xs
xsm
sm
md
lg

อนิจจังกับก้าวหน้า : ตะวันออก-ตะวันตก กับพลวัตของสรรพสิ่ง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: เอนก เหล่าธรรมทัศน์



เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ภาคีราชบัณฑิต


ผมสังเกตมานานมากแล้วว่าเหตุใดพุทธธรรมและลัทธิเต๋า ซึ่งถือกำเนิดบนแผ่นดินเอเชียเมื่อกว่าสองพันห้าร้อยปีก่อน กลับมีลักษณะที่ช่างทันสมัยยิ่ง ไม่หยุดนิ่งแข็งทื่อแบบจารีตนิยม​ หรือคร่ำครึเหมือนระบบความเชื่อโบราณอื่น ๆ

ในทางตรงข้าม โลกทัศน์​ ตะวัน​ตก​ สมัยใหม่​ ที่ประกาศตนว่าคืออารยธรรมแห่งการเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้า (Progress) นั้น​ เอาเข้าจริง​ กลับแข็งเกร็ง​ และผูกมัดไว้​ ด้วยตรรกะของการเร่งรุดไปข้างหน้าแต่เพียงด้านเดียว

ข้อสังเกตนี้​ นำผมไปตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ต่อรากฐานในทางภววิทยาของสองอารยธรรมใหญ่แห่งมนุษยชาติ ว่าด้วยธรรมชาติของ "การเปลี่ยนแปลง" และท่าทีของมนุษย์ต่อกระแสธารดังกล่าว

แก่นความคิดของพุทธธรรมสรุปลงที่คำว่า "อนิจจัง" คือความไม่เที่ยงแท้ของสรรพสิ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศว่าทุกสิ่งที่เกิดจากการปรุงแต่งล้วนตกอยู่ภายใต้กฎสามัญลักษณ์คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ชั่วคราว แล้วดับสลายไป ไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่อย่างถาวร ไม่มีแก่นสารที่ตายตัว แม้แต่สิ่งที่เราเรียกว่า "ตัวเรา" ก็เป็นเพียงกระแสแห่งเหตุปัจจัยที่ไหลเลื่อนต่อเนื่องกันไปไม่มีขาดสาย

ปฏิทรรศน์​หรือความย้อนแย้ง (Paradox) อันลึกซึ้งน่าพิศวง และมักจะเห็นตรงข้ามกับสามัญสำนึก ที่สำคัญที่สุดของพุทธธรรมปรากฏ ให้เห็นตรงนี้เอง: มีเพียงสิ่งเดียวในจักรวาลรวมทั้งโลกที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง คือ "ความเปลี่ยน แปลง" นั่นเอง​ ตัวกฎแห่งอนิจจังนั่นเองที่ดำรงอยู่อย่างนิรันดร์และเป็นสากล ท่ามกลางสรรพสิ่งที่เกิดดับไม่หยุดหย่อน ความไม่เที่ยงคือความเที่ยง ความไม่ยั่งยืนคือสิ่งที่ยั่งยืนที่สุด สามัญสำนึกของมนุษย์มักแสวงหาความมั่นคงถาวรเป็นที่พึ่ง แต่พระพุทธองค์ทรงชี้ให้เราเห็นว่าที่พึ่งอันแท้จริงคือการยอมรับและรู้เท่าทันความจริงที่ว่าไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งอันถาวรเลย การปล่อยวางไม่ยึดมั่นในความเที่ยง ต่างหาก ขอย้ำหนัก ๆ ณ ที่นี้ ที่จะนำพาพวกเราไปสู่อิสรภาพที่แท้จริง

ด้วยเหตุนี้ พุทธธรรมจึงมิใช่คำสอนที่บอกให้เรายอมจำนนหรือยอมรับการเปลี่ยน​แปลงอย่างสิ้นหวัง หากแต่สอนให้เรา "รู้เท่าทัน" มัน​ ด้วยสติและปัญญา เมื่อจิตเห็นแจ้งในกฎนี้อย่างถ่องแท้ การยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวงก็จะคลายตัวลงเอง ความทุกข์ซึ่งเกิดจากการไปยึดในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเป็นของเรา เป็นเรา ก็เบาบางลงจนอาจดับสิ้น นี่คือการ "Go with the flow" ในความหมายที่ลึกซึ้งที่สุด กล่าวคือมิใช่การลอยตามกระแสตัณหาหรือตามค่านิยมของสังคม หากแต่คือการดำรงอยู่อย่างรู้เท่าทันและสอดคล้องกับกระแสแห่งธรรมชาติของสรรพสิ่ง

