xs
xsm
sm
md
lg

ก้าวข้ามตะวันตก : ทบทวนนิยาม “ความทันสมัย”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: เอนก เหล่าธรรมทัศน์



เอนก เหล่าธรรมทัศน์
รัฐมนตรี อว. 2563-66


ในวงวิชาการ​ โลกการบริหาร​ และ​เวทีใหญ่ของการพัฒนาโลกศตวรรษที่ผ่านมา ข้อถกเถียงและข้อเสนอเรื่อง สร้าง“ความทันสมัย” (Modernity) ให้เกิด​ เป็นเข็มทิศที่ชี้นำสังคมโลก

ทว่า​ เข็มทิศเล่มนี้มักถูกถ่วงไว้ด้วยมุมมองกระแสหลักที่ว่า ความทันสมัยนั้นไซร้​ ง่ายๆก็คือ “แพ็กเกจสินค้าวัฒนธรรมและความคิด” ที่ผลิตขึ้นมาในยุโรปยุคเรืองปัญญา (Enlightenment) ช่วงสองร้อยกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งประกอบด้วยไปลัทธิเหตุผลนิยม​ (Rationalism) หนึ่ง วิทยาศาสตร์กระแสหลัก สอง​ ทุนนิยมอุตสาหกรรม​ สาม​ และระบบราชการที่เข้มงวดด้วยกฏระเบียบและองค์กรซึ่งไร้ความเป็นตัวตนมากที่สุด​ สี่

อย่างไรก็ดี​ หากเราถอนสายตาจากตะวันตก​ มองประวัติศาสตร์และความคิดมนุษย์ในที่อื่นๆ​ ของโลก​ อย่างรอบด้าน​ ปราศจากซึ่งอคติที่ยึดถือเอาตะวันตกเป็นที่ตั้งหริอที่มา อย่างเดียว​ เราจะพบว่าเร็วๆ​ นี้​ มีมุมมองสามมุมที่กำลังปะทะสังสรรค์กัน​ อย่างน่าสนใจ คือ หนึ่ง​ กลุ่มที่มองเห็นวิกฤตของความทันสมัย กำลังอุบัติขึ้นในตะวันตก​ สอง​ กลุ่มที่แย้งว่า​ เรา​ ไม่ว่าในที่ไหน​ในโลก ล้วนต่างไม่ได้ทันสมัยจริง ทันสมัยอย่างสุดขั้ว​ แบบที่ตะวันตกยุคเรืองปัญญาสอนเอาไว้​ และสาม​ กลุ่มที่ชี้ว่าหลายพื้นที่ของโลกนั้น​ เคยมีความทันสมัยมาเป็นพันๆ​ ปีแล้ว ตะวันตกไม่ได้ผูกขาดการทันสมัย​

ซึ่ง​ การร้อยเรียงทั้งสามมุมนี้เข้าด้วยกัน จะช่วยให้เรามองเห็น “ทางสายกลาง” ในการนิยามอนาคตของสังคมเราได้ในที่สุด

เพื่อให้ท่านทั้งหลายเห็นประเด็นหลักที่ผมจะเสนอในวันนี้​ ผมขอย้อนลำดับ​ โดยเริ่ม​จาก​

ประการแรก​ ความทันสมัยที่มีมาที่อื่นนับพันปีแล้ว​ : อารยธรรมที่ตะวันตกมองไม่เห็น

หากเรานิยาม “ความทันสมัย” ในฐานะปรัชญา หรือ​ ระบบคิดเชิงเหตุเชิงผล​ การมีระบบ​ ระบอบ​ ที่คำนึงถึงผล​ และคำนึงถึงประสิทธิภาพ มีการใช้เหตุผลเชิงนวัตกรรม และมีการบริหารหรือจัดการที่ข้ามพ้นเรื่องเครือญาติ​ ครอบครัว​ และคนใกล้ชิด​ แล้ว​ ย่อมถือได้ว่า​ เอเชีย​ ตั้งแต่ยุคโบราณมีสิ่งเหล่านี้มาก่อนและมีมาล่วงหน้ายุโรปในยุคเรืองปัญญาเป็นพันๆ​ ปีแล้ว​

