xs
xsm
sm
md
lg

แม้มีลมใต้ปีกจากอำนาจนำ แต่รัฐบาลอนุทินก็อาจพังครืน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



หนึ่งความคิด
สุรวิชช์ วีวรรรณ

*รัฐบาลอนุทินกำลังเดินอยู่ท่ามกลางกระแสข่าวที่ไม่เป็นผลดีต่อเสถียรภาพของรัฐบาล มีข่าวความขัดแย้งระหว่างอนุทิน ชาญวีรกูล กับพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายทุนและแกนนำปักษ์ใต้ของพรรค เราจะเห็นว่าอนุทินค่อยลดบทบาทของพิพัฒน์หลายเรื่องตั้งแต่การมอบหมายให้ดูแลวิกฤตพลังงาน แล้วเอามาให้เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาสทำแทน

จนมาถึงเรื่องแลนด์บริดจ์โครงการหนึ่งล้านล้านที่อยู่ในพื้นที่ภาคใต้ของพิพัฒน์ และเขายังเป็นรัฐมนตรีคมนาคม แต่ต่อมาอนุทินก็เอาไปให้เอกนิติดูแลแทนจะมาถึงเรื่องล่าสุดคือ EEC

หากมองจากลำดับเหตุการณ์ทางการเมือง การที่อนุทินดึงอำนาจกำกับดูแล EEC กลับมาจากพิพัฒน์ ย่อมสะท้อนว่าเกิดความไม่ลงรอยกันในระดับหนึ่ง เพราะหากการทำงานเป็นไปด้วยความราบรื่น ก็แทบไม่มีเหตุผลที่จะต้องเปลี่ยนตัวผู้รับผิดชอบในช่วงที่โครงการ EEC กำลังเดินหน้า โดยเฉพาะเมื่อ EEC เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีเม็ดเงินลงทุนมหาศาลและมีโครงการสำคัญอย่างรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน การเปลี่ยนตัวผู้กำกับดูแลจึงถูกตีความได้ว่า อนุทินต้องการเข้ามาควบคุมทิศทางและการตัดสินใจด้วยตนเองมากขึ้น แม้จะอธิบายว่าเป็นเรื่องของประสิทธิภาพในการดึงดูดการลงทุนก็ตาม

อีกด้านหนึ่ง กระแสข่าวที่ว่าพิพัฒน์มีความเห็นไม่ตรงกับการผลักดันหรือการแก้ไขบางประเด็นของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ยิ่งทำให้ข้อสงสัยเรื่องความขัดแย้งมีน้ำหนักทางการเมืองมากขึ้น แม้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเป็นสาเหตุโดยตรง แต่ในทางการเมือง การย้ายอำนาจจากผู้รับผิดชอบเดิมไปไว้กับนายกรัฐมนตรี มักถูกมองว่าเป็นการลดบทบาทของผู้ที่มีความเห็นไม่สอดคล้องกับผู้นำรัฐบาล

ดังนั้น แม้ทั้งสองฝ่ายจะปฏิเสธว่าไม่มีปัญหากัน แต่ตัวเหตุการณ์เองก็เปิดช่องให้สังคมตีความว่า ความขัดแย้งอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล หากแต่อยู่ที่แนวทางการบริหารโครงการยุทธศาสตร์ของประเทศ ซึ่งมีผลประโยชน์และการตัดสินใจมูลค่ามหาศาลเป็นเดิมพัน

แต่ข่าวที่กระเซ็นกระสายมาไม่ใช่เพียงความขัดแย้งระหว่างอนุทินกับพิพัฒน์เท่านั้น อีกด้านหนึ่งอนุทินกับเนวิน ชิดชอบก็มีการขบเหลี่ยมกันภายในพรรค

ข่าวของไทยรัฐเมื่อหลายวันก่อนพาดหัวใหญ่ว่า “เน-หนูร้าว” ผมไม่รู้หรอกว่าจริงหรือไม่จริง เพราะเรื่องแบบนี้คนวงในเท่านั้นที่รู้ แต่ก็ยอมรับว่าอ่านแล้วนึกถึงภาพเก่า ๆ ขึ้นมา

