้าที่ของผู้อื่นอย่างสมบูรณ์" โดยไม่รู้ตัว (Better is one's own duty, though imperfect, than the duty of another well performed — การทำหน้าที่ของตนเองแม้ไม่สมบูรณ์ ยังดีกว่าการทำหน้าที่ของผู้อื่นอย่างดีเลิศ)
ภูมิปัญญาจากอี้จิง (I Jing): หยินและหยางทำงานร่วมกัน
อี้จิง (I Jing) หรือคัมภีร์แห่งความเปลี่ยนแปลง คือหนึ่งในคัมภีร์ที่เก่าแก่ที่สุดของอารยธรรมจีน มีอายุย้อนหลังไปได้ถึงสามพันปีหรือมากกว่านั้น เป็นรากฐานของปรัชญาจีนและมีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อทั้งขงจื่อและเต๋า อี้จิง (I Jing) ตั้งอยู่บนข้อสังเกตพื้นฐานที่ว่า ไม่มีสิ่งใดในเอกภพหยุดนิ่ง ทุกสิ่งล้วนอยู่ในการเปลี่ยนแปลง การเกิดดับ การขึ้นลง การหมุนเวียน คือสัจธรรม สูงสุดที่มนุษย์เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมด้วย
อี้จิง (I Jing) สอนเราว่าจักรวาลนั้นประกอบด้วยสองพลังที่ดูเผินๆเหมือนตรงข้าม หากแต่มันจะแทรกซึมและหนุนนำซึ่งกันและกัน
หยิน (Yin) คือพลังแห่งการอนุรักษ์ คือการถอยกลับ คือการทะนุถนอมรักษาสิ่งเดิมไว้
หยาง (Yang) คือพลังแห่งการก้าวหน้า การบุกเบิก และการสร้างสิ่งใหม่
สองพลังนี้มิได้เป็นศัตรูต่อกัน หากแต่ทำงานร่วมกัน ขับเคลื่อนจักรวาลให้ดำเนินไปอย่างสมดุล
ลองนึกภาพต้นไม้ใหญ่สักต้น หยินคือรากที่หยั่งลึกลงในแผ่นดิน ยึดโยงต้นไม้ไว้ไม่ให้ล้มเมื่อพายุพัด หยางคือกิ่งก้านและใบที่แผ่ขยายรับแสงตะวันเพื่อเติบโต หากมีแต่หยินไร้หยาง ต้นไม้ก็ไม่เติบโต หากมีแต่หยางไร้หยิน ต้นไม้ก็โค่นล้มเมื่อพายุร้ายมาถึง
นั่นคือสิ่งที่อี้จิง (I Jing) ชี้ไว้ ความก้าวหน้าที่แท้จริงจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไร้ซึ่งการอนุรักษ์ และการอนุรักษ์ที่ทรงคุณค่าจะดำรงอยู่ไม่ได้ หากไร้ซึ่งการปรับตัว
อี้จิง (I Jing) ยังได้วางหลักสำคัญอีกประการหนึ่งว่า "สรรพสิ่งเมื่อถึงจุดสูงสุดย่อมพลิกกลับสู่ตรงข้าม" เสมอ (Things transform into their opposites when they reach the extreme — สิ่งทั้งหลายแปรเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่ตรงข้ามเมื่อถึงจุดสูงสุด) นี่คือคำเตือนอันล้ำค่าสำหรับผู้ที่หลงระเริงในความก้าวหน้าอย่างสุดโต่ง การเปลี่ยนแปลงที่ปราศจากความยั้งคิด การรื้อถอนโดยไม่เข้าใจรากเหง้า ย่อมนำไปสู่หายนะในท้ายที่สุด
