หนึ่งความคิด
สุรวิชช์ วีรวรรณ
การเติบใหญ่ของพรรคภูมิใจไทยที่กลายมาเป็นแกนนำรัฐบาลนั้น เกิดจากความอ่อนหัดของพรรคประชาชนอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะพรรคภูมิใจไทยเดิมตั้งเป้าหมายเพื่อเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้น
พรรคภูมิใจไทยตั้งเป้าหมายตัวเองไว้เป็นพรรคขนาดกลางที่ 60-70 ที่นั่งเท่านั้น ใครเป็นพรรคอันดับหนึ่งก็ต้องเชิญเข้าร่วมรัฐบาล สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยต้องการมากที่สุดคือยึดครองกระทรวงคมนาคม กระทรวงใหญ่ที่มีงบประมาณมหาศาล แต่เป้าหมายที่ลึกกว่านั้นคือการกำกับดูแลการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อรักษาที่มั่นเขากระโดงซึ่งมีกรณีพิพาททางกฎหมายอยู่
ประเด็นสำคัญที่ต้องการชี้ให้เห็นคือ ความอ่อนหัดทางยุทธศาสตร์ของพรรคประชาชนที่ละทิ้งโอกาสของตัวเองที่จะเข้ามาพิสูจน์ข้อครหาของสังคมว่า มีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะเข้ามาบริหารประเทศหรือไม่
แทนที่พรรคประชาชนจะโหวตให้อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วส่งคนของตัวเองเข้าไปเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาล ตอนนั้นอายุรัฐบาลยังเหลืออีกกว่า 2 ปี แทนที่จะต่อรองให้อนุทินต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน พรรคประชาชนควรใช้เวลาที่เหลืออยู่พิสูจน์ฝีมือของตัวเองให้ประชาชนเห็น
พรรคประชาชนจะได้พิสูจน์ว่าคนของพรรคซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่ถูกปรามาสว่าไม่มีประสบการณ์ในการทำงานบริหารมาก่อนนั้น มีความรู้ความสามารถเพียงใดในการเข้ามาบริหารประเทศชาติ จะได้พิสูจน์ให้ประชาชนเห็นกับตา ไม่ใช่เพียงการอภิปรายในสภาหรือการทำคอนเทนต์ทางการเมือง แต่พรรคประชาชนกลับละทิ้งโอกาสนั้นไป เพราะเชื่อมั่นว่าหากเข้าสู่การเลือกตั้ง พรรคประชาชนจะชนะอย่างถล่มทลาย
ผลลัพธ์กลับเป็นตรงกันข้าม การผงาดขึ้นเป็นแกนนำรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย ทำให้ฝ่ายอนุรักษนิยมและชนชั้นนำเล็งเห็นว่า หากสามารถรวบรวมทุกพรรคเข้าด้วยกันได้ ก็จะสามารถต่อกรกับพรรคประชาชนได้ เพราะที่ผ่านมา พรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยมกระจัดกระจายอยู่หลายพรรค ทำให้เสียงแตกและแข่งขันกันเอง
จากหมุดหมายนี้เองจึงมีอำนาจเข้ามาจัดการให้บ้านใหญ่ของนักการเมืองที่ผูกขาดอำนาจอยู่กับระบบอุปถัมภ์ ถูกดึงให้มารวมตัวกันอยู่ที่พรรคภูมิใจไทย
นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย เพราะเดิมบ้านใหญ่เหล่านี้กระจายตัวอยู่ตามพรรคต่าง ๆ ทำให้ฝ่ายอนุรักษนิยมแข่งขันกันเอง แต่เมื่อถูกรวบรวมเข้ามาอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกัน ก็ทำให้เกิดพลังทางการเมืองที่สามารถต่อกรกับพรรคประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรมเป็นครั้งแรก
