โดย เพิ่มศักดิ์ โตสวัสดิ์
ต้นปี 2023 สื่อตะวันตกประโคมข่าวว่ารัสเซียต้องลักลอบนำเข้าเครื่องซักผ้ามือสองจากคาซัคสถานหลายหมื่นเครื่อง เพื่อนำมาถอดชิปไปใช้กับยุทโธปกรณ์อย่างกว้างขวาง ข่าวนี้สร้างภาพจำว่ารัสเซียกำลัง "อดอยากทางเทคโนโลยี" จนต้องพึ่งพาชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน และถูกใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่ามาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกได้ผล รัสเซียกำลังจะพ่ายแพ้ในสมรภูมิเทคโนโลยี
แต่อีกสามปีต่อมา ณ ปี 2026 ภาพที่ปรากฏกลับซับซ้อนกว่านั้นมาก เพราะรัสเซียยังคงผลิตอาวุธออกมาใช้ในสนามรบได้อย่างต่อเนื่อง จากการตรวจสอบชิ้นส่วนอาวุธที่ยูเครนยึดได้ ตั้งแต่ขีปนาวุธ Kalibr โดรน Shahed ไปจนถึงรถถัง T-72B3 กลับพบชิปจากบริษัทยักษ์ใหญ่ของตะวันตกอย่าง Xilinx,Analog Devices, Texas Instruments และ Intel ที่ผลิตในปี 2022–2023
คำถามที่ตามมาคือ รัสเซียทำได้อย่างไร?
แม้จะถูกคว่ำบาตรอย่างเป็นทางการ แต่ชิปตะวันตกยังคงไหลเข้าสู่รัสเซียผ่านเครือข่ายตัวกลางที่ซับซ้อนในประเทศที่สาม โดยเฉพาะจีนซึ่งคิดเป็น 87% ของการนำเข้าชิปทั้งหมดของรัสเซียในไตรมาสที่ 4 ของปี 2022 รวมถึงตุรกี อาร์เมเนีย และคาซัคสถาน ในกรณีของอาร์เมเนียนั้น พบว่ามีการนำเข้าชิปจากสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นถึง 515% ในปี 2022 และส่งออกเกือบทั้งหมดต่อไปยังรัสเซีย
อย่างไรก็ดี แม้ระบบนี้จะทำให้รัสเซียมีชิปใช้ไม่ขาดตอน แต่มันพ่วงมาด้วยต้นทุนที่สูงลิ่วและไม่มีความยั่งยืน แผนการผลิตชิปใช้เองในประเทศจึงเป็นวาระเร่งด่วนที่สุด ต้นปี 2026 รัฐบาลรัสเซียจึงประกาศแผนพัฒนาไมโครอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ ฉบับครอบคลุมที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เป้าหมายคือ การสร้างระบบนิเวศการผลิตชิปครบวงจรในประเทศ
ช่องว่างที่ไม่มีวันทัน
รัสเซียไม่ใช่ประเทศที่ไร้ซึ่งอุตสาหกรรมชิป ในทางตรงกันข้าม สหภาพโซเวียตเคยเป็นผู้เล่นระดับนำในการแข่งขันพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ช่วงทศวรรษ 1970 ชิปโซเวียตถูกใช้ในยุทโธปกรณ์ ยานอวกาศ และระบบควบคุมอุตสาหกรรมมากมาย
แต่การล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 1991 คือจุดพลิกผันที่เจ็บปวด ขณะที่ TSMC ของไต้หวันกำลังก้าวขึ้นสู่ความยิ่งใหญ่ และ Intel กำลังปฏิวัติอุตสาหกรรมพีซี รัสเซียกลับจมอยู่กับวิกฤตเศรษฐกิจ งบประมาณวิจัยหดหาย สถาบันวิจัยปิดตัวและที่ร้ายแรงที่สุดคือ ภาวะสมองไหล วิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำพากันอพยพสู่สหรัฐฯ เยอรมนี และอิสราเอล
