xs
xsm
sm
md
lg

สงครามชิปรัสเซีย: เมื่อ "อธิปไตย" สำคัญกว่า "กำไร"

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: เพิ่มศักดิ์ โตสวัสดิ์

โดย เพิ่มศักดิ์ โตสวัสดิ์

ต้นปี 2023 สื่อตะวันตกประโคมข่าวว่ารัสเซียต้องลักลอบนำเข้าเครื่องซักผ้ามือสองจากคาซัคสถานหลายหมื่นเครื่อง เพื่อนำมาถอดชิปไปใช้กับยุทโธปกรณ์อย่างกว้างขวาง ข่าวนี้สร้างภาพจำว่ารัสเซียกำลัง "อดอยากทางเทคโนโลยี" จนต้องพึ่งพาชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน และถูกใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่ามาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกได้ผล รัสเซียกำลังจะพ่ายแพ้ในสมรภูมิเทคโนโลยี

แต่อีกสามปีต่อมา ณ ปี 2026 ภาพที่ปรากฏกลับซับซ้อนกว่านั้นมาก เพราะรัสเซียยังคงผลิตอาวุธออกมาใช้ในสนามรบได้อย่างต่อเนื่อง จากการตรวจสอบชิ้นส่วนอาวุธที่ยูเครนยึดได้ ตั้งแต่ขีปนาวุธ Kalibr โดรน Shahed ไปจนถึงรถถัง T-72B3 กลับพบชิปจากบริษัทยักษ์ใหญ่ของตะวันตกอย่าง Xilinx,Analog Devices, Texas Instruments และ Intel ที่ผลิตในปี 2022–2023

คำถามที่ตามมาคือ รัสเซียทำได้อย่างไร?

แม้จะถูกคว่ำบาตรอย่างเป็นทางการ แต่ชิปตะวันตกยังคงไหลเข้าสู่รัสเซียผ่านเครือข่ายตัวกลางที่ซับซ้อนในประเทศที่สาม โดยเฉพาะจีนซึ่งคิดเป็น 87% ของการนำเข้าชิปทั้งหมดของรัสเซียในไตรมาสที่ 4 ของปี 2022 รวมถึงตุรกี อาร์เมเนีย และคาซัคสถาน ในกรณีของอาร์เมเนียนั้น พบว่ามีการนำเข้าชิปจากสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นถึง 515% ในปี 2022 และส่งออกเกือบทั้งหมดต่อไปยังรัสเซีย

อย่างไรก็ดี แม้ระบบนี้จะทำให้รัสเซียมีชิปใช้ไม่ขาดตอน แต่มันพ่วงมาด้วยต้นทุนที่สูงลิ่วและไม่มีความยั่งยืน แผนการผลิตชิปใช้เองในประเทศจึงเป็นวาระเร่งด่วนที่สุด ต้นปี 2026 รัฐบาลรัสเซียจึงประกาศแผนพัฒนาไมโครอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ ฉบับครอบคลุมที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เป้าหมายคือ การสร้างระบบนิเวศการผลิตชิปครบวงจรในประเทศ

ช่องว่างที่ไม่มีวันทัน

รัสเซียไม่ใช่ประเทศที่ไร้ซึ่งอุตสาหกรรมชิป ในทางตรงกันข้าม สหภาพโซเวียตเคยเป็นผู้เล่นระดับนำในการแข่งขันพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ช่วงทศวรรษ 1970 ชิปโซเวียตถูกใช้ในยุทโธปกรณ์ ยานอวกาศ และระบบควบคุมอุตสาหกรรมมากมาย

แต่การล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 1991 คือจุดพลิกผันที่เจ็บปวด ขณะที่ TSMC ของไต้หวันกำลังก้าวขึ้นสู่ความยิ่งใหญ่ และ Intel กำลังปฏิวัติอุตสาหกรรมพีซี รัสเซียกลับจมอยู่กับวิกฤตเศรษฐกิจ งบประมาณวิจัยหดหาย สถาบันวิจัยปิดตัวและที่ร้ายแรงที่สุดคือ ภาวะสมองไหล วิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำพากันอพยพสู่สหรัฐฯ เยอรมนี และอิสราเอล