สุดท้ายพรรคภูมิใจไทยจึงกลายเป็นพรรคใหญ่ที่ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย
อนุทินกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง แต่เราก็รู้กันดีว่าอนุทินเป็นคนชิล ๆ สุขนิยม ไม่ได้สะท้อนความโดดเด่นในเรื่องวิสัยทัศน์หรือความรู้ความสามารถในการบริหารประเทศ เขาเป็นนักธุรกิจที่มีฐานะมั่งคั่ง ถูกเชิดขึ้นมาด้วยการค้ำจุนของเนวิน ชิดชอบ จนถึงขั้นย้ายทะเบียนบ้านไปอยู่เขากระโดง ขณะที่องคาพยพของพรรคภูมิใจไทยเองก็ไม่ได้มีบุคลากรที่โดดเด่นมากนัก
แต่โชคดีที่การจัดตั้งรัฐบาลสมัยแรก ซึ่งพรรคประชาชนไม่เข้าร่วมรัฐบาลนั้น ทำให้อนุทินมีเก้าอี้ว่างจำนวนมากพอที่จะดึงบุคคลภายนอกเข้ามาร่วมบริหารประเทศ จึงเกิดการดึง ศุภจี สุธรรมพันธุ์, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เข้ามาเป็นรัฐมนตรี
ความแปลกใหม่ของบุคคลเหล่านี้ซึ่งไม่มีภาพของนักการเมืองอาชีพ ทำให้กลายเป็นความหวังของสังคมไทยในช่วงเวลาหนึ่ง ผู้คนคาดหวังว่าพวกเขาจะนำความรู้ ประสบการณ์ และแนวคิดแบบมืออาชีพเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบราชการและการบริหารประเทศ
แต่เมื่อเข้าสู่รัฐบาลสมัยที่สอง คนเหล่านี้ก็เริ่มเงียบหายไปตามลำดับ เพราะการเมืองเริ่มเข้ามาครอบงำมากขึ้น ขณะเดียวกันผลงานหลายอย่างก็ถูกตั้งคำถามว่าเก่งจริงอย่างที่ถูกสร้างภาพไว้หรือไม่ สุดท้ายหลายคนจึงค่อย ๆ จางหายไปตามกาลเวลา ไม่สามารถสร้างความโดดเด่นหรือกลายเป็นจุดขายของรัฐบาลได้
ขณะที่พรรคภูมิใจไทย เมื่อชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ก็ไม่ได้สร้างความหวังใหม่ให้กับประชาชนมากนัก ตรงกันข้ามกลับถูกตั้งคำถามด้วยข้อครหามากมาย ทั้งเงื่อนงำในโครงการ TH-AI Passport ข้อกล่าวหาเรื่องฮั้ว ส.ว. ปัญหาที่ดินเขากระโดง การหาประโยชน์จากการกักตุนน้ำมันซึ่งจนถึงวันนี้ก็ยังไม่สามารถหาตัวผู้รับผิดชอบได้ การที่ ป.ป.ช. ยกคำร้องกรณีศักดิ์สยาม ชิดชอบ ซึ่งสวนทางกับข้อกังขาของสังคม ตลอดจนข้อครหาว่าระบอบสีน้ำเงินกำลังเข้ายึดครองทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และองค์กรอิสระ
สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดคำถามว่า ระบบอำนาจที่กำลังก่อตัวขึ้นนั้นกำลังบั่นทอนหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ และในบางมุมมองก็ถูกมองว่าอาจเป็นอันตรายต่อดุลอำนาจทางการเมืองยิ่งกว่าระบอบทักษิณเสียอีก
ซ้ำร้าย แทนที่อนุทินจะใช้โอกาสจากชัยชนะอันถล่มทลายในการจัดตั้งรัฐบาลที่ได้รับฉันทานุมัติทั้งจากประชาชนและชนชั้นนำ กลับเลือกใช้วิธีจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อตอบแทนกลุ่มการเมืองต่าง ๆ และถ่ายโอนเก้าอี้รัฐมนตรีไปสู่บรรดาลูกหลานของบ้านใหญ่ทางการเมือง
