เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ภาคีราชบัณฑิต
หากเราเชื่อว่าระบอบการเมืองที่มั่นคงเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสำเร็จของอารยธรรมหนึ่ง เราอาจต้องย้อนกลับไปตั้งคำถามกับสิ่งที่ถูกพร่ำสอนมา
94 ปีแห่งระบอบประชาธิปไตยไทยนั้นถูกเรียกว่า "ความล้มเหลว" ท่ามกลางเสียงใคร่ครวญว่าเรามีรัฐธรรมนูญถึง 19 ฉบับ มีรัฐประหารนับสิบครั้ง มีพรรคการเมืองจำนวนไม่น้อยถูกยุบด้วยคำวินิจฉัยของตุลาการ
แต่เสียงอีกฟากหนึ่ง—ที่เงียบกว่าแต่หนักแน่นด้วยภูมิปัญญาของสามัญชน—กลับยืนกรานว่า "แต่เราก็ยังอยู่รอด ผ่านยุคอาณานิคม ผ่านสงครามโลก ผ่านสงครามเย็น ผ่านเวียดนามรุกประชิดชายแดน มาจนเป็นประเทศรายได้ปานกลาง ที่คนทั่วโลกนิยมยกย่องและมาเยี่ยมเยือนมากที่สุด และยังมีพระมหากษัตริย์ที่คนทั้งปวงเคารพศรัทธา" นั่นย่อมท้าทายรัฐศาสตร์ ตะวันตกที่มักประเมินความสำเร็จในเชิงไปถึงประชาธิปไตยได้จริงหรือเปล่า
สังคมมิใช่กระดานเปล่าที่เราจะขีดเขียนกติกากฏเกณฑ์ตามอำเภอใจ สังคมคือพันธสัญญาระหว่างผู้ล่วงลับ ผู้มีชีวิต และผู้ยังไม่เกิด การรื้อถอนสถาบันที่หล่อหลอมด้วยกาลเวลาอย่างไม่เคารพ คือการทำร้ายจิตวิญญาณชุมชน
การที่เราไม่อาจรับประชาธิปไตยนำเข้าได้อย่างราบรื่นนั้น มิใช่ความอ่อนแอของการเมืองไทย หากแต่เป็นภูมิคุ้มกันของอารยธรรมเราเองต่างหาก
ก่อนที่ "รัฐธรรมนูญ" จะถูกแปลเป็นไทย อารยธรรมสยามมี "ธรรมนูญ" อยู่แล้ว เป็นธรรมนูญที่จารึกอยู่ในคติเทวราชา ธรรมราชา และพระบารมี มิได้เขียนด้วยหมึกบนกระดาษ แต่เขียนด้วยจิตวิญญาณของผู้คนที่พร้อมใจถวายความจงรักภักดี
ประชาธิปไตยแบบมีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์นั้นคือความรู้ทางเทคนิค ส่วนการปกครองที่สยามใช้มาช้านาน—การนำที่อาศัยพระบารมีและสายสัมพันธ์อันละเอียดอ่อน—คือความรู้เชิงปฏิบัติที่ตำราฝรั่งไม่เข้าใจ
ผมขอคารวะต่อคณะราษฎรในฐานะ "ผู้ตั้งโจทย์" แสนยากให้แก่อารยธรรมสยาม พวกเขาคือมันสมองของแผ่นดิน นักเรียนนอกผู้เปี่ยมด้วยความหวังว่าสยามจะก้าวไปสู่ความทันสมัยเช่นอารยประเทศ ด้วยจิตที่รักชาติจึงนำเสนอวิสัยทัศน์ใหม่กลับมาสู่มาตุภูมิ
ผมเชื่อว่าคณะราษฎรมิได้ตั้งใจจะทำลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ตรงข้าม พวกเขาปรารถนาจะเห็นพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างที่อังกฤษมี