เราทุกคนเคยเห็นมาแล้วว่า เนวินเคยเตะก้นอนุทินมาแล้ว เป็นภาพที่ไม่มีใครลืมได้ เพียงแต่ตอนนั้นอนุทินยังอยู่ใต้ปีกของเนวิน อยู่ในฐานะคนที่เคารพ “ครูใหญ่” ของพรรค และทุกคนก็รู้กันดีว่า คนที่สร้างพรรคภูมิใจไทยจนเดินมาถึงวันนี้ ไม่ใช่อนุทิน แต่คือเนวิน ชิดชอบ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาพที่ประชาชนเห็นมาตลอดก็คือ เนวินเป็นคนวางกระดาน ส่วนอนุทินเป็นคนเดินหมาก จะเรียกว่าคนหนึ่งคิด อีกคนหนึ่งทำก็ไม่ผิดนัก เพราะฉะนั้นถ้ามีข่าวว่าทั้งสองคนเริ่มเห็นไม่ตรงกัน โดยเฉพาะเรื่องการจัดเก้าอี้ในกระทรวงมหาดไทย ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้

แต่อีกมุมหนึ่งก็ต้องยอมรับว่า วันนี้สถานการณ์ไม่เหมือนเดิมแล้ว

ต่อให้อดีตอนุทินจะอาศัยบารมีของเนวินมากแค่ไหน แต่วันนี้เขาคือนายกรัฐมนตรี คนที่ขึ้นมาถึงตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายบริหาร ย่อมอยากเป็นนายกรัฐมนตรีจริง ๆ ไม่ใช่เป็นเพียงคนที่คอยรับคำสั่งจากใครตลอดไป บางเรื่องอาจยังรับฟังกันได้ แต่บางเรื่องก็คงต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง เพราะสุดท้ายคนที่ต้องรับผิดชอบต่อประเทศก็คือตัวนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ครูใหญ่ของพรรค

ปัญหาก็คือ จังหวะเวลานี้รัฐบาลไม่ได้เผชิญแรงกดดันแค่เรื่องเดียว

เรื่อง TH-AI Passport ที่มีชื่อของไชยชนกถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้อง แม้ข้อเท็จจริงจะต้องรอการพิสูจน์ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลายเป็นตำบลกระสุนตกไปแล้ว ไหนจะคดีสอบท้องถิ่นที่กระทรวงมหาดไทยต้องเป็นคนตอบคำถามสังคมอีก

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะมีการพูดกันว่าความเสียหายอาจสูงถึง 4,500 ล้านบาท สังคมจึงรอฟังคำตอบว่า เงินจำนวนนี้ไปถึงใคร มีใครอยู่เบื้องหลัง และจะสาวไปถึงตัวการได้หรือไม่ ถ้าสุดท้ายจับได้แต่ลูกน้อง จับได้แต่แพะ แต่หาคนบงการไม่ได้ ความเชื่อมั่นของประชาชนก็จะหายไปทันที

ยังไม่นับเรื่องฮั้ว ส.ว. ที่ยังถูกพูดถึงอยู่เรื่อย ๆ และปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนที่ฝ่ายค้านกับหลายฝ่ายหยิบยกขึ้นมา จากกรณีที่ดินเขากระโดง เพราะเมื่อเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ย่อมมีหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของรัฐทุกเรื่อง ไม่ว่าประเด็นนั้นจะเกี่ยวข้องกับใครก็ตาม

แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังไม่ปักใจเชื่อข่าวที่ว่า “เนกับหนูแตกกันแล้ว”

เหตุผลง่าย ๆ คือ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราเห็นความสัมพันธ์ของทั้งคู่ในแบบที่คนหนึ่งเป็นคนเชิด อีกคนเป็นคนแสดง ถ้าจะมีวันที่ทั้งสองเดินคนละทางจริง ผมเชื่อว่ามันคงไม่ใช่แค่ข่าวลือในหน้าหนังสือพิมพ์ แต่ต้องเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ทุกคนมองเห็นพร้อมกัน

นึกถึงหุ่นกระบอกก็ได้ หุ่นจะโลดแล่นอยู่บนเวทีได้ ก็เพราะมีคนเชิดอยู่ข้างหลัง แต่เมื่อใดที่คนเชิดปล่อยสาย เมื่อนั้นหุ่นก็หมดบทบาททันที

ผมจึงยังเชื่อว่า ถ้าจะมีรอยร้าวจริง ก็คงไม่ใช่รอยร้าวธรรมดา แต่มันจะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย และอาจเปลี่ยนสมการการเมืองทั้งกระดานเลยก็ได้

ไม่เพียงแต่รอยร้าวที่อาจเกิดขึ้น ตอนนี้รัฐบาลอนุทินกำลังถูกตั้งคำถามใหญ่ว่า การทุจริตสอบท้องถิ่นของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ถูกตั้งคำถามว่าใครที่เป็นตัวการสำคัญ เรื่องระดับนี้ที่มีเงินมากถึง 4,000-5,000 ล้านบาท ไม่ใช่การกระทำของคนตัวเล็กๆ อย่างแน่นอน