ดูจากที่ว่าในระบบการปกครองของจีนยุคราชวงศ์ฉินและฮั่น (กว่าสองพันปีล่วงมาแล้ว) ได้มีการสถาปนาราชการที่รวมศูนย์ มีการวัดผลราชการด้วยระบบคุณธรรม​ และมีการคัดเลือกผู้คนจากทุกระดับทุกชั้นของสังคมอย่างมีหลักการและต่อมาใช้วิธีสอบแข่งขันกันอย่างมีกฏเกณฑ์กติกาที่รับรู้กันทั่ว​ เพื่อเข้ารับราชการ​

นี่คือระบบ​คุณธรรมและความสามารถเป็นที่ตั้ง และจีนแต่หลายพันปีมาแล้ว​ ยังมีมาตรฐานกฎหมาย ชั่ง ตวง วัด ที่เป็นระบบ​ เป็นเหตุเป็นผลในระดับสูง มาก​

หรือหากหันมามองให้ใกล้​ตัวเรายิ่งขึ้นอีกคือ​ มองอารยธรรมลุ่มน้ำโขง-เจ้าพระยาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อื่นๆ​ จะพบ​ ระบบวิศวกรรมการจัดการน้ำหรือชลประทานขนาดใหญ่ขนาดกลางของอาณาจักรขอมและมอญแต่ยุคโบราณ ล้วนสะท้อนถึงคณิตศาสตร์ประยกต์​ การคิดคำนวณที่มีศาสตร์เบื้องหลัง​ ที่ตอบสนองชนหมู่มากได้

ประวัติศาสตร์เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ความจริงแล้ว​ มี“ความทันสมัยที่หลากหลาย” ที่เกิดขึ้นจริง (Multiple Modernities) หลายแห่งในโลก มิพักต้องพูดถึงอียิปต์​ กรีก​ โรม​ในยุคที่เรียกว่า"คลาสสิก"

ความทันสมัยจึงไม่ได้เป็นเอกสิทธิ์แต่เฉพาะของชาติตะวันตกแต่อย่างใด​ และโลกก็ไม่ได้เริ่มมีความทันสมัยเมื่อสองร้อยกว่าปีที่แล้วมา​ เท่านั้นเอง​ และความทันสมัยนี้ไม่ได้เกิดในยุโรปยุคเรืองปัญญาเท่านั้น

สอง​ มายาคติของการนิยามความทันสมัยไว้อย่างสุดขั้ว​ : ความจริง “เราทั้งโลกล้วนไม่เคยทันสมัยจริงๆ​ ไม่ว่าตะวันตก​ หรือตะวันออก"

นักปรัชญาเรืองนาม​ในปัจจุบัน​ ชื่อ​ บรูโน ลาตูร์ (Bruno Latour) เสนออย่างแหลมคม​ว่า จริงๆ​ แล้ว​“เราไม่เคยทันสมัย” (We Have Never Bee Modern)

ขยายความว่า​ นักคิดในยุคเรืองปัญญา​นั้น พยายามขีดเส้นแบ่งสิ่งที่แยกกันเด็ดขาดไม่ได้​ระหว่างวิทยา​ศาสตร์​ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีมาเอง กับ​วัฒนธรรม ซึ่งเป็น สิ่งที่คนเราคิดสร้างขึ้นมา​ หรือ​ แยกขาดธรรมชาติ-วัฒน ธรรม เป็นต้น​ หรือแยกชัดเหตุผลทางวิทยาศาสตร์​ กับ ความเชื่อ​ ความคิดเชิงจิตวิญญาณ

