xs
xsm
sm
md
lg

อนุทินใต้ไม้ค้ำสื่อและอินฟลูฯ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: สุรวิชช์ วีรวรรณ



การเมืองไทยกำลังอยู่ในสภาวะที่คนที่มองการเมืองด้วยสายตาของคนที่ปรารถนาดีต่อประเทศชาติ กำลังมองว่า เราเคยต่อสู้กับระบอบทักษิณมาแล้ว วันนี้เรากำลังจะเจอกับสิ่งที่น่ากลัวกว่าระบอบทักษิณหรือไม่ และเราจะยอมให้สิ่งนี้เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเราหรือ แล้วคนที่เคยต่อสู้กับระบอบทักษิณเขามองไม่เห็นความบิดเบี้ยวในวันนี้หรือ

ทักษิณ ชินวัตรเดินทางเยือนอินโดนีเซียพร้อมกับยิ่งลักษณ์ ชินวัตรและลูกสาวแพทองธาร ชินวัตร โดยเข้าพบประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ที่กรุงจาการ์ตา การหารือเป็นไปอย่างไม่เป็นทางการในบรรยากาศเป็นกันเองแต่ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ทั้งสถานการณ์ในอาเซียนภูมิรัฐศาสตร์โลก การลงทุนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ โดยฝ่ายอินโดนีเซีย ระบุว่า ทักษิณยังทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ Danantara Indonesia จึงมีการแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาระยะยาวด้วย

การเดินทางครั้งนี้ถูกจับตามองในทางการเมืองเพราะเป็นการปรากฏตัวร่วมกันของอดีตนายกรัฐมนตรีจากตระกูลชินวัตรทั้ง 3 คน และต่อจากอินโดนีเซียยังเดินทางต่อไปยังบรูไนเพื่อพบผู้นำประเทศในอาเซียนทำให้เกิดการวิเคราะห์ว่าทักษิณกำลังใช้เครือข่ายความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้นำภูมิภาคเพื่อรักษาบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ แม้จะไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของไทยแล้วก็ตาม ขณะเดียวกันในประเทศไทยก็มีการตั้งข้อสังเกตว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจมีนัยทางการเมืองท่ามกลางสถานการณ์ภายในประเทศที่กำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน

ในขณะที่อินโดนีเซียกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจกล่าวกันว่าวิกฤตเศรษฐกิจอินโดนีเซียรอบนี้เกิดจากสองแรงกดดันมาบรรจบกันภายนอกคือราคาน้ำมันพุ่งจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ช่วงครึ่งปีแรก 2026 ทำให้ต้นทุนพลังงานที่ต้องนำเข้าจำนวนมากพุ่งเกินสมมติฐานงบประมาณที่ตั้งไว้ ส่วนภายในคือรัฐบาล Prabowo เดินหน้าประชานิยมอย่างโครงการอาหารกลางวันฟรีจนรายจ่ายภาครัฐโตแรง ขณะที่ฐานภาษียังแคบมากทำให้ขาดดุลงบประมาณเข้าใกล้เพดาน 3% ของ GDP

ผลกระทบที่ตามมาคือหุ้นอินโดนีเซียร่วงหนักที่สุดในรอบหลายปีลบไปแล้วกว่า 36% ตั้งแต่ต้นปีค่าเงินรูเปียห์อ่อนลงกว่า 8% แม้ธนาคารกลางจะขึ้นดอกเบี้ยฉุกเฉินหลายรอบจนแตะ 5.50% ก็ยังพยุงไม่ได้ผลนักและMoody’s กับ Fitch ก็ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือลงเป็นลบแล้วสะท้อนว่านี่ไม่ใช่แค่ชั่วคราว แต่เป็นวิกฤตความเชื่อมั่นที่มาจากปัญหาโครงสร้างการคลังที่สะสมมานาน

การเคลื่อนไหวของทักษิณครั้งนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่าเขายังคงเป็นคนสำคัญในระดับภูมิภาคที่มีบทบาท และได้รับการยอมรับเหนือผู้นำอย่างเป็นทางการอย่างอนุทินชาญวีรกูล

ซึ่งถ้าทักษิณไม่ใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลเราก็ต้องยอมรับว่าทักษิณเป็นคนมีความสามารถจนทำให้คนจำนวนมากที่หลงใหลบอกว่า ยอมรับได้แม้จะทุจริตแต่ประชาชนก็ได้ประโยชน์ด้วย ความคิดนี้กลายเป็นทัศนคติที่สะท้อนจุดยืนของคนไทยว่า ไม่สนใจว่านักการเมืองจะใช้อำนาจแบบไหน ขอให้ตัวเองได้ประโยชน์ด้วยก็พอแล้ว ถามว่าความคิดแบบนี้ถ้ามันดำรงอยู่ในสามัญสำนึกของพลเมืองไทย มันจะทำให้ประเทศชาติก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงจริงๆ หรือ

สำหรับคนที่ต่อสู้กับระบอบทักษิณมารู้ว่าในระหว่างที่เขามีอำนาจนั้น ใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลอย่างไรคำพิพากษาให้ติดคุกรวม 10 ปีจากคดีที่ดินรัชดา 2 ปีที่หมดอายุความไป และอีกหลายคดีที่ศาลจำคุก 8 ปีนั้นเป็นประกาศนียบัตรที่ยืนยันการใช้อำนาจแสวงหาผลประโยชน์ของทักษิณได้เป็นอย่างดี

รวมทั้งคำพิพากษาให้ยึดทรัพย์มูลค่า 4.6 หมื่นล้านบาทให้ตกเป็นของแผ่นดิน โดยศาลชี้ขาดด้วยเหตุผลหลักว่าเป็นการ “ร่ำรวยผิดปกติ”และ “ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของตนเองและครอบครัว” (การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม)

