ปิดท้ายสัปดาห์นี้...คงต้องขออนุญาตแวะไปดูคุณพ่ออเมริกากันอีกรอบ เพราะเมื่อช่วงเสาร์ที่แล้ว วันที่ 4 ก.ค.ถือเป็นช่วงครบรอบ 250 ปีของวันชาติอเมริกา โดยที่ก่อนหน้านั้นราวๆ สองสัปดาห์ สำนักข่าว“Reuters”เขาได้นำเอาผลสำรวจความคิดเห็นบรรดาอเมริกันชนต่อความเป็นไปของบ้านเมืองตัวเอง มาเผยแพร่ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ อันเป็นอะไรที่น่าคิด น่าสะกิดใจ มิใช่น้อย...
คือโดยสรุปรวมๆ แล้ว...ประมาณว่า 2 ใน 3 ของอเมริกันชน หรือราวๆ 70 เปอร์เซ็นต์ต่างไม่เชื่อต่อไปอีกแล้วว่าประเทศตัวเองเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุด 64เปอร์เซ็นต์เชื่อว่าระบอบปกครองอย่างประชาธิปไตยอเมริกา กำลังตกอยู่ใน “อันตราย”และมากถึง 38 เปอร์เซ็นต์ที่ชักไม่เชื่อว่าประเทศอเมริกาจะยืนยง คงทน ต่อไปในวันข้างหน้า หรือหนีไม่พ้นต้อง “ล่มสลาย”ขึ้นมาในวันใด-วันหนึ่งอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้!!! แม้ว่าระบอบปกครองของอเมริกาอาจผิดแผกแตกต่างไปจาก“ระบอบคอมมิวนิสต์” อย่างของอดีตประเทศสหภาพโซเวียตรัสเซีย ที่หนีไม่พ้นต้องล่มสลาย ต้องแตกกระจัดกระจายไปเป็นสิบๆ ประเทศในช่วงปลายๆยุคสงครามเย็น แต่แนวโน้มที่อนาคตของอเมริกาจะเป็นไปในแบบเดียวกับอดีตสหภาพโซเวียตนั้น ว่าไปแล้ว...เป็นสิ่งที่ชาวอเมริกันเคยพูดๆกันมานานแล้ว เช่น อาจต้องกระจัดกระจายไปเป็น 9 รัฐ 9 ประเทศ หรืออาจถึงขั้นต้องเกิด “สงครามกลางเมืองครั้งที่ 2” หรือที่เคยทำให้อเมริกาฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้ ลุกขึ้นมาประหัตประหารซึ่งกันและกัน จนเด๊ดสะมอเร่ย์ อิน เดอะ เท่งทึง นับเป็นสิบๆล้านคน เอาเลยก็เป็นได้...
ด้วยเหตุเพราะสิ่งที่เคยผูกโยงความเป็นอเมริกาให้คงความเป็น “สหภาพ”หรือ “สหรัฐฯ” อยู่ได้ในทุกวันนี้ นับวันมันชักออกอาการ“เสื่อม” จนแทบไม่เหลือรูปร่างเค้าโครงเดิมๆ อีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าสิ่งที่เรียกว่า“American Dream” ที่เคยเป็นตัวสร้างความฝัน ความหวัง บนพื้นฐานเสรีภาพของผู้คน มีโอกาสเป็นไปได้แบบจริงๆ จังๆ ถ้าแต่ละรายขยันในการทำมาหารับประทาน โดยเฉพาะบรรดาอเมริกันชนส่วนใหญ่ที่เกิดระหว่างปีค.ศ. 1981-1996 เพราะผู้ที่เกิดหลังไปจากนั้น ไม่ว่าจะอึด จะทน เพียงไร โอกาสที่ได้เจอกับสิ่งที่ฝันๆ เอาไว้ ต่างก็เหลือแค่ฝันเปียก ฝันแห้ง ไปตามสภาพ ไม่มีอะไรตรงกับความฝันในแต่ละแบบอีกต่อไป...