ปัญหามิได้อยู่ที่ความปรารถนาของคณะราษฎร หากอยู่ที่ว่า ภูมิปัญญาดั้งเดิมของสยามกับภูมิปัญญาที่ฝังอยู่ในรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรนั้น เป็นภาษาเดียวกันหรือไม่ พวกเขานำความรู้เรื่องการปกครองโดยรัฐสภาเข้ามาทาบทับสยาม ด้วยเจตนาดีและความหวังอันแรงกล้า แต่ประเมินไม่ถึงว่า สังคมนี้มีชีวิตของมันเอง และหายใจเข้าออกด้วยพระบารมีและธรรมราชา ด้วย มิใช่ขยับด้วยบัญญัติของมาตราและอนุมาตราของรัฐธรรมนูญเท่านั้น
โจทย์ใหม่นี้ใหญ่กว่าโจทย์ใดๆที่เคยมีมาชวนให้น่าพิศวงนะครับ เพราะแทนที่มันจะลดทอนสถานะของราชาธิปไตยลง กลับทำให้เห็นถึงพลานุภาพอันน่าทึ่งที่สุดของสถาบันดั้งเดิมที่เปลี่ยนแปลงได้เสมอ แม้จะมีธรรมเนียมและประเพณีมากมาย
แต่ละอารยธรรมสร้างความทันสมัยในแบบของตนได้ สิ่งที่เกิดขึ้นตลอด 94 ปีคือการประเมินและประยุกต์ประชาธิปไตยของอารยธรรมเรา และนับจาก 2475 สังคมไทยค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะปรับแต่งประชาธิปไตยของนอกให้เข้ากับจิตวิญญาณเดิมของไทย
หลัง 2475 ราว 15ปีแรก พรรคและนักการเมืองคณะอื่นที่จะขันแข่งกับคณะราษฎรมีไม่ได้ มีแต่คณะทหารที่ปรากฏตัวขึ้นเป็นคู่ทัดทาน สลับฉากเข้าสู่เวทีการเมืองบ้าง การยึดอำนาจที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า นี่มิใช่ความผิดปกติจากต่างระบอบ หากแต่เป็นกลไกภายในของระบอบเอง อนึ่ง เมื่อการเลือกตั้งแข่งขันคราใดทำทีจะคุกคามศูนย์กลางของชาติ คณะทหาร—ในฐานะองคาพยพหนึ่งของอารยธรรม—ก็จะเข้ามาจัดระเบียบใหม่ สิ่งที่โลกภายนอกเรียกว่า "รัฐประหาร" สำหรับสังคมไทยเป็นเพียงจังหวะหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนที่จะก้าวต่อไป
แน่นอนว่า หากมองลึกลงไปยังภายในของคณะรัฐประหารเอง เราจะพบมิติของการแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์แห่งหมู่เหล่าพวกเขามิใช่เทวดาผู้บริสุทธิ์ที่ลงมาปกป้องบ้านเมืองเพียงอย่างเดียว ทว่า ไม่ว่าการยึดอำนาจจะเกิดจากแรงจูงใจใด พวกเขาก็ไม่ละเลยที่จะประกาศว่าการเข้ามานั้นเป็นเพียง "ชั่วคราว" พร้อมให้คำมั่นว่ากำลังร่างรัฐธรรมนูญใหม่และจะจัดให้มีการเลือกตั้ง และยืนกรานเสมอว่าจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ วาทกรรมว่าด้วยความ "ชั่วคราว" และ "ความจงรักภักดี" นี้เอง คือชั้นเชิงทางอุดมการณ์ที่ทำให้การยึดอำนาจกลายเป็น "การคืนสู่ความสงบ" และหลอมรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดูดซับของนอกแบบไทย
ประเพณีที่มีชีวิตจะอยู่ได้ก็ด้วยการเผชิญหน้ากับคำถามใหม่ และเล่าเรื่องตัวเองใหม่ ดูดซับส่วนดีของความท้าทายนั้นโดยไม่สูญเสียแก่น เรื่องราวนั้นจะถูกเล่าผ่านรัชกาลต่อ ๆ มา จากการทรงเป็นอัครมหาราชาผู้พัฒนา สู่การทรงเป็นธรรมราชาผู้นำพาเศรษฐกิจพอเพียง และในวันนี้มาสู่การเป็นผู้เพียรพิทักษ์เสรีภาพและความหลากหลาย ทั้งหมดนี้คือการดูดซับภาษาของคณะราษฎรและโลกตะวันตกเข้ามา ทำให้ความคิดนอกและของนอกกลมกลืน กลายเป็นของใน
สยาม-ไทยไม่เคยโค่นล้มทุกสิ่ง ไม่เคยเพียรสร้างมนุษย์ใหม่ เพียงเปลี่ยนผิวนอก ส่วนแก่นใน นั้น ยังคงเป็นคลังความทรงจำของชาติ
ทุกวันนี้ เรากำลังเห็นความพยายามจากบางกลุ่มที่จะผลักดันการเปลี่ยนแปลงให้เกินไปจากดุลยภาพของอารยธรรมไทย แต่นี่อาจจะเป็นเพียงของนอกระลอกใหม่ที่ท้าทายแก่นกลางอีกครั้ง
คำตอบจากแกนกลางอารยธรรมปรากฏขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ด้านหนึ่งคือทำให้ขบวนการดังกล่าวลดพลังสนับสนุนลงไปช้า ๆ โดยไม่ใช้การปราบปรามด้วยกำลังหรือวิธีที่ผิดกฎหมาย และพร้อมให้ทุกโอกาสที่จะให้พวกเขากลับมาอยู่ในระบบอย่างมีเกียรติ อีกด้านหนึ่งคือสถาบันกษัตริย์ทรงปรับบทบาทสู่การเป็นผู้พิทักษ์เสรีภาพและความเสมอภาคทางโอกาส ผ่านโครงการในพระราชดำริและผ่านพระราชดำรัส หรือพระราชปณิธานที่โอบรับ โอบอุ้มคุ้มครอง นี่คือการดึงประเด็นที่ขบวนการหัวก้าวหน้าใช้มาต่อสู้—สิทธิ เสรีภาพ ความเท่าเทียม—มาทำให้เป็นของเราเอง ภายใต้ร่มพระบารมี
"ยิ่งเปลี่ยนยิ่งเหมือนเดิม" จึงไม่ใช่คำเย้ยหยัน แต่คือคาถาของอารยธรรมที่สอนเราว่า ของนอกใด ก็ตาม— จะเป็นศาสนา วิทยาศาสตร์ ระบบราชการ กฎหมาย หรือรัฐธรรมนูญ—ล้วนนำเข้ามาได้ ขอเพียงให้เราเป็นผู้เลือก เราเป็นผู้ปรับแต่ง และเราเป็นผู้กำหนดว่าเมื่อใดควรหยุด
ราชาธิปไตยนั้นมิใช่สถาบันที่ไม่เคยผิดพลาด แต่เป็นมนุษย์ที่ทรงเครื่องเทวราชาและธรรมราชา ที่มีทั้งช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์และช่วงเวลาที่พลั้งพลาด สิ่งที่ทำให้ราชาธิปไตยไทยยิ่งใหญ่คือ การปรับเปลี่ยนได้เสมอและได้มากด้วยมิใช่อยู่ที่การดำรงตนอย่างแข็งทื่อ แต่อยู่ที่การรู้จักโอนอ่อนและเรียนรู้จากความผิดพลาด
