xs
xsm
sm
md
lg

เข็มทิศและดาวเหนือในยามวิกฤต

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: เอนก เหล่าธรรมทัศน์



เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ภาคีราชบัณฑิต


ในวันที่บ้านเมืองหรือโลกวิกฤต​ เข็มทิศจะพังและดาวเหนือจะดูแล้วเห็นเพียงเลือนลาง

ในยามนั้น​ ผู้นำจะต้องเป็นเข็มทิศและคบไฟที่นำทางให้จงได้

คุณธรรมเท่านั้นคือลมหายใจที่จะหล่อเลี้ยงให้บ้านเมืองมีชีวิตต่อไปได้

วิกฤตนั้นไม่ใช่แค่ระบบพัง​ แต่คือภาวการณ์ที่ทิศทางแห่งธรรมนั้นดูสับสนปั่นป่วนครับ

"เข็มทิศ" ในที่นี้คือระบบคุณค่าและสถาบันที่สังคมร่วมกันสร้างขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นตัวบทกฎหมาย วัฒนธรรม หรือความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน

เมื่อความจริงถูกแทนที่ด้วยความเห็นแก่ตัวและข้อมูลเท็จ
ในสภาพที่นักคิดร่วมสมัยเรียกว่า "ยุคหลังความจริง" (post-truth)
เข็มทิศนั้นก็จะแกว่งอย่างไร้ทิศครับ

อันตรายยิ่งกว่านั้นคือเมื่อสังคมยอมรับภาวะไร้ทิศทางว่าเป็นปกติ
จนเลิกถามถึงความถูกต้องหรือผิดถูก
ฮันนาห์ อาเรนต์ เรียกรสิ่งนี้ว่า "ความชั่วร้ายอันสามัญ" (banality of evil)

หรือ​ ความชั่วร้ายที่เกิดจากการไม่คิด ไม่ไตร่ตรองครับ

เธอเคยเตือนว่าเมื่อ? การเมืองปราศจากการไตร่ตรองทางจริยธรรม
มันจะกลายเป็นเพียงเกมแห่งอำนาจที่ไร้มนุษยธรรม

เมื่อสถาบันสั่นคลอน งสิ่งที่เหลือคือมนุษย์ที่มีคุณธรรมเท่านั้น
.ในจังหวะนี้สังคมไม่ต้องการแค่คนเก่งหรือคนฉลาด
แต่ต้องการ "คนดีที่ดำรงชีวิตเป็นธรรมะที่เคลื่อนไหวได้"
คือคนที่ประชาชนเห็น สัมผัส และศรัทธาได้จากการกระทำจริง ไม่ใช่คำพูดครับ

ผู้นำที่แท้มีสามคุณสมบัติ

หนึ่ง—คุณธรรมต้องต่อเนื่อง
ไม่ใช่ทำดีเฉพาะต่อหน้าสื่อต่อหน้ากล้องครับ

อริสโตเติลเรียกสิ่งนี้ว่า hexis หรืออุปนิสัยที่มั่นคง
ซึ่งเกิดจากการฝึกฝนกระทำดีซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนหลอมรวมเป็นธรรมชาติที่สองของตัวตน

ณความกล้าหาญที่แท้จึงไม่ใช่การฮึกเหิมครั้งคราว
แต่คือการยืนหยัดในหลักการแม้อยู่ในที่ลับตาคน
เช่นเดียวกับ "ภาวนา" ในพุทธศาสนาที่ฝึกจิตจนกุศลธรรมกลายเป็นพื้นนิสัย
ไม่ใช่แค่อารมณ์ชั่วครู่ครับ

สิ่งนี้ต้องสม่ำเสมอในทุกลมหายใจของการทำงาน
ขงจื๊อก็สอนในท่วงทำนองเดียวกันว่า
"ผู้มีคุณธรรมย่อมไม่โดดเดี่ยว ย่อมมีมิตรมาเอง"
เพราะคุณธรรมที่มั่นคงย่อมดึงดูดผู้คนเข้าหาโดยไม่ต้องร้องขอ

สอง—ไม่จำเป็นต้องประกาศตน
เล่าจื๊อสอนว่า "ผู้นำที่ดีที่สุด ประชาชนแทบไม่รู้ว่ามีอยู่… เมื่อภารกิจสำเร็จ ผู้คนจะพูดว่า 'เราทำเอง'"

เป็นเหมือนดาวเหนือที่เงียบแต่ส่องทาง
ไม่เรียกร้องให้ใครขอบคุณ แต่นำด้วยการทำให้เห็น
การนำที่แท้จึงไม่ใช่การสร้างภาพ
แต่คือการอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผู้อื่นครับ

สาม—ฟังเสียงแผ่นดินและตอบสนองด้วยการทุ่มเทเพื่อประโยชน์สุขมหาชน
ผู้นำต้อง "หายใจเข้า" ด้วยการรับรู้ทุกข์สุขของประชาชน
และ "หายใจออก" เป็นความหวังและความถูกต้องครับ

ย้อนแย้งยิ่ง: ยิ่งมีอำนาจ ยิ่งต้องลดตนลง

การลดตนไม่ใช่ความอ่อนแอ
แต่คือการลดอัตตาเพื่อเปิดทางให้ปัญญาและความเมตตาทำงานครับ