ส่งผลให้ขีดความสามารถของรัสเซียในปัจจุบันล้าหลังตะวันตกอยู่หลายทศวรรษ ณ ปี 2026 นี้'Mikron' โรงงานผลิตชิปที่ทันสมัยที่สุดของรัสเซีย กำลังเผชิญความย้อนแย้งครั้งใหญ่ ในอดีตพวกเขาเคยซื้อเทคโนโลยีตะวันตกจนสามารถผลิตชิปขนาด 90 นาโนเมตร ในเชิงพาณิชย์ได้ แต่เมื่อถูกคว่ำบาตรจนขาดแคลนอะไหล่ รัสเซียกลับต้องย้อนศรเทคโนโลยี หันมาพึ่งพาตนเองด้วยการเปิดสายการผลิตชิปขนาด 350 นาโนเมตร ระดับอุตสาหกรรม ผ่านเครื่องจักรที่พยายามแกะสูตรสร้างขึ้นเองในประเทศ ขณะที่โลกภายนอกอย่าง TSMC ของไต้หวันและSamsung ของเกาหลีใต้ ได้เริ่มต้นสายการผลิตชิปขั้นสูงขนาด 2 นาโนเมตร ไปแล้วตั้งแต่ปี 2025

โดยรัสเซียตั้งเป้าว่าจะผลิตชิปขนาด 65 นาโนเมตร ให้ได้ภายในปี 2027 และขนาด 28 นาโนเมตร ภายในปี 2030 พร้อมทุ่มงบประมาณพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์จาก 1.4 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2021 เป็นกว่า 6.4 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2026 (เพิ่มขึ้นกว่า 4.5 เท่า) ตัวเลขนี้อาจดูมหาศาล แต่มันกลับดูเล็กน้อยไปทันทีเมื่อเทียบกับงบประมาณของ TSMC ที่ใช้ปีละกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์ หรือ Intel ที่ใช้ปีละกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ จนนักเศรษฐศาสตร์ต่างมองว่าการลงทุนของรัสเซียครั้งนี้ "ไม่คุ้มค่า"
แต่ทำไมรัสเซียถึงยังมุ่งมั่นที่จะใช้เงินมหาศาลไปกับเทคโนโลยีที่ล้าหลังโลกหลายสิบปี?
เล็กกว่า ไม่ได้ดีกว่าเสมอไป
ตัวเลขนาโนเมตรคือ การบอกขนาดของทรานซิสเตอร์บนชิป ยิ่งเล็กยิ่งอัดได้มากขึ้น ประมวลผลเร็วขึ้น แต่มันไม่ได้บอกว่าชิปนั้น "เพียงพอสำหรับงานที่ต้องการไหม?" หากลองแยกแยะระดับเทคโนโลยีชิปในปัจจุบัน จะพบการแบ่งงานอย่างชัดเจน:
3–7 นาโนเมตร: สมาร์ทโฟนระดับเรือธง, GPU สำหรับฝึก AI, และโปรเซสเซอร์คอมพิวเตอร์ระดับสูงสุด
10–28 นาโนเมตร: ชิปรถยนต์อัจฉริยะ, ระบบเครือข่าย 5G, และชิปกราฟิกระดับกลาง
40–65 นาโนเมตร: ไมโครคอนโทรลเลอร์, ชิปอุตสาหกรรม, และอุปกรณ์ทางการแพทย์
90–350 นาโนเมตร: ชิปควบคุมพลังงาน (Power Chip), เซนเซอร์แอนะล็อก และอุปกรณ์เฉพาะทางที่ไม่ต้องการความเร็วสูง
สำหรับอาวุธยุทโธปกรณ์แล้ว ชิปขนาดใหญ่ระดับ 90 ถึง 350 นาโนเมตร นี่เองที่เป็น "กระดูกสันหลัง" ของกองทัพ ด้วยเหตุผลทางคุณสมบัติ 3 ประการ:
ทนทานต่อคลื่น EMP : ทรานซิสเตอร์ที่ใหญ่และหนา ทำให้ทนทานต่อคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Pulse) ที่เกิดจากการระเบิดของนิวเคลียร์ได้ดีกว่าชิป 3 นาโนเมตร ที่บอบบาง
ทนแรงดันไฟกระชาก : ชิปเหล่านี้ทนแรงดันไฟฟ้าได้สูงถึง 100 โวลต์ (ขณะที่ชิปสมาร์ทโฟนทั่วไปทนได้เพียง 1–2 โวลต์) จึงเหมาะกับระบบขับเคลื่อนอันทรงพลังของจรวดและรถถัง
ระบบสำรองซ้อน (Triple Redundancy): สถาปัตยกรรมชิปสายทหารมักออกแบบให้มี 3 ระบบ ทำงานขนานกัน หากระบบหนึ่งถูกทำลาย อีกสองระบบยังสามารถทำงานทดแทนได้ทันที
ดังนั้น แทนที่จะวิ่งไล่ตามเทคโนโลยี 3 นาโนเมตร ของตะวันตก รัสเซียจึงเลือกทุ่มทุนสร้างไลน์ผลิตชิปขนาดใหญ่ภายในประเทศ เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว "ความอยู่รอด" สำคัญกว่า "ความเร็ว"
บทเรียนจาก Nexperia : ไม่ใช่ศัตรูก็ไม่ปลอดภัย