แต่สิ่งที่หนักยิ่งไปกว่านั้น...ก็คือระบอบปกครองประเทศ หรือ“ประชาธิปไตยอเมริกา”ที่ได้รับการพิสูจน์ ยืนยัน ชัดเจนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ว่า ไม่ได้เป็นระบอบซึ่งก่อให้เกิดรัฐบาลที่ “มาจากประชาชน-โดยประชาชน-และเพื่อประชาชน”หรือแทบไม่เหลือ “นักการเมือง” ที่คิดทำเพื่อประชาชนอีกต่อไปแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปในแบบรัฐบาลที่ “มาจากพ่อค้า-โดยพ่อค้า-และเพื่อพ่อค้า” อันมักจะได้แก่บรรดา “พ่อค้าชาวยิว”ทั้งหลาย ที่ต่างมุ่งขูดรีด เอารัด-เอาเปรียบ เอาผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนอเมริกา มาใช้เป็นเครื่องมือสนองตอบความปรารถนาและต้องการของลูกหลานชาวยิวตลอดไปจนประเทศอิสราเอล อย่างโหดร้ายทารุณเอามากๆ โดยปรากฏให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ ชัดเจน ครั้งแล้ว-ครั้งเล่า...
และนั่นเอง...ที่กำลังก่อให้เกิด “กระแสต่อต้านชาวยิว”หรือ “ต่อต้านประเทศอิสราเอล” แบบชนิดมาแรงแซงโค้ง เอามากๆ ในสังคมอเมริกัน ไม่ว่าจะพยายามเหมารวมอารมณ์-ความรู้สึกที่เรียกว่า “Anti-Israel sentiment”ให้ต้องกลายเป็น “Anti-Semitism”อันเป็นอะไรที่น่าเกลียด น่าชัง ก็แล้วแต่ แต่ถึงกระนั้น...ก็ไม่อาจทำให้สิ่งเหล่านี้ลดน้อยถอยลงได้ง่ายๆ โดยเฉพาะในหมู่คนหนุ่ม-คนสาว หรือผู้คนประเภท “หัวก้าวหน้า”ทั้งหลาย ประเภทตั้งแต่อายุ 30 ปีลงมา ที่ชักเริ่มหันไปให้ความสงสารต่อผู้ที่ถูกประเทศอิสราเอลกดขี่ บีฑา อย่างบรรดาชาวปาเลสไตน์มากยิ่งขึ้นทุกที เช่นบรรดาเสียงส่วนใหญ่ของบรรดาอเมริกันชนที่เคยสนับสนุนพรรคเดโมแครตเริ่มหันไปต่อต้านประเทศอิสราเอลหนักขึ้นๆ แม้บางส่วนยังคงให้การสนับสนุนเช่นเดิม แต่โดยจำนวน โดยเปอร์เซ็นต์ แสดงให้เห็นการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้แต่ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปีลงไป ที่อดรนทนไม่ไหวต่อความพยายามของรัฐบาล ของนักการเมืองอเมริกัน ที่มุ่งกดดัน เล่นงาน พวก “Anti-Israel”หรือ “Anti-Zionism” โดยเหมารวมให้ต้องกลายเป็นพวก “Anti-Semitism” ไปซะทั้งหมด เลยยิ่งทำให้กระแสต่อต้านยิ่งแผ่ซ่าน ลุกลาม ยิ่งขึ้นไปใหญ่...
ดังที่ “Danial J. Samet” แห่งสถาบัน “American Enterprise Institute” ผู้เคยเขียนหนังสือเรื่อง “US Defense Policy Toward Israel”ได้พยายามอธิบายถึงกระแสเหล่านี้ ไว้ในข้อเขียน บทความ เมื่อเดือนเม.ย.ปีค.ศ. 2026 ว่าตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมากระแสที่ว่ามีแต่จะแรงขึ้นๆ โดยถ้านับจากวันที่ 7 ตุลาฯ ค.ศ. 2023 ที่กองทัพอิสราเอลเริ่ม “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา กระแสต่อต้านอิสราเอล ต่อต้านไซออนิสต์ได้ค่อยๆ แผ่กระจายไปยังบรรดาประเทศในโลกตะวันตกทั้งหลาย ไม่ว่าอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี ออสเตรเลียไปจนแคนาดา ฯลฯ โน่นเลย โดยสามารถเห็นได้จากผลสำรวจความเห็นของ “Pew Research Center” ที่ถูกนำมาเปิดเผยเมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา พบว่าชาวอเมริกันจำนวนถึง 60 เปอร์เซ็นต์ที่ “ไม่เอาอิสราเอล” โดยเด็ดขาด ผู้ที่เคยลงคะแนนเสียงให้พรรคเดโมแครตประมาณ 4 ใน 5 รับไม่ได้กับการกระทำของประเทศอิสราเอลไปด้วยกันทั้งสิ้น ทั้งปวง และนั่นเอง...ที่ทำให้บรรดานักการเมืองจำนวนไม่น้อยในพรรคนี้เริ่มหันรี-หันขวางกันไปเป็นแถบๆ...