วันนี้พิสูจน์แล้วว่า บรรดา “ลูกเทพ” เหล่านั้นจำนวนไม่น้อยไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความรู้ความสามารถที่สอดคล้องกับกระทรวงที่ได้รับมอบหมาย หลายคนแทบไม่มีผลงานเป็นรูปธรรมจนประชาชนจดจำได้
จึงเป็นคำถามสำคัญว่า เราจะฝากความหวังของประเทศเอาไว้กับบรรดาลูกเทพเหล่านี้ และกับนายกรัฐมนตรีที่ถนัดเปิดงาน ตัดริบบิ้น เปิดอีเวนต์ และพูดอยู่เสมอว่าตัวเองมีพรสวรรค์ในการใช้คน ได้จริงหรือไม่ และประเทศไทยของเรากำลังถูกนำพาไปสู่ทิศทางใด
ถึงวันนี้เริ่มมีเสียงพูดกันมากขึ้นว่า รัฐมนตรี “ลูกเทพ” หลายคนในรัฐบาลอนุทิน แทบหายไปกับกลีบเมฆ คนส่วนใหญ่จำชื่อไม่ได้ด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่ารับผิดชอบกระทรวงอะไร และยิ่งไม่รู้ว่ามีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันบ้าง
สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนปัญหาการเมืองแบบไทย ๆ ที่สืบทอดอำนาจผ่านสายเลือดมากกว่าการคัดเลือกจากความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญในหน่วยงานที่เข้าไปบริหาร ใครมี ส.ส. ในมือมาก ใครมีอำนาจต่อรองสูง ก็ได้กระทรวงใหญ่ ใครมีกำลังน้อยกว่าก็ได้กระทรวงรองลงมา ส่วนคำถามว่าคนที่เข้าไปนั่งบริหารมีความรู้ตรงกับงานหรือไม่ กลับกลายเป็นเรื่องรอง
ลองนึกดูว่าหากถามประชาชนทั่วไปให้ไล่ชื่อรัฐมนตรีรุ่นลูกที่สืบทอดมาจากตระกูลการเมืองใหญ่ จะนึกออกสักกี่คน ชื่อที่คนพอจะนึกได้อาจมีเพียง ไชยชนก ชิดชอบ ลูกชายคนสำคัญของเนวิน ชิดชอบ แต่ที่คนรู้จักก็ไม่ใช่เพราะผลงานโดดเด่น หากเป็นเพราะกรณี TH-AI Passport ที่กลายเป็นประเด็นอื้อฉาว ถูกตั้งคำถามเรื่องการจัดทำโครงการ การกำหนดทีโออาร์ การจัดทำราคากลาง และความเชื่อมโยงของบุคคลที่เกี่ยวข้อง จนสังคมตั้งข้อสงสัยว่าเป็นโครงการที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับงบประมาณที่มีอยู่แล้วมากกว่าการเริ่มต้นจากความจำเป็นของประเทศ
ในขณะที่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ถาโถมเข้ามา ผู้ที่ออกมารับหน้าเสื่อกลับเป็นข้าราชการประจำ โดยเฉพาะปลัดกระทรวงที่ออกมาชี้แจงแทบทุกประเด็น ส่วนรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลกลับแทบไม่ปรากฏบทบาทให้เห็น จนเกิดคำถามว่าใครกันแน่ที่กำลังรับผิดชอบต่อสาธารณะ
ก่อนหน้านี้ประเทศไทยก็มีบทเรียนมาแล้วจากปรากฏการณ์ “พ่อแม่รังแกฉัน” ในทางการเมือง เมื่อ แพทองธาร ชินวัตร ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งที่หลายฝ่ายตั้งคำถามว่าประสบการณ์และความพร้อมเพียงพอหรือไม่สำหรับภาระหน้าที่ระดับสูงสุดของประเทศ แต่ระบบการเมืองไทยก็ยังคงเดินอยู่บนตรรกะเดิม คืออำนาจทางการเมืองสามารถส่งต่อผ่านเครือญาติได้ง่ายกว่าการไต่เต้าจากความสามารถและประสบการณ์