สัญญาณเตือนภัยที่ตอกย้ำแนวคิดนี้ก็คือ กรณีของ 'Nexperia' บริษัทผลิตชิปพื้นฐานในอุตสาหกรรมยานยนต์ของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีบริษัทแม่เป็นกลุ่มทุนจีน (Wingtech) ในช่วงปี 2025–2026 รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ได้ใช้อำนาจตามกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติเข้า "ควบคุม" และจำกัดสิทธิ์Nexperia ทั้ง ๆ ที่ฝั่งจีนไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย และไม่ได้เป็นศัตรูโดยตรงของยุโรป
สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Nexperia ส่งสัญญาณเตือนไปทั่วโลกว่า "ชาติตะวันตกพร้อมที่จะใช้เทคโนโลยีเป็นอาวุธกับทุกคน
ไม่ใช่แค่กับศัตรูในสนามรบ" ขนาดจีนที่เป็นคู่ค้ารายใหญ่ยังโดนมาตรการนี้ รัสเซียย่อมไม่มีหวังที่จะได้รับความปรานีด้านเทคโนโลยีจากตะวันตกอีกต่อไป
กำแพงการปิดกั้นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับประเทศคู่ขัดแย้งเท่านั้น สถานการณ์ของมาเลเซียและไทยก็มีความคล้ายคลึงกัน
แม้จะเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับชาติตะวันตก แต่ทั้งสองประเทศไม่เคยได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง (Advanced Nodes) อย่างเต็มรูปแบบ บทบาทหลักยังคงจำกัดอยู่ที่กระบวนการปลายน้ำ (Back-end) เช่น การประกอบและการทดสอบ (ATP) ขณะที่กระบวนการต้นน้ำ (Front-end) ระดับสูง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญอย่างการพิมพ์วงจร (Photolithography) การแกะสลัก (Etching) และการสะสมฟิล์ม (Deposition) ที่มีความละเอียดต่ำกว่า 7 นาโนเมตร ยังคงเป็นเทคโนโลยีควบคุม (Controlled Technology) ที่ถูกปกป้องภายใต้มาตรการความมั่นคงระหว่างประเทศอย่างเข้มงวด
"คุ้มค่า" ในนิยามใหม่
ดังนั้น การที่รัสเซียมุ่งมั่นที่จะใช้เงินมหาศาลสร้างเทคโนโลยีที่ล้าหลังโลกหลายสิบปี หากมองในนิยามทางเศรษฐศาสตร์แบบทุนนิยม การลงทุนของรัสเซียคือ ความล้มเหลวและตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
แต่หากนำนิยามทางยุทธศาสตร์ว่าด้วยอำนาจอธิปไตย ความมั่นคง และการไม่ถูกแทรกแซงมาจับการลงทุนครั้งนี้อาจเป็นความสำเร็จที่จำเป็นที่สุด รัสเซียรู้ดีว่าตนเองไม่มีวันตามตะวันตกทันในด้านความเร็วการประมวลผล และพวกเขาไม่ได้พยายามสร้าง "TSMC ของรัสเซีย" แต่พวกเขากำลังสร้าง "ระบบประกันชีวิต" ที่ทำให้ประเทศไม่หยุดชะงักเมื่อถูกปิดล้อม
การมีชิป 350 นาโนเมตรที่สามารถปั๊มออกมาจากโรงงานตัวเองได้ตลอดเวลา ย่อมมีค่ามากกว่าการมีพิมพ์เขียวชิป 3 นาโนเมตร ที่ต้องยืมจมูกตะวันตกหายใจ เพราะในวันที่เครื่องบินรบ โดรน และขีปนาวุธของประเทศต้องพึ่งพาชิปที่ผลิตโดยประเทศที่เป็นปรปักษ์ คำถามของผู้นำชาติย่อมไม่ใช่ "เราจะผลิตได้เร็วแค่ไหน"
แต่มันคือ "เราจะรอดจากการถูกปิดล้อมหรือไม่" และรัสเซียกำลังตอบคำถามนั้นด้วยการลงทุนที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า "ขาดทุน" แต่นักยุทธศาสตร์บอกว่า "ต้องทำ...ไม่ว่าจะจ่ายด้วยราคาเท่าใดก็ตาม"