เม่งจื๊อกล่าวว่า "ความชอบธรรมสำคัญกว่าประโยชน์"
และผู้ปกครองที่แท้ต้องมี "จิตใจที่ไม่อาจทนเห็นผู้อื่นทุกข์"
จิตใจเช่นนี้คือรากฐานของทุกนโยบายที่คำนึงถึงมนุษย์
มันไม่ใช่แค่ความสงสาร หากแต่คือแรงผลักให้ลงมือแก้ไข

ผู้นำที่ดีที่สุดคือผู้รับใช้
ไม่ใช่เพื่อให้ตนเด่น แต่เพื่อให้ผู้อื่นเดินได้ด้วยตัวเองครับ

อริสโตเติลเรียกสิ่งนี้ว่า phronesis หรือความรอบรู้เชิงปฏิบัติ
คือความสามารถตัดสินใจถูกต้องในสถานการณ์เฉพาะหน้าบนฐานของคุณธรรม
ไม่ใช่เมินเฉย ไม่ใช่ลอยตามกระแส

ด้านโรเบิร์ต กรีนลีฟ (Robert K. Greenleaf) นักคิดตะวันตกสมัยใหม่
ก็นิยาม "ผู้นำผู้รับใช้" (servant leadership) ว่ามีหัวใจคือการรับใช้เป็นภารกิจสูงสุด
โดยทดสอบได้จากคำถามว่า "ผู้ตามเติบโตขึ้นหรือไม่ เมื่ออยู่ภายใต้การนำ"

เช่นเดียวกับอุดมคติพระโพธิสัตว์ในมหายาน
ที่ตั้งปณิธานอุ้มทุกข์ของสรรพสัตว์ไว้ในใจ
โดยไม่ถือว่าตนเป็นศูนย์กลางครับ

อย่าเผาตัวเองจนมอด—จงเติมตะเกียงให้ส่องนานพอ

การเป็นแสงสว่างให้ผู้อื่น
มิใช่การเสียสละจนสิ้นแรง
แต่คือการมีแหล่งพลังภายในที่หมั่นเติมอย่างสม่ำเสมอครับ

ติช นัท ฮันห์ ( Thich Nhat Hanh) พูดถึง "ผู้นำที่ไม่มีตัวตน"
ที่ว่างพอจะบรรจุความทุกข์ของผู้อื่นโดยไม่สูญเสียตนเอง
และเตือนว่า "หากเราไม่สงบ เราก็ไม่อาจนำสันติสุขสู่ใครได้"

มาร์คัส ออเรลิอัส (Marcus Aurelius) จักรพรรดินักปรัชญาแห่ง​สำนัก​สโตอิก​(Stoic) เตือนพระองค์เองทุกคืนว่า
"จงมองเข้าไปภายใน เพราะภายในมี"น้ำพุ" แห่งความดีที่ไม่มีวันเหือดแห้ง หากขุดหามันอยู่เสมอ"
และ "ยามเช้าจงบอกตนเองว่า วันนี้ข้าอาจพบคนอกตัญญู หยาบคาย ริษยา แต่ข้าไม่โกรธพวก​ เพราะเราต่างเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน--ธรรมชาติอันเดียวกัน"

สองพันปีก่อนเขารู้แล้วว่าการนำโดยไม่ฟื้นฟูจิตใจคือการเดินสู่ความว่างเปล่า
ผู้นำที่หมดไฟย่อมนำใครไม่ได้นาน
จงฟื้นฟูตัวเองด้วยสมาธิ กัลยาณมิตร และการยึดมั่นในหลักการครับ

สรุป: เราทุกคนสร้างดาวเหนือร่วมกัน

ในโลกที่เสียงอึกทึกดังกลบความถูกต้อง
บ้านเมืองจะรอดได้ก็เมื่อเรากล้าที่จะเป็นเข็มทิศให้แก่กัน
ไม่ใช่ชี้แต่ทางที่ได้เปรียบ ที่จะได้เงินจากโครงการหลวง​ ที่จะได้ประโยชน์แต่เฉพาะตนเฉพาะกลุ่ม​ หากแต่ชี้ทางที่ควรค่าแก่การสร้างบ้านเมืองและยกระดับความเป็นมนุษย์ครับ

ฮันนาห์ อาเรนต์ ยังชี้ด้วยว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมศักยภาพในการ "เริ่มต้นใหม่" (natality—ภาวะการเกิดใหม่)

แม้ในวันที่มืดมิดที่สุด เราก็ยังสามารถริเริ่มการกระทำที่มีความหมายใหม่ได้เสมอ

ขอเพียงเราไม่ลืมว่าดาวเหนือที่จริงไม่ได้อยู่บนท้องฟ้า​ หากอยู่ในหัวใจที่กล้าทำดีและช่วยกันหายใจเข้าออกให้เป็นคุณธรรม

แม้พายุจะหนัก สังคมก็จะเป็นดังนาวาใหญ่
ที่ลอยลำฝ่าคลื่นสูงลมแรงในมหาสมุทรต่อไป