ลองทายดูสิว่าสังคมส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปทางไหนหากอนุทินในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจัดการเรื่องนี้ไม่ดี หรือจับได้แค่แพะตัวเล็ก วิกฤตของรัฐบาลชุดนี้จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และเมื่อผสมกับความขัดแย้งในพรรคภูมิใจไทยก็สามารถสั่นคลอนรัฐบาลอนุทินได้เลย

คดีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น กำลังกลายเป็นคดีที่สั่นสะเทือนกระทรวงมหาดไทยมากที่สุดในรอบหลายปี ไม่ใช่เพียงเพราะมีการกล่าวหาว่ามีขบวนการซื้อขายตำแหน่งหรือแก้ไขกระดาษคำตอบ แต่เพราะเมื่อไล่เรียงไทม์ไลน์ของคดีทั้งหมด จะพบว่ากระบวนการตั้งแต่การเปิดสอบ การจัดซื้อจัดจ้าง การจัดสอบ การตรวจข้อสอบ ไปจนถึงการประกาศผล ล้วนเกิดขึ้นในยุคที่กระทรวงมหาดไทยอยู่ภายใต้การบริหารของพรรคภูมิใจไทยทั้งสิ้น

ช่วงต้นของโครงการอนุทิน ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้กำกับดูแลกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นโดยตรง ต่อมาเมื่อมีการแบ่งงานใหม่ในช่วงปลายปี 2568 ภารกิจการกำกับดูแลกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นถูกมอบหมายให้ทรงศักดิ์ ทองศรี ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่มีการจัดสอบ ตรวจข้อสอบ และประกาศผลสอบ

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ว่ารัฐมนตรีคนใดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต เพราะจนถึงวันนี้ยังไม่มีหน่วยงานใดชี้มูลเช่นนั้น แต่คือคำถามเรื่อง “ความรับผิดชอบทางการเมือง” เมื่อการสอบที่มีผู้สมัครนับแสนคน และมีตำแหน่งบรรจุกว่า 6,000 อัตรา เกิดปัญหาจนต้องมีการสืบสวนครั้งใหญ่ ผู้ที่กำกับดูแลหน่วยงานในช่วงเวลานั้นย่อมหลีกเลี่ยงการถูกตั้งคำถามไม่ได้

ในอีกด้านหนึ่ง นายทรงศักดิ์ ทองศรี ได้ออกมาปฏิเสธความเชื่อมโยงกับคลิปเสียงที่เผยแพร่ พร้อมยืนยันว่าระหว่างดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กำชับให้ปิดช่องโหว่การสอบ และถึงขั้นทำบันทึกความร่วมมือ (MOU) เพื่อป้องกันการทุจริต อีกทั้งระบุว่าเพิ่งทราบข้อกล่าวหาเรื่องการแก้ไขกระดาษคำตอบจากข่าวภายหลัง

สุดท้ายแล้ว คดีนี้จะไม่ได้ตัดสินกันด้วยคลิปเสียงหรือกระแสสังคม แต่จะตัดสินกันด้วยพยานหลักฐานว่า การทุจริตเกิดขึ้นในขั้นตอนใด ใครเข้าถึงกระดาษคำตอบหรือฐานข้อมูลคะแนน และใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์ หากข้อเท็จจริงพิสูจน์ได้ว่ามีการทุจริตจริง คำถามเรื่องความรับผิดชอบจะไม่หยุดอยู่ที่ผู้ลงมือ แต่จะย้อนกลับไปถึงระบบกำกับดูแลทั้งหมด ตั้งแต่ระดับกรมจนถึงฝ่ายการเมืองที่กำกับหน่วยงานในช่วงเวลานั้น

หากไม่นับเรื่องเขากระโดง ฮั้วส.ว.ที่เป็นระเบิดเวลาในพรรค การเลือกตั้งที่กำลังรอการชี้ขาดของศาลรัฐธรรมนูญพร้อมกับพรก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท การครอบงำทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และองค์กรอิสระที่ถูกมองว่า เป็นอำนาจที่ล้นเกินสมดุลของระบอบประชาธิปไตย

รัฐบาลอนุทินแม้จะมีเสียงมากและมีอำนาจครอบงำทุกองคาพยพของสังคมไทย แต่วิกฤตต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้น ทั้งความขัดแย้งภายใน และสถานการณ์แวดล้อมต่างๆที่เกิดขึ้นก็สะท้อนให้เห็นว่า อนาคตของรัฐบาลชุดนี้ก็อาจจะพังครืนลงมาได้ แม้ว่าใครต่อใครมองว่า รัฐบาลมีแรงหนุนของอำนาจนำในสังคมไทยเป็นลมใต้ปีกก็ตาม