ต้นปี 2023 สื่อตะวันตกประโคมข่าวว่ารัสเซียต้องลักลอบนำเข้าเครื่องซักผ้ามือสองจากคาซัคสถานหลายหมื่นเครื่อง เพื่อนำมาถอดชิปไปใช้กับยุทโธปกรณ์อย่างกว้างขวาง ข่าวนี้สร้างภาพจำว่ารัสเซียกำลัง "อดอยากทางเทคโนโลยี" จนต้องพึ่งพาชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน และถูกใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่ามาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกได้ผล รัสเซียกำลังจะพ่ายแพ้ในสมรภูมิเทคโนโลยี
แต่อีกสามปีต่อมา ณ ปี 2026 ภาพที่ปรากฏกลับซับซ้อนกว่านั้นมาก เพราะรัสเซียยังคงผลิตอาวุธออกมาใช้ในสนามรบได้อย่างต่อเนื่อง จากการตรวจสอบชิ้นส่วนอาวุธที่ยูเครนยึดได้ ตั้งแต่ขีปนาวุธ Kalibr โดรน Shahed ไปจนถึงรถถัง T-72B3 กลับพบชิปจากบริษัทยักษ์ใหญ่ของตะวันตกอย่าง Xilinx,Analog Devices, Texas Instruments และ Intel ที่ผลิตในปี 2022–2023
คำถามที่ตามมาคือ รัสเซียทำได้อย่างไร?
แม้จะถูกคว่ำบาตรอย่างเป็นทางการ แต่ชิปตะวันตกยังคงไหลเข้าสู่รัสเซียผ่านเครือข่ายตัวกลางที่ซับซ้อนในประเทศที่สาม โดยเฉพาะจีนซึ่งคิดเป็น 87% ของการนำเข้าชิปทั้งหมดของรัสเซียในไตรมาสที่ 4 ของปี 2022 รวมถึงตุรกี อาร์เมเนีย และคาซัคสถาน ในกรณีของอาร์เมเนียนั้น พบว่ามีการนำเข้าชิปจากสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นถึง 515% ในปี 2022 และส่งออกเกือบทั้งหมดต่อไปยังรัสเซีย
อย่างไรก็ดี แม้ระบบนี้จะทำให้รัสเซียมีชิปใช้ไม่ขาดตอน แต่มันพ่วงมาด้วยต้นทุนที่สูงลิ่วและไม่มีความยั่งยืน แผนการผลิตชิปใช้เองในประเทศจึงเป็นวาระเร่งด่วนที่สุด ต้นปี 2026 รัฐบาลรัสเซียจึงประกาศแผนพัฒนาไมโครอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ ฉบับครอบคลุมที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เป้าหมายคือ การสร้างระบบนิเวศการผลิตชิปครบวงจรในประเทศ
ช่องว่างที่ไม่มีวันทัน
รัสเซียไม่ใช่ประเทศที่ไร้ซึ่งอุตสาหกรรมชิป ในทางตรงกันข้าม สหภาพโซเวียตเคยเป็นผู้เล่นระดับนำในการแข่งขันพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ช่วงทศวรรษ 1970 ชิปโซเวียตถูกใช้ในยุทโธปกรณ์ ยานอวกาศ และระบบควบคุมอุตสาหกรรมมากมาย
แต่การล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 1991 คือจุดพลิกผันที่เจ็บปวด ขณะที่ TSMC ของไต้หวันกำลังก้าวขึ้นสู่ความยิ่งใหญ่ และ Intel กำลังปฏิวัติอุตสาหกรรมพีซี รัสเซียกลับจมอยู่กับวิกฤตเศรษฐกิจ งบประมาณวิจัยหดหาย สถาบันวิจัยปิดตัวและที่ร้ายแรงที่สุดคือ ภาวะสมองไหล วิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำพากันอพยพสู่สหรัฐฯ เยอรมนี และอิสราเอล