ทักษิณยังใช้อำนาจในการโยกย้ายข้าราชการที่เป็นพวกพ้องเครือญาติให้ขึ้นสู่อำนาจ รวมไปถึงแทรกแซงองค์กรอิสระและใช้อำนาจครอบงำ สว.ในยุคนั้น

วันนั้นคนจำนวนมากลุกขึ้นมาขับไล่ระบอบทักษิณที่กินความถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เพราะยอมรับไม่ได้กับการใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล

และคนที่ขับไล่ระบอบทักษิณในวันนั้นส่วนหนึ่งกลายมาเป็นกองเชียร์ของระบอบสีน้ำเงิน โดยเฉพาะบรรดาสื่อและอินฟลูเอนเซอร์ต่างๆ ที่คอยแก้ต่างและปกป้องรัฐบาลอนุทินราวกับไข่ในหิน

มองไม่เห็นว่าวันนี้ระบอบสีน้ำเงินได้ทำลายหลักการของระบอบประชาธิปไตยโดยการใช้เล่ห์กลในการเลือกตั้ง สว.จนกลายเป็น สว.สีน้ำเงินที่สามารถกดปุ่มได้ขัดหลักการการตรวจสอบถ่วงดุลกันระหว่างสภาสูงกับสภาล่างกลายเป็น 2 สภาฯ ที่อยู่ใต้อำนาจเดียวกัน

แต่การฮั้ว สว.ซึ่งเป็นการกระทำที่มีความผิดก็ถูกบิดเบือนไปด้วยอำนาจของ กกต.สีน้ำเงินที่ตั้งอนุกรรมการชุดที่ 36 ขึ้นมาเฉพาะกิจเพื่อยกคำร้องเรื่องนี้จากที่อนุกรรมการชุดที่ 26 ชี้ว่ามีความผิดถึง 229 คนรวมถึงอนุทินและแกนนำเกือบทั้งพรรคภูมิใจไทย นั่นแสดงว่าคดีนี้กำลังจะถูกเป่าให้ไม่มีใครผิดเช่นเดียวกับที่ป.ป.ช.ยกคำร้องศักดิ์สยาม ชิดชอบให้พ้นผิดแม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยแล้วก็ตาม

กลายเป็นระบอบสีน้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด

และต้องจับตาต่อไปว่าคดีทุจริตสอบท้องถิ่นสุดท้ายแล้วจะเอาผิดข้าราชการไม่กี่คนหรือไม่ แม้เราจะไม่เชื่อว่าเรื่องแบบนี้กระทำการแบบอุกอาจและทุจริตระดับนี้จะกล้าทำโดยที่ไม่มีนักการเมืองหนุนหลัง

หรือความไม่ชอบมาพากลในโครงการ TH-AI Passport 1,600 กว่าล้าน วันนี้ระบอบสีน้ำเงินก็ลุยไฟไปโดยไม่สนใจข้อครหามากมาย เพราะโครงการนี้เป็นโครงการที่เกิดขึ้นภายใต้กระทรวงที่มีไชยชนก ชิดชอบ ลูกชายของเนวินเป็นเจ้ากระทรวง และเราไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าในทางพฤตินัยเนวินที่สมาชิกพรรคภูมิใจไทยเรียกว่าครูใหญ่นั้นเป็นเจ้าของพรรคตัวจริง และเป็นคนที่ไล่เตะก้นนายกรัฐมนตรีมาแล้ว

วันนี้วงการข้าราชการระส่ำระสาย คุณค่าอยู่ที่คนของใครมากกว่าความรู้ความสามารถ มีการโยกย้ายข้าราชการอย่างไม่เป็นธรรมวันนี้ในหมู่ข้าราชการพูดกันว่าคนที่จะขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญ และไม่ถูกโยกย้ายออกนอกเส้นทางต้องเป็นคนของระบอบสีน้ำเงินเท่านั้น

น่าประหลาดใจว่าวันนี้สื่อและอินฟลูเอนเซอร์ที่เคยต่อสู้กับระบอบทักษิณกลับมองเรื่องเหล่านี้จนเป็นเรื่องปกติแถมยังคอยแก้ต่างให้อีกต่างหากจนไม่รู้ว่าตอนที่พวกเขาสู้กับระบอบทักษิณนั้น พวกเขาสู้กับความไม่ถูกต้องและหลักการหรือเกลียดชังตัวบุคคลกันแน่

ถามว่าวันนี้คนที่เป็นกองเชียร์ระบอบสีน้ำเงิน มีทัศนคติเช่นเดียวกับที่กองเชียร์ทักษิณเคยมีความคิดหรือไม่ ถึงจะโกงก็ไม่เป็นไร แต่ประชาชนได้ประโยชน์ด้วย ถึงมองไม่เห็นถึงความบิดเบี้ยวของระบอบประชาธิปไตยการใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลที่ทำผิดให้เป็นถูก กระบวนการตรวจสอบคะคานอำนาจกันของสภาสูงสภาล่างบิดเบี้ยว และองค์กรอิสระกลายเป็นเครื่องมือของคนบางกลุ่มที่สังคมไม่สามารถพึ่งพาได้

ต้องบอกว่าสำหรับอนุทินวันนี้เรายังมองไม่เห็นศักยภาพอะไรของเขาเลยนอกจากความเป็นสุขนิยมยังมองไม่เห็นวิสัยทัศน์ของเขา แต่เขามีบุญที่มีสื่อและอินฟลูเอนเซอร์ที่เกลียดชังระบอบทักษิณคอยค้ำบัลลังก์
 
ติดตามผู้เขียนได้ที่
https://www.facebook.com/surawich.verawan