ที่สำคัญ อี้จิง (I Jing) สอนว่า การธำรงรักษา (Perseverance — ความเพียรที่มั่นคง) เป็นคุณธรรมสำคัญของนักปราชญ์ การเปลี่ยนแปลงที่ถูกต้องจึงต้องตั้งอยู่บนความมั่นคงและความเข้าใจในรากฐานเดิมของตน การเปลี่ยนแปลงกับความมั่นคงมิใช่สิ่งตรงข้าม แต่คือจังหวะที่สลับกันของหยินและหยางนั่นเอง
จาก "คนถอนราก" สู่ "ช่างต่อกิ่ง"
ถึงตรงนี้ เราอยากชวนทุกท่านกลับมาตั้งคำถามว่า ที่เรานิยามตนเองว่า "ก้าวหน้า" อย่างภาคภูมิ และมองคนที่รักจารีตประเพณีว่า "หัวโบราณ" นั้น บางครั้งเรากำลังเดินตามวาทกรรมของโลกตะวันตก โดยไม่ทันได้มองว่า "ก้าวหน้า" แบบตะวันออกที่แท้ คือการเป็นช่างต่อกิ่งผู้ชำนาญ มิใช่คนถอนรากถอนโคน
ลองคิดง่าย ๆ ว่า ถ้าต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งยืนต้นมาได้ร้อยปี ผ่านร้อนผ่านหนาวมาไม่รู้กี่ฤดูกาล รากของมันหยั่งลึกในแผ่นดิน มันอาจมีกิ่งที่แห้งตาย ใบที่ร่วงโรย หน้าที่ของเราไม่ใช่การโค่นมันทิ้งแล้วปลูกต้นใหม่ที่ยังไม่รู้ว่าจะหยั่งรากลงในดินนี้ได้หรือไม่ แต่คือการตัดแต่งกิ่งที่ตายแล้ว ทาบกิ่งพันธุ์ใหม่ ใส่ปุ๋ยรดน้ำ และดูแลให้มันแข็งแรงกว่าเดิม สามารถให้ร่มเงาแก่ลูกหลานได้ในอนาคต
สังคมคือต้นไม้ต้นนั้น สถาบันเก่าคือลำต้นและราก จารีตประเพณีคือเปลือกไม้ที่ปกป้องมันจากโรคภัย การเปลี่ยนแปลงคือฤดูกาลที่หมุนเวียน
ผู้ต่อกิ่งผู้ชาญฉลาด ไม่ใช่ผู้ที่วิ่งตามแฟชั่นทางความคิดของโลกตะวันตก ตามหาเครื่องมือใหม่ล่าสุดทุกชิ้น แต่คือผู้ที่รู้จักต้นไม้ของตน รู้ว่ากิ่งใดควรตัด กิ่งใดควรเก็บ รู้ว่าดินฟ้าอากาศของเราต้องการพันธุ์ไม้แบบใด
สองด้านของเหรียญเดียวกัน
เมื่อเรามองภูมิปัญญาตะวันออกอย่างครบถ้วน เราจะเห็นภาพที่สมบูรณ์
ด้านหนึ่ง โลกตะวันออกมีเสรีนิยม มีปัจเจกนิยม มีความเปลี่ยนแปลงเป็นกฎธรรมชาติ เราไม่ต้องรอฝรั่งมาบอกว่าเราควรคิดอย่างไร
อีกด้านหนึ่ง โลกตะวันออกก็มีอนุรักษ์นิยม มีความเคารพต่อรากเหง้า มีการเปลี่ยนแปลงที่รักษาแก่นสาร เราไม่ต้องเชื่อว่าการรื้อถอนทั้งหมดหรือแทบทั้งหมดคือทางเดียวของความก้าวหน้า
นี่คือทางสายกลางของโลกตะวันออก: เปลี่ยนแปลงโดยไม่ถอนราก ก้าวหน้าโดยไม่ทิ้งอดีต มีเสรีภาพแต่ไม่ไร้ความรับผิดชอบ
ภูมิปัญญานี้มิใช่ของฝรั่ง มิใช่สมบัติของผู้ใดผู้หนึ่ง แต่มันคือมรดกของเราเอง มรดกที่เราอาจหลงลืมไประหว่างทาง แต่ยังรอวันที่เราจะกลับไปค้นพบมันอีกครั้ง
และเมื่อเราค้นพบ เราอาจพบว่าไม่จำต้องเลือก ระหว่าง "เสรี นิยม" กับ "อนุรักษ์นิยม" เลย เพราะทั้งสองสิ่งอยู่ในเหรียญเดียวกัน เหรียญที่เรามีอยู่ในมือมาตั้งแต่ต้นแล้ว


