ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ชนะเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอย่างไม่เหนือความคาดหมาย เพราะใครต่อใครก็คิดกันตั้งแต่แรกแล้วว่า ยังไงก็ชนะเมื่อหันไปมองผู้สมัครรายอื่น แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงก็คือ หลายคนคิดว่าไม่น่าจะได้คะแนนเท่ากับครั้งที่แล้ว สุดท้ายผลคะแนนกลับออกมาสูงกว่าเดิม กลายเป็นสถิติใหม่ของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. สะท้อนว่าคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ยังให้ความไว้วางใจเขาเหมือนเดิม
แต่การกลับมาครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า ชัชชาติไม่มีการบ้าน เพราะตลอดสมัยแรก สิ่งที่ถูกโจมตีมากที่สุดก็คือเรื่อง “ระบบอากง” ซึ่งเป็นเสียงที่เล็ดลอดออกมาตลอดการทำงานของผู้ว่าฯ ชัชชาติ แม้จะไม่ใช่ข้อกล่าวหาทางกฎหมาย แต่ก็เป็นข้อครหาทางการเมืองที่ถูกพูดถึงอยู่เสมอ ก็รอดูกันว่า เมื่อเข้าสู่สมัยที่สอง ชัชชาติยังจะเก็บระบบอากงเอาไว้หรือไม่ หรือจะปรับทีมบริหารเพื่อตัดข้อครหาที่ติดตัวมาตลอดสี่ปีแรก
อีกเรื่องหนึ่งที่ยังต้องติดตามก็คือ กรณีการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของกรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นประเด็นทุจริตที่สร้างแรงสั่นสะเทือนมากที่สุดเรื่องหนึ่งในสมัยของชัชชาติ ที่สำคัญ เรื่องนี้เป็นเขาเองที่สั่งระงับการตรวจรับ พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวน หลังมีข้อร้องเรียนและการตรวจสอบจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ต่อมาผลสอบพบข้อบกพร่องหลายประการ ทั้งเรื่องราคาที่สูงผิดปกติและการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของสินค้า
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าบทลงโทษทางวินัยที่เสนอในช่วงหนึ่งอาจเบาเกินไป จนคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.) มีความเห็นให้ส่งสำนวนกลับไปสอบเพิ่มเติม ขณะที่ชัชชาติและผู้บริหาร กทม. ยืนยันว่าคดียังไม่สิ้นสุด และยังไม่มีการยุติการเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง ก็ลองดูกันว่า เมื่อชัชชาติกลับมาบริหารอีกสมัย เรื่องนี้จะเดินไปจนถึงที่สุด หรือสุดท้ายจะเงียบหายไป
ส่วนสิ่งที่คนกรุงเทพฯ คาดหวังมากที่สุดก็คือ การแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา แม้ กทม.จะเร่งระบายน้ำและปรับปรุงระบบในหลายพื้นที่ แต่ก็ยังถูกวิจารณ์ว่าการแก้ปัญหายังเป็นการแก้เฉพาะหน้า มากกว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวที่จะทำให้ปัญหาน้ำท่วมลดลงอย่างถาวร
เรื่องฝุ่น PM2.5 ก็เป็นอีกโจทย์ใหญ่ที่คนกรุงเทพฯ รอคำตอบ เช่นเดียวกับปัญหาการจราจรที่แทบไม่ต่างจากเดิม ส่วนทางเท้าที่สร้างแล้วรื้อ รื้อแล้วสร้างอยู่บ่อยๆ ก็ทำให้อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ชัชชาติซึ่งจบวิศวกรรมโยธา จะสามารถสร้างทางเท้าที่ใช้กันได้เป็นสิบยี่สิบปี โดยไม่ต้องรื้อซ่อมกันแทบทุกปีได้หรือไม่ เพราะสุดท้ายแล้ว งบประมาณทุกบาทก็มาจากภาษีของประชาชน
อีกเรื่องที่เป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของชัชชาติคือ การบริหารผ่านโซเชียลมีเดีย การไลฟ์สด เดินตรวจพื้นที่ และสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ได้รับความนิยมสูง แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีเสียงวิจารณ์ว่า บางครั้งเป็นการสร้างภาพมากกว่าการบริหารเชิงระบบ ซึ่งสมัยที่สองก็คงต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า ผลงานที่เป็นรูปธรรมจะเดินนำหน้าการสื่อสารได้หรือไม่