ฟากฝั่งปรัชญาจีน เล่าจื๊อและจวงจื่อเสนอทัศนะว่าจักรวาลดำเนินไปตาม "เต๋า" อันเป็นวิถีธรรมชาติสูงสุดที่ไม่อาจนิยามด้วยถ้อยคำ สรรพสิ่งเคลื่อนไหวภายใต้พลวัตของหยินและหยาง สองขั้วที่มิได้เป็นศัตรูต่อกัน หากแต่เป็นคู่สัมพัทธ์ที่อาศัยซึ่งกันและกัน แปรเปลี่ยนเข้าหากัน และบรรจุเมล็ดพันธุ์ของขั้วตรงข้ามไว้ในตนเองเสมอ ความเปลี่ยนแปลงจึงมิได้เกิดจากการผลักดันหรือแรงบังคับจากภายนอก หากแต่คือธรรมชาติภายในของทุกสรรพสิ่งนั้นเอง

ณ ที่นี้ ปฏิทรรศน์อันลึกซึ้งงดงามของเต๋าก็ปรากฏขึ้นผ่านหลัก "อู๋เหวย" หรือ "การกระทำที่ไร้การกระทำ" ถ้อยคำนี้ฟังดูขัดแย้งในตนเอง ตรงข้ามกับสามัญสำนึกของมนุษย์ที่เชื่อว่าต้องออกแรง ต้องผลักดัน ต้องจัดการ​ ต้องดื้นรนจึงจะสำเร็จ แต่นี่คือหัวใจแห่งปัญญาตะวันออก: การกระทำที่สอดคล้องกลมกลืนกับวิถีธรรมชาติสูงสุด กลับดูประหนึ่งว่าไม่มีร่องรอยของการกระทำใด ๆ เลย ผู้กระทำกับสิ่งที่ถูกกระทำกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน ดั่งนักแม่นธนูที่ปล่อยลูกศรโดยไม่ต้องเล็ง ดั่งสายน้ำที่ไหลโดยไม่ต้องออกแรงดัน หากแต่กัดเซาะภูเขาและพัดพาทุกสิ่งลงสู่มหาสมุทรได้ในที่สุด นี่คือความหมายที่แท้จริงของการไม่ขัดขืน ไม่ฝืนดัดแปลงจนเกินงาม

ตรงข้าม อารยธรรมตะวันตกได้พัฒนาทัศนะหรือความคิดต่อการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง จากรากฐานปรัชญากรีกที่แสวงหา "สัจจะอันเป็นนิรันดร์และไม่เปลี่ยนแปลง" (Eternal Truth) มาสู่ศาสนายิว-คริสต์ที่มองประวัติศาสตร์ในลักษณะเส้นตรง มีสโลปเป็นบวก ดีขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้ดีกว่าอดีต อนาคตดีกว่าปัจจุบัน ไม่ใช่เป็นวัฏจักรหรือวงกลมแบบโลกทัศน์ตะวันออก แต่คือการเดินทางของมนุษยชาติที่มุ่งหน้าไปสู่จุดหมายปลายทางที่แน่นอน

เมื่อวิทยาศาสตร์และยุคเรืองปัญญาก้าวขึ้นมาแทนที่อำนาจของศาสนจักร ความคิดเรื่องประวัติศาสตร์นั้นพัฒนาเป็นเส้นตรงเอียงขึ้นทางบวกแห่งก็มิได้หายไป หากแต่ถูกแปลงจากประวัติ​ศาสตร์ทางศาสนา (Sacred History) มาเป็นประวัติศาสตร์ทางโลก (Secular History) แนวคิดเรื่อง "ความก้าวหน้า" (Progress) กลายเป็นเทวตำนานองค์ใหม่ในคราบวิทยาศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงถูกผูกขาดและกำกับทิศทางให้มุ่งไปข้างหน้าฝ่ายเดียว การมุ่งไปข้างหน้าฝ่ายเดียวนั้นทำได้ ทำอะไรให้ดีขึ้น แข็งแกร่งขึ้น มั่งคั่งขึ้น พัฒนาขึ้นตลอดไป