ขณะที่ผู้เคยลงคะแนนเสียงให้กับพรรครีพับลิกัน จำนวนถึง 41 เปอร์เซ็นต์ไม่เอาด้วยกับอิสราเอล โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18-49 ปีทั้งฝ่ายนิยมเดโมแครตและรีพับลิกันมากถึง 57 เปอร์เซ็นต์ที่ต่างรับไม่ได้กับพฤติกรรมของรัฐบาลอิสราเอล ไม่เห็นด้วยเอามากๆ ที่จะต้องบริจาคเงินภาษีของชาวอเมริกันชนจำนวนนับพันๆล้านดอลลาร์ไปให้กับอิสราเอลในแต่ละปี ไม่เห็นด้วยกับการส่งอาวุธ ขายอาวุธ ไปให้กับกองทัพ “IDF”(Israel Defense Force) ไม่เห็นด้วยกับการเข่นฆ่า ล้างผลาญ ผู้ที่ถูกถือเป็นศัตรูของชาวอิสราเอล แต่ไม่ได้เป็นศัตรูประเทศอเมริกาและชาวอเมริกันเอาเลยแม้แต่น้อย แม้แต่พวกที่เคยสนับสนุนอิสราเอลด้วยอุดมการณ์ทางศาสนาอย่างพวก “Evangelical Christianity”มาถึงทุกวันนี้ ก็ชักเริ่มไม่คิดจะหน้ามืด-ตามัวเหมือนแต่ก่อน...
ด้วย “กระแส” หรือด้วยลักษณะอาการเช่นนี้นี่เอง...ที่ทำให้แม้แต่สื่ออิสราเอล ไม่ว่า “Times of Israel” หรือ“The Jerusalem Post” ชักเริ่ม “สะดุ้งจนเรือนไหว” ขึ้นมามั่งแล้วถึงได้นำเอาผลสำรวจความเห็นบรรดาอเมริกันชนของ “Pew Research Center” ไปตอกย้ำให้เห็นกันจะจะ ว่าจากกลุ่มตัวอย่างชาวอเมริกันถึง 12,574 ตัวอย่าง มีจำนวนมากถึง 52 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่คิดจะเอากับประเทศอิสราเอลต่อไปอีกแล้ว และมีถึง 50 เปอร์เซ็นต์ที่เปลี่ยนไปให้ความเห็นใจต่อบรรดาชาวปาเลสไตน์ ความไม่พอใจอิสราเอลที่เคยมีอยู่แค่ 25 เปอร์เซ็นต์ในปี ค.ศ. 2022 พุ่งพรวดๆ พราดๆ ขึ้นไปถึง 42 เปอร์เซ็นต์ในปี ค.ศ. 2026 ขณะที่ความรู้สึกสงสาร เห็นใจ ชาวปาเลสไตน์ที่เคยมีอยู่แค่ 39 เปอร์เซ็นต์ในปี ค.ศ. 2022 เริ่มแพร่กระจายไปถึง44 เปอร์เซ็นต์ ในปี ค.ศ. 2026 หรือนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์อเมริกาที่ความเห็นใจชาวปาเลสไตน์ มีมากกว่าการเห็นดี เห็นงาม ต่อบรรดาชาวอิสราเอลทั้งหลาย แม้แต่ชุมชนชาวยิวในอเมริกาเองก็ตามลูกหลานชาวยิวในอเมริกาจำนวนถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ชักเริ่มรู้สึกสงสารชาวปาเลสไตน์ แม้ว่าที่ยังเกลียด ยังชัง จะมีจำนวนถึง 58 เปอร์เซ็นต์ ก็ตาม...
