xs
xsm
sm
md
lg

ทุจริตในมท.ขว้างหนูไม่พ้นคอ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: สุรวิชช์ วีรวรรณ 



แหล่งข่าวในมหาดไทยยืนยันว่า เมื่อเข้าไปตรวจสอบทางคอมพิวเตอร์ พบว่ามีคนทุจริตสอบท้องถิ่นมาแล้วตั้งแต่ปี 2551 นั่นหมายความว่า คนที่ทุจริตได้รับราชการมาแล้วถึง 18 ปี 

ถามว่า อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ที่ต้องรับผิดชอบสูงสุด รู้หรือไม่? ผมเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ต้องรายงานให้ทราบแล้ว 

เรื่องนี้มีการทำกันเป็นขบวนการ เป็นไปได้หรือที่จะทำโดยเจ้าหน้าที่มหาดไทยฝ่ายเดียว เป็นไปได้หรือที่คนออกข้อสอบ คนตรวจข้อสอบ และคนถือข้อมูลหลังการสอบ จะไม่รับรู้เลย ลองคิดดูว่า ผลคะแนนที่ถูกแก้ให้คนที่จ่ายเงินเข้าสอบนั้น ทำได้ง่ายที่สุดในขั้นตอนไหน 

ถ้ามองตามขั้นตอน ตั้งแต่การทำทีโออาร์ การจัดสอบ การตรวจกระดาษคำตอบ การทำไฟล์คะแนน การส่งแฟลชไดรฟ์ ไปจนถึงการประกาศผล จุดที่น่าสงสัยที่สุดย่อมอยู่ตรงช่วงที่คะแนนจากกระดาษคำตอบถูกแปลงเป็นไฟล์ข้อมูล และถูกนำไปใช้ประกาศผล เพราะตรงนี้คือจุดที่ “ตัวเลข” สามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้ทันที ถ้าคะแนนในกระดาษคำตอบจริงไม่ตรงกับคะแนนที่ประกาศ นั่นแปลว่า ต้องมีคนแตะต้องข้อมูลหลังการสอบ ไม่ใช่แค่การลอกข้อสอบหรือบอกเฉลยกันธรรมดา 

แต่การปล่อยให้การทุจริตเกิดขึ้น และเชื่อกันว่ามีผลประโยชน์สะพัดถึง 4,500 ล้านบาท การกระทำอย่างอาจหาญแบบนี้ ไม่ใช่ระดับเจ้าหน้าที่ 4-5 คนที่ถูกสอบเท่านั้น มันต้องใหญ่กว่านี้ ระดับอธิบดีก็อาจเล็กไปด้วยซ้ำ 

ก็ต้องรอดูว่า อนุทินที่ทำท่าขึงขัง จะเอาผิดใครได้บ้าง ตัวการและขบวนการใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ข้างหลัง จะถูกลากออกมาเปิดโปงหรือไม่ มันเป็นบทพิสูจน์น้ำยาของอนุทินจริงๆ ว่า สุดท้ายเขาเป็นแค่นายกฯ ที่เปิดป้าย เปิดงาน จัดอีเวนต์ เป่าขลุ่ย ตีระนาด ชอบทำตัวชิลชิล สร้างภาพนั่งทำงานบนเครื่องบิน หรือไปทำงานในวันหยุดเท่านั้นหรือไม่ 

ผมคิดว่าถ้าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในประเทศที่มีมาตรฐานความรับผิดชอบทางการเมืองสูง รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงคงต้องแสดงความรับผิดชอบไปแล้ว 

ล่าสุดอนุทินในฐานะนายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เป็นประธานกรรมการตรวจสอบ และแต่งตั้ง พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งถูกมองว่าเป็นคนของบ้านใหญ่บุรีรัมย์ เป็นรองประธาน ให้เวลาตรวจสอบ 30 วัน พร้อมกำชับให้รายงานความคืบหน้าทุก 10 วัน 

แต่ความจริงแล้ว คนที่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้มากที่สุดก็คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพราะหน่วยงานที่จัดสอบอยู่ในกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย และคนที่นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีมหาดไทยก็คือคนเดียวกับนายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้ตั้งคณะกรรมการสอบนั่นเอง 

ถ้าเอาจริงๆ แล้วเรื่องนี้อนุทินในฐานะนายกรัฐมนตรีต้องตั้งกรรมการสอบอนุทินในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนั่นแหละ ไม่ใช่แค่สอบสวนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือ สถ.