คำว่า "เปลี่ยน" กลายเป็นพ้องความหมายกับคำว่า "ก้าวหน้า" โดยปริยาย

ทว่า ณ ที่นี้ ปฏิทรรศน์อันน่าเศร้าของโลกสมัยใหม่ก็เผยโฉมออกมา ตรงข้ามกับสามัญสำนึกที่เชื่อว่าการพัฒนาคือคำตอบของทุกปัญหา: การวิ่งไล่ตามความก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง กลับสร้างความเสื่อมถอยในมิติอื่น ๆ ไปพร้อมกัน เราสร้างเทคโนโลยีเชื่อมโยงผู้คนทั่วโลก แต่ผู้คนกลับแปลกแยกและโดดเดี่ยวมากขึ้น เราพยายามพิชิตธรรม​ชาติและควบคุมมัน แต่กลับทำลายระบบนิเวศอันเป็นรากฐานของชีวิตเอง เรายืดอายุขัยของมนุษย์ออกไป แต่มนุษย์กลับหวาดกลัวความตายยิ่งกว่าบรรพชนรุ่นใด ความมั่งคั่งพอกพูนขึ้นจริง​ แต่​ ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนก็ถ่างกว้างขึ้นเป็นเงาตามตัว

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ "Pro-Change" ของตะวันตกมีแนวโน้มที่จะปฏิเสธด้านมืดของตนเอง ปฏิเสธว่าทุกการสร้างใหม่ล้วนคือการทำลายบางสิ่งลง ปฏิเสธกฎแห่งหยิน-หยางที่ว่าในความสุดโต่งย่อมมีเมล็ดพันธุ์ของขั้วตรงข้ามฝังตัวอยู่เสมอ ปฏิเสธว่าการถางป่าเพื่อสร้างเมือง คือการก่อร่างของทะเลทรายในวันข้างหน้า หลงลืมไปว่าเส้นตรงที่มีแต่สโลปเป็นบวกตลอดกาลนั้นเป็นไปไม่ได้ในโลกแห่งทรัพยากรอันจำกัด

ในท้ายที่สุด เรามิได้เผชิญหน้ากับทางเลือกที่ต้องปฏิเสธอารยธรรมหนึ่งแล้วเอารับอีกอารยธรรมหนึ่ง แทน​ หากแต่คือการผสานปัญญาจากทั้งสองฟากฝั่งความคิดเพื่อสร้างดุลยภาพใหม่ พุทธและเต๋าไม่ได้สอนให้เราละทิ้งโลกหรือปฏิเสธการพัฒนา หากแต่สอนให้เรามีสติ รู้เท่าทัน และลงมือกระทำอย่างที่สอด​คล้อง​กับธรรม​ชาติ มิใช่ด้วยอัตตาอันบ้าคลั่งที่ต้องการยัดเยียดเจตจำนงของมนุษย์ลงบนทุกสิ่ง

ขณะเดียวกัน วิทยา​การ-พลังสร้างสรรค์ของตะวันตกก็เป็นเครื่องมืออันประเสริฐ หากใช้ภายใต้การกำกับของปัญญา มิใช่ใช้ภายใต้การบัญชาของตัณหาอันไร้ขอบเขต

คำถามจึงมิใช่ "จะเปลี่ยนแปลงหรือไม่" หากแต่คือ "เราจะเปลี่ยนแปลงด้วยสติและปัญญา หรือด้วยอวิชชาและตัณหา" นี่คือสิ่งที่อารยธรรมตะวันออกรู้มาแล้วเมื่อสองพันห้าร้อยปีก่อน และนี่คือสิ่งที่โลกสมัยใหม่ต้องเรียนรู้ต่อไป