จะอย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งก็ให้คำตอบไปแล้วว่า คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ยังให้ความไว้วางใจชัชชาติ เพราะฉะนั้นสี่ปีนับจากนี้จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า ชัชชาติยุคที่สองจะแตกต่างจากยุคแรกอย่างไร จะลบคำวิจารณ์ที่ติดตัวมาตลอดสี่ปีได้หรือไม่ และที่สำคัญ หากทำผลงานได้ตามที่คนคาดหวัง การเป็นผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่สอง ก็อาจกลายเป็นสปริงบอร์ดสำคัญไปสู่การเมืองระดับชาติในอนาคตก็เป็นได้
แต่เมื่อมองไปที่พรรคส้มที่มีคำถามมากก็คือทำไม ดร.โจ ชัยวัฒน์ ถาวรวิจิตร ถึงกับแพ้ ดร.ติ่ง มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ไปกว่า 1 แสนคะแนน
ผมเห็นอินฟลูสายส้มตีโพยตีพายกับการแพ้เลือกตั้งผู้ว่าฯ เหมือนกับเข้าใจว่า คนที่เคยเลือก สส.ส้มทั้งกรุงเทพฯ จะต้องเลือกผู้สมัครของพรรคส้มด้วย ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ประหลาด เพราะเท่ากับมองว่าคนที่เลือก สส.ส้ม จะไปเลือกคนอื่นไม่ได้
ทั้งที่คนกรุงเทพฯ เขามีอิสระที่จะคิดและจะเลือกใครก็ได้ เขาอาจมองการเลือก สส.แบบหนึ่ง แต่เลือกผู้ว่าฯ อีกแบบหนึ่งก็ได้ จำได้ว่ารอบก่อนที่ส่งวิโรจน์ลงก็แพ้ ได้แค่อันดับ 3 เหมือนกัน แต่อินฟลูที่แบกส้มก็ไม่ได้ฟูมฟายเท่าครั้งนี้เลย
ทั้งที่จริงแล้ว วิโรจน์มีราคามากกว่า ดร.โจ มาก มีความโดดเด่นกว่า ดร.โจ เท่าที่รู้จากคนวงในพรรค เขาเป็นตัวเลือกสุดท้าย เพราะพรรคหาใครไม่ได้ คนที่ไปทาบทามหลายคนปฏิเสธหมด โดยเฉพาะสุภาพสตรีจากตระกูลดังคนหนึ่งที่มีสายสัมพันธ์โยงใยกับพรรค
และต้องยอมรับว่า ดร.โจ ไม่มีเสน่ห์ ไม่มีคาริสม่า เวลาพูดก็ไม่แหลมคม แม้จะมีประวัติเรียนเก่งก็ตาม แต่การเรียนเก่งกับการพูดเก่งเป็นคนละเรื่องกันนะครับ
แล้วพอเถอะครับกับการไปโทษอาจารย์สุรพล นิติไกรพจน์ ต่อให้ไม่มีอาจารย์สุรพลเข้ามาอยู่ในซีน ก็ไม่ได้ทำให้คะแนนดีกว่านี้หรอก แถมการเอาโมเดลลำพูนมาอวดคนกรุงเทพฯ ก็เป็นเรื่องตลกและสิ้นคิด
ผมคิดว่าจุดสำคัญที่ฝ่ายส้มรับไม่ได้ คือการแพ้ ดร.ติ่ง มัลลิกา แบบขาดลอย ทั้งที่ฝ่ายอนุรักษนิยมตัดคะแนนกันเองหลายคน มีทั้งหม่อมหลวงกร อนุชา และผู้สมัครคนอื่นๆ จุดนี้เองที่ทำให้อินฟลูสายส้ม โดยเฉพาะพี่ถึก ใบตองแห้ง สลิ้งแตกมากกว่าใครแพ้แล้วยังบูลลีมัลลิกาไม่เลิก
แต่สิ่งที่พรรคต้องทบทวนคือ การเลือกคนที่ไม่มีอะไรโดดเด่นอย่าง ดร.โจ มาขาย ขณะเดียวกันตัวหัวหน้าพรรคอย่างเท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ก็น่าจะต้องทบทวนตัวเอง เพราะก็ไม่มีจุดขายเรื่องคาริสม่าเหมือนกัน ลองกลับไปทบทวนดูนะครับ แล้วเลิกคิดว่าพรรคส้มเป็นเจ้าของคนกรุงเทพฯ จะได้เข้าใจเรื่องสิทธิในการเลือกตั้งและระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น
สำหรับ ดร.ติ่ง มัลลิกาที่ตอนมีชื่อว่าจะลงสมัคร ผมยังบอกว่าจะได้สักกี่คะแนน แต่วันเวลาผ่านไปเห็นได้ชัดว่า กระแสของเธอเริ่มมาคนดังฝ่ายอนุรักษนิยมเริ่มส่งเสียงเชียร์เธอ คะแนนเกือบๆ สามแสนของเธอนั้น นำไปสร้างมูลค่าในตัวเธอได้อีกมาก ทั้งที่เคยเป็นนักการเมืองที่ไม่ได้โดดเด่นอะไรมาก่อน แต่มาสร้างชื่อเสียงจากการเป็นอินฟลูฝีปากแซ่บของเธอ
อย่างไรก็ตามผลที่ปรากฏออกมาแสดงว่า คนกรุงเทพฯ ยังไว้ใจชัชชาติว่ามีความเหมาะสมในตำแหน่งนี้มากกว่าใครคะแนนที่ได้รับกว่าหนึ่งล้านสี่แสนเสียงนั้น แสดงว่า คนกรุงเทพฯ ไม่สนใจข้อครหาของชัชชาติไม่ว่า จะเป็นเรื่องระบบอากงที่อื้อฉาว และมีมูลความจริงอยู่ไม่น้อย รวมถึงการทุจริตต่างๆ ที่แก้ปัญหาแบบไม่สะเด็ดน้ำ
ก็รอดูว่า ชัชชาติจะบริหาร กทม.แบบเดิมไหม ปัญหาต่างๆ ที่คนกรุงเทพฯ ต้องการให้แก้ไขไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำท่วม รถติด PM 2.5 ฯลฯจะได้รับการแก้ไขให้เบาบางลงได้ไหม งานภาคปฏิบัติจะมากกว่างานสร้างคอนเทนต์ไหม และอากงคนเดิมจะยังอยู่อีกไหม
ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