ในความเห็นของลาตูร์นั้น​ การนิยามความทันสมัยแบบยุคเรืองปัญญาอันเป็นต้นแบบให้เราทุกวันนี้ใช้ต่อมาจึงเป็นกระบวนการสุดขั้ว​ ทำไม่ได้จริง​ ไม่มีทางเกิดได้จริง​ ซึ่ง​ จะเห็นว่าแม้บรรดาชาวตะวันตก​เอง ในทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้เป็นคนทันสมัยที่แยกเรื่องความคิดความเชื่อศรัทธาออกจากวิทยาศาสตร์ได้จริง​ สมกับที่คู่ควรจะเป็นคน​" ทันสมัย" ตามคำจำกัดความ ในทางกลับกัน​ ชาวตะวันตกยุคในยยุคก่อนทันสมัย​ แม้ในยุคโบราณย้อนกลับไปเป็นพันปี​ ก็ล้วน​มีความคิดเชิงเหตุผล​-​วิทยาศาสตร์​ ผสมคลุกเคล้าเข้ากับ​สิ่งที่คนรุ่นหลังเรียกว่า"ล้าหลัง​ ล้าสมัย"
อันหมายถึงความเชื่อ​ที่ไม่ต้องการเหตุผล​ และ​ ความ "งมงาย" หรือ​ ความ​ "ศรัทธา" กราบไหว้ในสิ่งศักดิ์สิทธิ​ หรือ​ บ่อยครั้งยังหวัง​ "พึ่งพา" ในความศักดิ์​สิทธิ์​ หรือบางทีเห็นธรรมชาติมีความขรึมขลังศักดิ์สิทธิอยู่ในตัว​ เป็นต้น

ในทางปฏิบัติ​ ขอยำ้​ว่า มนุษย์เราไม่เคยแยกสิ่งเหล่านี้​ ที่คิดออกมาเป็นสองขั้ว​ สองข้าง​ สองทาง​ ออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด ต่อให้เป็นสังคมที่อวดว่าก้าวหน้าที่สุด​ อ้างว่ามีเทคโนโลยีและวิทยา​การทันสมัยที่สุด​ ก็ยังขับเคลื่อนด้วยความเชื่อ​มั่นในศาสนา​ ในศรัทธา​ต่ออุดมการณ์ หรือ​มายาคติทางการเมืองและอื่นๆ​ ที่ไม่ต่างมากนักจากคนในยุคก่อนหน้า

ในมิติของการบริหารราชการแผ่นดินและการจัดการองค์กร สังคมจำนวนมาก​ เราก็เพียงแต่รับเอา “เสื้อคลุม” หรือ​ โครงสร้าง กฎเกณฑ์ และภาษาแบบยุคเรืองปัญญามาสวมไว้ภายนอก แต่เนื้อใน​หรือเนื้อหาขององค์กร​ ปฏิสัมพันธ์ของผู้คนและการขับเคลื่อนงานที่แท้จริง แม้แต่ชาวตะวันตกก็ยังคงพึ่งพาบารมี เส้นสาย​ ความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ เครือข่ายความไว้วางใจ และคุณค่าเชิงวัฒนธรรมดั้งเดิมอยู่ไม่น้อย

สาม วิกฤตการณ์ของความทันสมัยปัจจุบันอันเนื่องมาจากการมักเห็นอะไรไม่มีจิตใจไม่มีอารมณ์​ เป็นเพียงวิทยาการ​ หรือ​ เป็นเพียงเครื่องจักร