ส่งผลให้ขีดความสามารถของรัสเซียในปัจจุบันล้าหลังตะวันตกอยู่หลายทศวรรษ ณ ปี 2026 นี้'Mikron' โรงงานผลิตชิปที่ทันสมัยที่สุดของรัสเซีย กำลังเผชิญความย้อนแย้งครั้งใหญ่ ในอดีตพวกเขาเคยซื้อเทคโนโลยีตะวันตกจนสามารถผลิตชิปขนาด 90 นาโนเมตร ในเชิงพาณิชย์ได้ แต่เมื่อถูกคว่ำบาตรจนขาดแคลนอะไหล่ รัสเซียกลับต้องย้อนศรเทคโนโลยี หันมาพึ่งพาตนเองด้วยการเปิดสายการผลิตชิปขนาด 350 นาโนเมตร ระดับอุตสาหกรรม ผ่านเครื่องจักรที่พยายามแกะสูตรสร้างขึ้นเองในประเทศ ขณะที่โลกภายนอกอย่าง TSMC ของไต้หวันและSamsung ของเกาหลีใต้ ได้เริ่มต้นสายการผลิตชิปขั้นสูงขนาด 2 นาโนเมตร ไปแล้วตั้งแต่ปี 2025
โดยรัสเซียตั้งเป้าว่าจะผลิตชิปขนาด 65 นาโนเมตร ให้ได้ภายในปี 2027 และขนาด 28 นาโนเมตร ภายในปี 2030 พร้อมทุ่มงบประมาณพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์จาก 1.4 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2021 เป็นกว่า 6.4 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2026 (เพิ่มขึ้นกว่า 4.5 เท่า) ตัวเลขนี้อาจดูมหาศาล แต่มันกลับดูเล็กน้อยไปทันทีเมื่อเทียบกับงบประมาณของ TSMC ที่ใช้ปีละกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์ หรือ Intel ที่ใช้ปีละกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ จนนักเศรษฐศาสตร์ต่างมองว่าการลงทุนของรัสเซียครั้งนี้ "ไม่คุ้มค่า"
แต่ทำไมรัสเซียถึงยังมุ่งมั่นที่จะใช้เงินมหาศาลไปกับเทคโนโลยีที่ล้าหลังโลกหลายสิบปี?
เล็กกว่า ไม่ได้ดีกว่าเสมอไป
ตัวเลขนาโนเมตรคือ การบอกขนาดของทรานซิสเตอร์บนชิป ยิ่งเล็กยิ่งอัดได้มากขึ้น ประมวลผลเร็วขึ้น แต่มันไม่ได้บอกว่าชิปนั้น "เพียงพอสำหรับงานที่ต้องการไหม?" หากลองแยกแยะระดับเทคโนโลยีชิปในปัจจุบัน จะพบการแบ่งงานอย่างชัดเจน:
3–7 นาโนเมตร: สมาร์ทโฟนระดับเรือธง, GPU สำหรับฝึก AI, และโปรเซสเซอร์คอมพิวเตอร์ระดับสูงสุด
10–28 นาโนเมตร: ชิปรถยนต์อัจฉริยะ, ระบบเครือข่าย 5G, และชิปกราฟิกระดับกลาง
40–65 นาโนเมตร: ไมโครคอนโทรลเลอร์, ชิปอุตสาหกรรม, และอุปกรณ์ทางการแพทย์
90–350 นาโนเมตร: ชิปควบคุมพลังงาน (Power Chip), เซนเซอร์แอนะล็อก และอุปกรณ์เฉพาะทางที่ไม่ต้องการความเร็วสูง
สำหรับอาวุธยุทโธปกรณ์แล้ว ชิปขนาดใหญ่ระดับ 90 ถึง 350 นาโนเมตร นี่เองที่เป็น "กระดูกสันหลัง" ของกองทัพ ด้วยเหตุผลทางคุณสมบัติ 3 ประการ:
ทนทานต่อคลื่น EMP : ทรานซิสเตอร์ที่ใหญ่และหนา ทำให้ทนทานต่อคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Pulse) ที่เกิดจากการระเบิดของนิวเคลียร์ได้ดีกว่าชิป 3 นาโนเมตร ที่บอบบาง
ทนแรงดันไฟกระชาก : ชิปเหล่านี้ทนแรงดันไฟฟ้าได้สูงถึง 100 โวลต์ (ขณะที่ชิปสมาร์ทโฟนทั่วไปทนได้เพียง 1–2 โวลต์) จึงเหมาะกับระบบขับเคลื่อนอันทรงพลังของจรวดและรถถัง
ระบบสำรองซ้อน (Triple Redundancy): สถาปัตยกรรมชิปสายทหารมักออกแบบให้มี 3 ระบบ ทำงานขนานกัน หากระบบหนึ่งถูกทำลาย อีกสองระบบยังสามารถทำงานทดแทนได้ทันที
ดังนั้น แทนที่จะวิ่งไล่ตามเทคโนโลยี 3 นาโนเมตร ของตะวันตก รัสเซียจึงเลือกทุ่มทุนสร้างไลน์ผลิตชิปขนาดใหญ่ภายในประเทศ เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว "ความอยู่รอด" สำคัญกว่า "ความเร็ว"
บทเรียนจาก Nexperia : ไม่ใช่ศัตรูก็ไม่ปลอดภัย