เมื่อสมบูรณาญาสิทธิอาจนำพาสยามไปสู่การถูกครอบงำ พระมหากษัตริย์ก็ทรงริเริ่มการปฏิรูปจากเบื้องบนเสียเอง เมื่อคณะราษฎรท้าทายด้วยรัฐธรรมนูญ สถาบันก็มิได้สูญสลาย หากแต่ทรงประทับอยู่ในฐานะศูนย์รวมจิตใจ เมื่อกระแสโลกเรียกร้องการพัฒนา ราชบัลลังก์ก็ปรับบทบาทเป็น กษัตริย์นักพัฒนา เมื่อแผ่นดินถูกรุกราน ก็มิทรงหลบลี้ หากแต่ทรงยืนหยัดหาญกล้าเคียงบ่าเคียงไหล่กับทหารหาญ เมื่อคลื่นแห่งสิทธิและเสรีภาพซัดสาดเข้ามา ก็ทรงแสดงให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้ดำรงอยู่ได้ภายใต้ร่มพระบารมี
และนี่คือพลวัตที่ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยแตกต่างจากราชวงศ์อื่นที่สูญสลาย มิใช่เพราะทรงไม่เคยผิด แต่เพราะทรงยืนขึ้นใหม่หลังจากทุกครั้งที่สะดุด
เป้าหมายสูงสุดของการเมืองไทยจึงอาจไม่สิ้นสุดที่สาธารณรัฐที่ประชาธิปไตย หรือที่ เสรีนิยมเสมอไป แต่อาจเป็นการดำรงอยู่ต่อไปแห่งอารยธรรมที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นศูนย์กลางซึ่งคาดไม่ได้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไร แม้ระบอบเสรีประชาธิปไตย และทุนนิยมเอง หรือ โรคคลั่งเห่อความก้าวหน้าแบบตะวันตกเอง ก็อาจกลายพันธ์ หรือสูญพันธ์ไปก่อนก็ยังได้ โลกนี้แสนจะไม่มีอะไรแน่นอน หรือปกาศิตมาล่วงหน้าได้
บททดสอบใหม่ของราชาธิปไตย คือการที่ต้องแสดงให้ประจักษ์ชัดต่อไปว่า จะไม่ทอดทิ้งพันธสัญญาที่มีต่อปวงชนตั้งแต่ วันที่ 24 มิถุนายน2475 คือจะไม่หวนคืนสู่อำนาจอีกเคล็ดลับที่ทำให้ราชาธิปไตยทรงอิทธิพลและมีบทบาทอยู่ได้นั้น มิใช่ด้วยกุมอำนาจไว้แน่น ตรงกันข้ามครับ คือเปลี่ยนผ่านมหันต์จากการมีอำนาจ" ไปสู่ การ "สละอำนาจ" เพื่ออาณาประชาราษฎร์
คือการเสียสละอำนาจราชศักดิ์ที่เคยมี มาสู่ความสงบนิ่ง เลือกที่จะอยู่เบื้องหลังและอยู่โดยรอบ แทนที่จะอยู่เบื้องหน้า เปลี่ยนจากการใช้อำนาจนำ ไปสู่การใช้พระบารมีนำ เปลี่ยนจากการถือท้ายหรือชักใย ไปสู่การทะนุบำรุงราษฎรอย่างเดียวและอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น
เมื่อทรงสละซึ่งอำนาจทางการเมืองโดยตรง สิ่งที่เหลืออยู่กลับมิใช่ความว่างเปล่า หากแต่คือ "ธรรม" ที่เข้มข้นและชัดเจนที่สุด พระมหากษัตริย์กลายเป็นตัวแสดงแห่งธรรมที่ทรงพลังที่สุด ไม่ใช่เพราะทรงมีอำนาจสั่งการ แต่เพราะทรงเป็นแบบอย่างแห่งการให้ การเสียสละเพื่อส่วนรวม เห็นอยู่ว่าไม่หวังสิ่งตอบแทน
ในบั้นปลาย ราชาธิปไตยจะ "สร้างผล" ได้มากกว่ายุคใด ไม่ใช่ด้วยอำนาจราชศักดิ์ หากแต่ด้วยอำนาจทางธรรม ที่เกิดจากการสละซึ่งอำนาจทั้งปวง ทั้งอยู่หน้าในทางจริยธรรม-ศีลธรรม ทั้งอยู่ข้างหลังและอยู่รอบ ๆ ประชาชนของท่าน ในกิจการบริหาร บ้านเมือง เป็นหลักชัยทางจิตวิญญาณ ไม่มีผู้ใดโค่นล้มได้ เพราะถึงที่สุดแล้วทรงเป็นเสมือนสูญตา แทบจะไม่ความยึดมั่นใดที่ไม่เปลี่ยนแปลง และแทบจะไม่ครอบครองในสิ่งใดเพื่อสถาบันเอง ทรงเข้าถึงอนิจจะลักษณะเพียงใดก็จะเหมือนจะเข้าสู่ความเป็นอมตะมากเท่านั้น