ครั้งหนึ่งเราเคยตั้งคำถามกับนักการเมืองรุ่นใหม่ในพรรคสีส้มว่า คนที่ไม่เคยมีประสบการณ์บริหารงานมาก่อนจะสามารถบริหารประเทศได้จริงหรือไม่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เรากลับพบว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่อายุหรือคนรุ่นใหม่เท่านั้น หากอยู่ที่ระบบคัดเลือกบุคลากรทางการเมืองทั้งหมด เพราะแม้แต่นักการเมืองรุ่นเก่าที่วนเวียนเป็นรัฐมนตรีกันมาหลายสมัย การจัดสรรตำแหน่งก็ยังขึ้นอยู่กับโควตาพรรค โควตากลุ่ม และอำนาจต่อรองทางการเมือง มากกว่าความรู้ความสามารถเฉพาะด้าน
ประเทศที่พัฒนาแล้วในภูมิภาคอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย หรือแม้แต่เวียดนาม ต่างพยายามคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้และประสบการณ์ตรงกับภารกิจของกระทรวงเข้ามาบริหาร ขณะที่ประเทศไทยยังติดอยู่กับระบบแบ่งเค้กทางการเมือง ใครคุมเสียงได้มากก็ได้กระทรวงสำคัญไปดูแล
ยิ่งน่าเป็นห่วงเมื่อรัฐมนตรีจำนวนไม่น้อยไม่ได้มีเพียงปัญหาเรื่องประสบการณ์ แต่ยังไม่สามารถแสดงวิสัยทัศน์หรือภาวะผู้นำให้สังคมเห็นได้อย่างชัดเจน แม้จะมีการศึกษา มีวุฒิการศึกษา หรือเคยทำงานในภาคธุรกิจมาก่อน แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้แปลว่าจะสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้โดยอัตโนมัติ คนที่จบการศึกษาดีมีอยู่เต็มประเทศ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะมีความสามารถในการบริหารประเทศ
วันนี้จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าประเทศกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยนักการเมืองฝึกหัดจำนวนมาก ขณะที่นายกรัฐมนตรีเองก็ปรากฏภาพการเปิดงาน เปิดป้าย จัดอีเวนต์ และทำกิจกรรมประชาสัมพันธ์แทบทุกวัน แต่ประชาชนกลับยังไม่เห็นภาพใหญ่หรือยุทธศาสตร์ที่จะพาประเทศเดินไปข้างหน้าอย่างชัดเจน
ที่น่าแปลกยิ่งกว่านั้นคือ ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่พร้อมปกป้องรัฐบาลชุดนี้ ปกป้องระบอบสีน้ำเงิน ทั้งที่คนกลุ่มเดียวกันเคยประกาศตัวต่อต้านการคอร์รัปชัน ต่อต้านการใช้อำนาจเพื่อแสวงหาประโยชน์ และเคยวิพากษ์วิจารณ์ระบอบทักษิณอย่างรุนแรงในอดีต
คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่ารัฐมนตรีคนไหนเป็นลูกใคร แต่อยู่ที่ว่า เมื่ออำนาจทางการเมือง อำนาจในสภาสูง อำนาจในสภาล่าง และอิทธิพลต่อองค์กรอิสระจำนวนมาก ถูกรวมศูนย์อยู่ในเครือข่ายอำนาจเดียวกันแล้ว ระบบตรวจสอบถ่วงดุลจะยังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ และสิ่งที่ถูกเรียกว่าเสถียรภาพทางการเมืองนั้น จะนำไปสู่ความโปร่งใสและธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของประชาธิปไตยได้จริงหรือเป็นเพียงภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้สังคมเชื่อเท่านั้น
ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