นอกเหนือจากที่กระทรวงมหาดไทยเคยเปิดเผยว่ามีการตั้งกรรมการสอบสวนข้าราชการ 5 คน จะเป็นไปได้หรือสำหรับการกระทำที่อุกอาจ ท้าทายทั้งกฎหมายและความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองในระดับนี้ หากมีมูลค่าผลประโยชน์หมุนเวียนถึง 4,500 ล้านบาทจริง ตัวการใหญ่จะเป็นเพียงข้าราชการไม่กี่คนในกระทรวงมหาดไทยเท่านั้นหรือ 

เชื่อว่าเรื่องนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรกแน่ๆ หากเป็นไปตามที่แหล่งข่าวในกระทรวงมหาดไทยยืนยันว่าจากการตรวจสอบพบร่องรอยการทุจริตย้อนหลังไปถึงปี 2551 นั่นหมายความว่า ขบวนการนี้อาจดำเนินมาเกือบ 20 ปี หากเป็นจริง เงินที่หมุนเวียนตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมานั้นจะมีมูลค่าเท่าไร และมีคนที่ไม่มีความรู้ความสามารถจำนวนเท่าไรที่ได้เข้าไปรับราชการด้วยวิธีการเช่นนี้ 

กรณีที่เกิดขึ้นล่าสุดอนุทินบอกว่า กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นตรวจสอบ 15,000 กว่ารายชื่อแรกของผู้ได้รับการบรรจุเป็นราชการท้องถิ่นไปแล้ว พบข้อเท็จจริงคือคะแนนที่ประกาศกับไฟล์รูปกระดาษคำตอบไม่ตรงกันประมาณ 5,000 คน 

อนุทินบอกว่า ถ้ามีหลักฐานเป็นที่ประจักษ์ว่าตรงนี้ทุจริตแน่ ก็ต้องเพิกถอนการบรรจุ เงินเดือนที่จ่ายไปก็ต้องเรียกคืน เป็นสิทธิ์ของกระทรวงที่ต้องฟ้องดำเนินคดีอาญา เพราะที่มาที่ไปไม่ถูกต้อง ส่วน ป.ป.ช.จะดำเนินการในเรื่องการกระทำผิดทางราชการ 

แต่สิ่งที่อนุทินไม่ได้พูดคือ กระทรวงมหาดไทยจะสั่งสอบเฉพาะการทุจริตครั้งนี้ หรือจะตรวจสอบย้อนหลังทั้งหมด เพราะหากมีการทุจริตมานานแล้ว เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะมีตัวการแค่ข้าราชการในกรม ต้องมีคนที่มีอำนาจมากกว่านี้อยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน และไม่ยากอะไรเลยที่จะตรวจสอบว่า เส้นเงินไหลไปสู่ใครบ้าง ซึ่งควรย้อนกลับไปตรวจสอบกระดาษคำตอบกับผลการตรวจสอบก่อนหน้านี้ย้อนหลังไปทุกปีที่ยังเก็บหลักฐานไว้ให้ตรวจสอบได้ 

แต่ถ้าเอาเฉพาะที่จับทุจริตได้ในครั้งนี้ก็ต้องย้อนไปดูตั้งแต่สมัยของนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ เป็นอธิบดี สถ.มาจนถึงการจัดสอบในยุคของธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ถ้าจะตรวจสอบให้ถึงแก่น ก็ต้องไล่ไทม์ไลน์ตั้งแต่ทีโออาร์ ใครกำหนดเงื่อนไข ใครถืออำนาจในแต่ละช่วง ใครรับผิดชอบไฟล์คะแนน ใครรับแฟลชไดรฟ์ ใครนำข้อมูลไปใช้ประกาศ และใครมีสิทธิ์แตะต้องข้อมูลก่อนประกาศผล 