ส่งผลให้ขีดความสามารถของรัสเซียในปัจจุบันล้าหลังตะวันตกอยู่หลายทศวรรษ ณ ปี 2026 นี้'Mikron' โรงงานผลิตชิปที่ทันสมัยที่สุดของรัสเซีย กำลังเผชิญความย้อนแย้งครั้งใหญ่ ในอดีตพวกเขาเคยซื้อเทคโนโลยีตะวันตกจนสามารถผลิตชิปขนาด 90 นาโนเมตร ในเชิงพาณิชย์ได้ แต่เมื่อถูกคว่ำบาตรจนขาดแคลนอะไหล่ รัสเซียกลับต้องย้อนศรเทคโนโลยี หันมาพึ่งพาตนเองด้วยการเปิดสายการผลิตชิปขนาด 350 นาโนเมตร ระดับอุตสาหกรรม ผ่านเครื่องจักรที่พยายามแกะสูตรสร้างขึ้นเองในประเทศ ขณะที่โลกภายนอกอย่าง TSMC ของไต้หวันและSamsung ของเกาหลีใต้ ได้เริ่มต้นสายการผลิตชิปขั้นสูงขนาด 2 นาโนเมตร ไปแล้วตั้งแต่ปี 2025

ชิปเอลบรัส 2a3 ซึ่งเป็นชิปสำหรับเซิร์ฟเวอร์คอมพิวเตอร์ ของประเทศรัสเซีย
โดยรัสเซียตั้งเป้าว่าจะผลิตชิปขนาด 65 นาโนเมตร ให้ได้ภายในปี 2027 และขนาด 28 นาโนเมตร ภายในปี 2030 พร้อมทุ่มงบประมาณพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์จาก 1.4 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2021 เป็นกว่า 6.4 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2026 (เพิ่มขึ้นกว่า 4.5 เท่า) ตัวเลขนี้อาจดูมหาศาล แต่มันกลับดูเล็กน้อยไปทันทีเมื่อเทียบกับงบประมาณของ TSMC ที่ใช้ปีละกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์ หรือ Intel ที่ใช้ปีละกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ จนนักเศรษฐศาสตร์ต่างมองว่าการลงทุนของรัสเซียครั้งนี้ "ไม่คุ้มค่า"

แต่ทำไมรัสเซียถึงยังมุ่งมั่นที่จะใช้เงินมหาศาลไปกับเทคโนโลยีที่ล้าหลังโลกหลายสิบปี?

เล็กกว่า ไม่ได้ดีกว่าเสมอไป

ตัวเลขนาโนเมตรคือ การบอกขนาดของทรานซิสเตอร์บนชิป ยิ่งเล็กยิ่งอัดได้มากขึ้น ประมวลผลเร็วขึ้น แต่มันไม่ได้บอกว่าชิปนั้น "เพียงพอสำหรับงานที่ต้องการไหม?" หากลองแยกแยะระดับเทคโนโลยีชิปในปัจจุบัน จะพบการแบ่งงานอย่างชัดเจน:

3–7 นาโนเมตร: สมาร์ทโฟนระดับเรือธง, GPU สำหรับฝึก AI, และโปรเซสเซอร์คอมพิวเตอร์ระดับสูงสุด

10–28 นาโนเมตร: ชิปรถยนต์อัจฉริยะ, ระบบเครือข่าย 5G, และชิปกราฟิกระดับกลาง

40–65 นาโนเมตร: ไมโครคอนโทรลเลอร์, ชิปอุตสาหกรรม, และอุปกรณ์ทางการแพทย์

90–350 นาโนเมตร: ชิปควบคุมพลังงาน (Power Chip), เซนเซอร์แอนะล็อก และอุปกรณ์เฉพาะทางที่ไม่ต้องการความเร็วสูง

สำหรับอาวุธยุทโธปกรณ์แล้ว ชิปขนาดใหญ่ระดับ 90 ถึง 350 นาโนเมตร นี่เองที่เป็น "กระดูกสันหลัง" ของกองทัพ ด้วยเหตุผลทางคุณสมบัติ 3 ประการ:

ทนทานต่อคลื่น EMP : ทรานซิสเตอร์ที่ใหญ่และหนา ทำให้ทนทานต่อคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Pulse) ที่เกิดจากการระเบิดของนิวเคลียร์ได้ดีกว่าชิป 3 นาโนเมตร ที่บอบบาง

ทนแรงดันไฟกระชาก : ชิปเหล่านี้ทนแรงดันไฟฟ้าได้สูงถึง 100 โวลต์ (ขณะที่ชิปสมาร์ทโฟนทั่วไปทนได้เพียง 1–2 โวลต์) จึงเหมาะกับระบบขับเคลื่อนอันทรงพลังของจรวดและรถถัง

ระบบสำรองซ้อน (Triple Redundancy): สถาปัตยกรรมชิปสายทหารมักออกแบบให้มี 3 ระบบ ทำงานขนานกัน หากระบบหนึ่งถูกทำลาย อีกสองระบบยังสามารถทำงานทดแทนได้ทันที