วิกฤตที่นักคิดตะวันตกเอง​ จำนวนมาก​ขณะนี้​ แสดงความห่วงใย​ เกิดจากการที่โลกไปสมาทานเอา “ความทันสมัยแบบตะวันตกสุดโต่ง” ที่มองทุกอย่างเป็นกลไก​ เป็นจักรยนต์ เป็น​ เครื่องจักร (Mechanistic Worldview) ลดทอนคุณค่าของมนุษย์ให้เป็นเพียงปัจจัยการผลิต หรือฟันเฟืองในระบบราชการและทุนนิยม และที่ร้ายแรงที่สุดคือการแยก “ความมีเหตุผลเชิงประสิทธิภาพ” ออกจาก “ ศาสนา​ ความมีคุณธรรม​ และ​ เรื่องเชิงจิตวิญญาณ​"

เมื่อความทันสมัยกลายเป็นเรื่องของตัวเลข ประสิทธิภาพสูงสุด และการควบคุมผ่านกฎเกณฑ์อันเย็นชา มนุษย์จึงเผชิญกับภาวะความแปลกแยก ธรรมชาติถูกทำลายล้างไปอย่างย่อยยับเพราะถูกมองเป็นเพียงทรัพยากรที่ต้องตักตวง นำไปสู่วิกฤตการณ์ทางสิ่งแวดล้อมและวิกฤตทางจิตวิญญาณที่ผู้คนในยุคปัจจุบันกำลังเผชิญ

ข้อเสนอ: “ทางสายกลางแห่งความทันสมัย” (Contextual & Soulful Modernity)

ความผิดพลาดในอดีตของสังคมกำลังพัฒนา​กำลังทันสมัย คือการไปเข้าใจผิดว่า การทำให้ทันสมัย (Modernization)ก็คิอ การแปลงตนแปลงสังคมให้เป็นตะวันตกเพียงเท่านั้น (Westernization) จนนำไปสู่การตัดขาดรากเหง้าภูมิปัญญาของตนเอง​ ไม่คำนึงถึงปริบท​แท้ของตน (uncontextual modernization) และละทิ้งจิตวิญญาณโดยเฉพาะอารยธรรมเดิมของตน​ (unsoulful modernization)

ทางออกของพวกเราในที่นี้​ ย่อมไม่ใช่การปฏิเสธวิทยาศาสตร์ หรือ​ นวัตกรรม หรือเทคโนโลยีสมัยใหม่อันดูเป็นสิ่งสากลได้ แต่​ คือ​ การสร้าง “ความทันสมัยที่มีจิตใจ​สูงส่งมีความดีงามและมีจิตวิญญาณที่เหมาะสมมารองรับไว้ด้วย​ และจิตสำนึกความทันสมัยนั้น​ ควรจะเหมาะ​ ควรจะไปกันได้กับบริบทแห่งวัฒนธรรมและอารยธรรมเดิมของตน” ด้วย

นั่นคือการผสาน “ประสิทธิภาพ นวัตกรรม และเหตุผลวิทยาศาสตร์” เข้ากับ “คุณค่าความรับผิดชอบ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการเกื้อกูลกันตามแนวทางวัฒนธรรมตะวันออก” หากเราดึงสปิริตของการบริหารจัดการที่มีระบบควบคู่ไปกับความรับผิดชอบเชิงคุณธรรมและผู้นำที่มีบารมีจริยธรรม (Stewardship and Moral Leadership) เราจะไม่เพียงแต่ก้าวข้ามวิกฤตของความทันสมัยแบบตะวันตกได้ แต่จะสามารถหยัดยืนและนิยาม “ความทันสมัยในแบบของเราเอง” ที่มีรากลึกมานับพันปีที่เราคัดสรรมาสืบทอด​ มาต่อยอดด้วยอะไรที่ดีที่ถูกแบบตะวันตกสมัยใหม่ด้วย​ เพื่อเราจะขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่อนาคตได้อย่างมีสมดุลย์แนบเนียนระหว่าง​ จิต​ กับกาย​ ระหว่าง​ ความเจริญ​ กับ​ ธรรมะ​ นำไปสู่ความยั่งยืน​ และอย่างภูมิใจและเห็นถึงคุณประโยชน์ในอารย ธรรมเดิมของตนด้วย