ราชบัลลังก์จะเป็นผู้พิทักษ์ประชาธิปไตย อย่างแท้จริง กษัตริย์จะทรงเป็นกลาง เปิดทางให้ทุกฝ่าย—ไม่ว่าจะเป็นประชาชน ทหาร ข้าราชการ นักธุรกิ พรรคการเมือง สื่อ นักวิชาการ องค์กรต่าง ๆ ของรัฐ รวมถึงผู้ที่นิยมในระบอบสาธารณรัฐและผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากสถาบัน—เข้ามาอยู่ในสมการทางการเมืองอย่างสันติ ร่วมถกเถียงและร่วมแก้ไขประเทศ ภายใต้วิถีทางแห่งรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย
นี่คือการปรับตัวครั้งใหญ่ที่ราชาธิปไตยมิได้รับใครเข้ามาเพื่อทำลายตนเอง หากแต่ทรงเปิดพื้นที่ให้ทุกเสียงได้มีที่ทาง เพื่อพิสูจน์ว่าสถาบันนั้นมิได้แข็งแรงด้วยการปิดกั้น หากแต่แข็งแรงด้วยการโอบรับ นี่คือการเปลี่ยนแปลงจากเบื้องบนที่แท้จริง มิใช่การยอมจำนน แต่เป็นการนำพาประเทศให้ก้าวข้ามความขัดแย้ง ด้วยพระบารมีของสถาบันที่มิได้อยู่เหนือการเมืองอีกต่อไป แต่อยู่เหนือความขัดแย้งแทบทั้งปวง
หากราชาธิปไตยไทยประกาศบทบาทนี้ให้แจ่มชัด อารยธรรมสยามก็จะผ่านพ้นคลื่นลมแห่งศตวรรษใหม่ได้อีกครั้ง โดยมิต้องสูญเสียแก่นกลางใด ๆ
และขอรับรู้ความเป็นจริงของคณะทหารผู้คอยประคอง—แม้มือที่ประคองอาจแปดเปื้อนด้วยความทะเยอทะยาน แต่ก็ไม่เคยละทิ้งคำประกาศแห่งความภักดี
เหนือสิ่งอื่นใด ผมขอเทิดทูนราชาธิปไตยไทย—ไม่ใช่ในฐานะสถาบันอันสมบูรณ์แบบ—แต่ในฐานะสถาบันที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะเรียนรู้ ปรับตัว และฟื้นคืนพระบารมีได้ครั้งแล้วครั้งเล่า
นี่คือความสำเร็จที่ถูกเรียกผิดว่าเป็นความล้มเหลว และบัดนี้ ถึงเวลาแล้วที่เราจะถามตนเองว่า เมื่อคลื่นลูกใหม่ก่อตัวขึ้นที่ขอบฟ้า เราจะปรับเปลี่ยนอีกครั้งหรือไม่
เราควรให้เกียรติแก่ขบวนต่อต้าน ขบวนคัดค้านทั้งหลายที่มีมาตลอดประวัติศาสตร์ เพราะหากปราศจากพวกเขา สิ่งที่พวกเขาเรียกร้อง—แม้ในยามนั้นจะถูกมองว่าเป็นภัย—ก็จะไม่ถูกปรับและรับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบอบได้อย่างแนบเนียนเช่นทุกวันนี้
หากอดีตเป็นเครื่องรับประกันอนาคต เราก็มีเหตุผลพอที่จะเชื่อว่า อารยธรรมเราจะปรับตัวได้อีก ไม่ใช่ด้วยการยอมจำนน แต่ด้วยการเลือกดูดซับสิ่งที่ดีจากภายนอกเสมอ