ดังนั้น แทนที่จะวิ่งไล่ตามเทคโนโลยี 3 นาโนเมตร ของตะวันตก รัสเซียจึงเลือกทุ่มทุนสร้างไลน์ผลิตชิปขนาดใหญ่ภายในประเทศ เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว "ความอยู่รอด" สำคัญกว่า "ความเร็ว"

บทเรียนจาก Nexperia : ไม่ใช่ศัตรูก็ไม่ปลอดภัย

สัญญาณเตือนภัยที่ตอกย้ำแนวคิดนี้ก็คือ กรณีของ 'Nexperia' บริษัทผลิตชิปพื้นฐานในอุตสาหกรรมยานยนต์ของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีบริษัทแม่เป็นกลุ่มทุนจีน (Wingtech) ในช่วงปี 2025–2026 รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ได้ใช้อำนาจตามกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติเข้า "ควบคุม" และจำกัดสิทธิ์Nexperia ทั้ง ๆ ที่ฝั่งจีนไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย และไม่ได้เป็นศัตรูโดยตรงของยุโรป

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Nexperia ส่งสัญญาณเตือนไปทั่วโลกว่า "ชาติตะวันตกพร้อมที่จะใช้เทคโนโลยีเป็นอาวุธกับทุกคน
ไม่ใช่แค่กับศัตรูในสนามรบ" ขนาดจีนที่เป็นคู่ค้ารายใหญ่ยังโดนมาตรการนี้ รัสเซียย่อมไม่มีหวังที่จะได้รับความปรานีด้านเทคโนโลยีจากตะวันตกอีกต่อไป


กำแพงการปิดกั้นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับประเทศคู่ขัดแย้งเท่านั้น สถานการณ์ของมาเลเซียและไทยก็มีความคล้ายคลึงกัน
แม้จะเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับชาติตะวันตก แต่ทั้งสองประเทศไม่เคยได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง (Advanced Nodes) อย่างเต็มรูปแบบ บทบาทหลักยังคงจำกัดอยู่ที่กระบวนการปลายน้ำ (Back-end) เช่น การประกอบและการทดสอบ (ATP) ขณะที่กระบวนการต้นน้ำ (Front-end) ระดับสูง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญอย่างการพิมพ์วงจร (Photolithography) การแกะสลัก (Etching) และการสะสมฟิล์ม (Deposition) ที่มีความละเอียดต่ำกว่า 7 นาโนเมตร ยังคงเป็นเทคโนโลยีควบคุม (Controlled Technology) ที่ถูกปกป้องภายใต้มาตรการความมั่นคงระหว่างประเทศอย่างเข้มงวด

"คุ้มค่า" ในนิยามใหม่

ดังนั้น การที่รัสเซียมุ่งมั่นที่จะใช้เงินมหาศาลสร้างเทคโนโลยีที่ล้าหลังโลกหลายสิบปี หากมองในนิยามทางเศรษฐศาสตร์แบบทุนนิยม การลงทุนของรัสเซียคือ ความล้มเหลวและตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

แต่หากนำนิยามทางยุทธศาสตร์ว่าด้วยอำนาจอธิปไตย ความมั่นคง และการไม่ถูกแทรกแซงมาจับการลงทุนครั้งนี้อาจเป็นความสำเร็จที่จำเป็นที่สุด รัสเซียรู้ดีว่าตนเองไม่มีวันตามตะวันตกทันในด้านความเร็วการประมวลผล และพวกเขาไม่ได้พยายามสร้าง "TSMC ของรัสเซีย" แต่พวกเขากำลังสร้าง "ระบบประกันชีวิต" ที่ทำให้ประเทศไม่หยุดชะงักเมื่อถูกปิดล้อม

การมีชิป 350 นาโนเมตรที่สามารถปั๊มออกมาจากโรงงานตัวเองได้ตลอดเวลา ย่อมมีค่ามากกว่าการมีพิมพ์เขียวชิป 3 นาโนเมตร ที่ต้องยืมจมูกตะวันตกหายใจ เพราะในวันที่เครื่องบินรบ โดรน และขีปนาวุธของประเทศต้องพึ่งพาชิปที่ผลิตโดยประเทศที่เป็นปรปักษ์ คำถามของผู้นำชาติย่อมไม่ใช่ "เราจะผลิตได้เร็วแค่ไหน"

แต่มันคือ "เราจะรอดจากการถูกปิดล้อมหรือไม่" และรัสเซียกำลังตอบคำถามนั้นด้วยการลงทุนที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า "ขาดทุน" แต่นักยุทธศาสตร์บอกว่า "ต้องทำ...ไม่ว่าจะจ่ายด้วยราคาเท่าใดก็ตาม"