และอาจด้วยเหตุนี้นี่เอง...ที่ทำให้บรรดานักการเมืองรุ่นใหม่ๆ ในพรรคเดโมแครต ที่ไม่เอากับอิสราเอลจึงเริ่มผงาดขึ้นมามีบทบาท อำนาจ และบารมีเพิ่มขึ้นๆ อย่างเห็นได้โดยชัดเจน ไม่ว่า “Brad Lander” หรือ “Adam Hamawy” ที่สามารถเอาชนะการหยั่งเสียง “Primary Election” เป็นตัวแทนชิงชัยสมาชิกสภาอเมริกัน ทั้งในรัฐนิวยอร์กและนิวเจอร์ซี รวมไปถึง “Darializa Avila Chevalier” และ “Claire Valdez” ไปจนกระทั่ง“Zohran Mamdani” ที่ผงาดขึ้นเป็นผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กเป็นมุสลิมที่ปฏิเสธจะเข้าร่วมงานฉลองวันชาติอิสราเอลในอเมริกาเป็นรายแรก นั่นยังไม่รวมไปถึงบรรดาสมาชิกรัฐสภาอเมริกันแห่งพรรคเดโมแครต ที่จัดเป็นพวกหัวก้าวหน้าหรือ “Progressive Democratic” หรือที่เรียกๆกันว่าพวก “Squad” อย่าง “Alexandra Ocasio-Cortez”, “Ilham Omar” หรือ “Ayanna Pressley” และ“Rashida Tlaib” ฯลฯ เป็นต้น ที่ต่างออกมาไล่ฟัด ไล่งับ รัฐบาลและกองทัพอิสราเอลชนิดวันละ 3 เวลาหลังอาหาร...
แม้ว่าด้วยความเก่งกาจ เชี่ยวชาญ ของบรรดาพวกล็อบบี้ยิสต์ชาวยิวต่อการเมืองอเมริกาจะทำให้สามารถครอบงำรัฐสภาอเมริกันได้แทบทั้งแผง ไม่ว่าพรรคใดจะเป็นเสียงข้างมาก สามารถเด็ดหัวนักการเมืองอเมริกันที่ไม่เห็นด้วยกับอิสราเอลไม่ว่าจะสังกัดพรรคเดโมแครตหรือรีพับลิกันก็ตาม ดังเช่นการใช้เงินนับสิบๆ ล้านดอลลาร์ขององค์กร “AIPAC” (American-Israel Public Affairs Committee) เด็ดหัว “Thomas Massie” ผู้ที่ “ทรัมป์บ้า” เคยให้การยกย่องถึงขั้นว่าเป็น “นักรบแห่งฝ่ายอนุรักษนิยม” มาก่อนหน้านี้ ในช่วงเลือกตั้ง“Primary Vote” แต่เมื่อเจอกับกระแสต่อต้านอิสราเอล ที่นับวันจะ “แรงขึ้นๆ” ไม่ได้แสดงอาการ “หัวตก”เอาเลยแม้แต่น้อย “AIPAC” ก็ชักจะ “ไปไม่เป็น” ขึ้นมามั่งแล้ว และนั่นเองที่ทำให้นักคิด นักวิชาการอเมริกันอย่าง “Danial J. Samet” เขาจึงพร้อมที่จะสรุปหรือ “ฟันธง” ลงไปถึงขั้นว่า... “แม้อเมริกาจะเป็นประเทศที่ Pro-Israel มาโดยตลอด แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามันจะเป็นไปเช่นนั้นต่อไปในอนาคต อิสราเอลกำลังตกอยู่ใน...ความเสี่ยง...ที่จะสูญเสียพันธมิตรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและดีที่สุดของตัวเองอย่างอเมริกา ภายในไม่กี่เจเนอเรชั่นนับจากนี้”
หรือพูดง่ายๆ ว่า...โอกาสที่ประเทศอิสราเอลอาจต้องถูก “ลบออกจากแผนที่” ไม่ว่าเพราะอเมริกา “ล่มสลาย”หรือเพราะการเมืองอเมริกา หรือ “ประชาธิปไตยอเมริกา” ที่เป็นไปในแบบ “จากพ่อค้า-โดยพ่อค้า-และเพื่อพ่อค้า” มาโดยตลอด สามารถหวนกลับคืนไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยในแบบ “จากประชาชน-โดยประชาชน-และเพื่อประชาชน” ได้อย่างเป็นจริง-เป็นจัง ภายในอนาคตเบื้องหน้าก็ตามที!!!