นฤชาเป็นเด็กของเนวิน ชิดชอบ เติบโตมาในอีสานใต้ ผ่านตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นคนเดียวกับคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเจ้าของไลน์ “ช่วยน้ำเงินด้วย” และมีข่าวว่าเนวินพยายามผลักดันให้เป็นปลัดมหาดไทย แทนอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ที่อนุทินถือหาง และเป็นบุคคลที่กลายเป็นเงาตามตัวอนุทินตลอดเวลา 

ส่วนธีรุตม์เป็นเด็กของพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นคนสงขลาด้วยกัน พิพัฒน์ผลักดันขึ้นจากรองผู้ว่าฯ มาเป็นผู้ว่าฯสุราษฎร์ธานี แล้วก็ขึ้นเป็นอธิบดี สถ.และรัชพงศ์ ชูแก้ว เลขานุการของพิพัฒน์ก็ได้ลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากคนนามสกุลชูแก้ว สามารถสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นในครั้งนี้ได้เป็นลำดับต้นๆ ซึ่งพิพัฒน์บอกว่า เป็นการลาออกเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ หากไม่มีความผิดจะแต่งตั้งกลับมาใหม่ 

เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องเล็กที่เกี่ยวพันคน 4-5 คน แม้ตอนนี้จะมีการทำขึงขังตั้งกรรมการสอบ อนุทินด่าคนทุจริตว่าขายชาติ แต่มีใครสักกี่คนที่เชื่อว่าจะสามารถสาวไปถึงตัวจริงได้ รอดูว่า ผลลัพธ์จริงๆ จะสามารถลากคอตัวการใหญ่มาลงโทษได้หรือไม่ หรือสุดท้ายจะตัดตอนเฉพาะข้าราชการไม่กี่คน แต่คนส่วนใหญ่เชื่อว่า สุดท้ายก็จะจบที่แพะบูชายัญ 

แม้จะได้ยินอนุทินคุยโวว่า รัฐบาลชุดนี้เข้ามาปราบปรามทุจริต ยังไม่มีรัฐบาลชุดไหนเข้ามาปราบปราม และดำเนินได้เร็วเท่ารัฐบาลชุดนี้ มันไม่ใช่เพราะฝีมืออะไรหรอก แต่เราไม่เห็นแก่หน้าใครทั้งนั้น ผมถามต่อดังๆ ว่า มีใครเชื่อคำพูดนี้บ้าง 

จากทุจริตสอบท้องถิ่น ย้อนไปเรื่องกักตุนน้ำมันหาประโยชน์จากส่วนต่างๆ ที่ประชาชนเดือดร้อน คนที่ติดสินบนไชยชนก ชิดชอบ เดือนละ 40 ล้าน ตอนนี้หาคนผิดได้หรือยัง รวมไปถึงเงื่อนงำในโครงการ TH-AI Passport ฮั้วสว.ที่ผลสอบสวนพัวพันพรรคภูมิใจไทยทั้งพรรค เขากระโดงที่ดินของรัฐที่พัวพันกับคนสำคัญของพรรค และอนุทินเอง 

รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารไม่กี่เดือนก็มีเรื่องอื้อฉาวมากเหลือเกิน ยังไม่รวมบาดแผลเหวอะหวะอีกหลายเรื่องที่ยังรอวันปะทุขึ้นมาอีก ส่วนการทุจริตสอบท้องถิ่นในฐานะเจ้ากระทรวงเรื่องแบบนี้ขว้างหนูไม่พ้นคอหรอก
 
ติดตามผู้เขียนได้ที่
https://www.facebook.com/surawich.verawan