สัญญาณเตือนภัยที่ตอกย้ำแนวคิดนี้ก็คือ กรณีของ 'Nexperia' บริษัทผลิตชิปพื้นฐานในอุตสาหกรรมยานยนต์ของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีบริษัทแม่เป็นกลุ่มทุนจีน (Wingtech) ในช่วงปี 2025–2026 รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ได้ใช้อำนาจตามกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติเข้า "ควบคุม" และจำกัดสิทธิ์Nexperia ทั้ง ๆ ที่ฝั่งจีนไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย และไม่ได้เป็นศัตรูโดยตรงของยุโรป
สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Nexperia ส่งสัญญาณเตือนไปทั่วโลกว่า "ชาติตะวันตกพร้อมที่จะใช้เทคโนโลยีเป็นอาวุธกับทุกคน
ไม่ใช่แค่กับศัตรูในสนามรบ" ขนาดจีนที่เป็นคู่ค้ารายใหญ่ยังโดนมาตรการนี้ รัสเซียย่อมไม่มีหวังที่จะได้รับความปรานีด้านเทคโนโลยีจากตะวันตกอีกต่อไป
กำแพงการปิดกั้นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับประเทศคู่ขัดแย้งเท่านั้น สถานการณ์ของมาเลเซียและไทยก็มีความคล้ายคลึงกัน
แม้จะเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับชาติตะวันตก แต่ทั้งสองประเทศไม่เคยได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง (Advanced Nodes) อย่างเต็มรูปแบบ บทบาทหลักยังคงจำกัดอยู่ที่กระบวนการปลายน้ำ (Back-end) เช่น การประกอบและการทดสอบ (ATP) ขณะที่กระบวนการต้นน้ำ (Front-end) ระดับสูง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญอย่างการพิมพ์วงจร (Photolithography) การแกะสลัก (Etching) และการสะสมฟิล์ม (Deposition) ที่มีความละเอียดต่ำกว่า 7 นาโนเมตร ยังคงเป็นเทคโนโลยีควบคุม (Controlled Technology) ที่ถูกปกป้องภายใต้มาตรการความมั่นคงระหว่างประเทศอย่างเข้มงวด
"คุ้มค่า" ในนิยามใหม่
ดังนั้น การที่รัสเซียมุ่งมั่นที่จะใช้เงินมหาศาลสร้างเทคโนโลยีที่ล้าหลังโลกหลายสิบปี หากมองในนิยามทางเศรษฐศาสตร์แบบทุนนิยม การลงทุนของรัสเซียคือ ความล้มเหลวและตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
แต่หากนำนิยามทางยุทธศาสตร์ว่าด้วยอำนาจอธิปไตย ความมั่นคง และการไม่ถูกแทรกแซงมาจับการลงทุนครั้งนี้อาจเป็นความสำเร็จที่จำเป็นที่สุด รัสเซียรู้ดีว่าตนเองไม่มีวันตามตะวันตกทันในด้านความเร็วการประมวลผล และพวกเขาไม่ได้พยายามสร้าง "TSMC ของรัสเซีย" แต่พวกเขากำลังสร้าง "ระบบประกันชีวิต" ที่ทำให้ประเทศไม่หยุดชะงักเมื่อถูกปิดล้อม
การมีชิป 350 นาโนเมตรที่สามารถปั๊มออกมาจากโรงงานตัวเองได้ตลอดเวลา ย่อมมีค่ามากกว่าการมีพิมพ์เขียวชิป 3 นาโนเมตร ที่ต้องยืมจมูกตะวันตกหายใจ เพราะในวันที่เครื่องบินรบ โดรน และขีปนาวุธของประเทศต้องพึ่งพาชิปที่ผลิตโดยประเทศที่เป็นปรปักษ์ คำถามของผู้นำชาติย่อมไม่ใช่ "เราจะผลิตได้เร็วแค่ไหน"
แต่มันคือ "เราจะรอดจากการถูกปิดล้อมหรือไม่" และรัสเซียกำลังตอบคำถามนั้นด้วยการลงทุนที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า "ขาดทุน" แต่นักยุทธศาสตร์บอกว่า "ต้องทำ...ไม่ว่าจะจ่ายด้วยราคาเท่าใดก็ตาม"


