xs
xsm
sm
md
lg

ระเบิดเวลา 2 ลูกรัฐบาลอนุทิน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: สุรวิชช์ วีรวรรณ



หากมองจากองคาพยพและพลังที่หนุนรัฐบาลชุดนี้อาจจะทำให้ดูเหมือนว่ารัฐบาลชุดนี้มีความมั่นคง คนในระบอบสีน้ำเงินในความหมายที่อำนาจสูงสุดอยู่ที่บุรีรัมย์ เชื่อกันว่า แกนนำของพรรคภูมิใจไทยฝันหวานไปว่า อนุทิน ชาญวีรกูลอาจจะอยู่ในตำแหน่งได้ถึง 2 สมัย และหวังไกลไปกว่านั้นว่าจะวางไชยชนก ชิดชอบลูกชายสุดรักของเนวินให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

แต่การเมืองก็ไม่ง่ายอย่างนั้น แม้เชื่อกันว่า ชนชั้นนำจะสนับสนุนให้พรรคสีน้ำเงินพรรคนี้เป็นเมืองพลังที่จะรับมือกับความร้อนแรงของพรรคประชาชนที่จะท้าทายต่อระบอบและอุดมการณ์ของรัฐ แต่เมื่อมีตัวเลือกที่ดีกว่าถึงวันข้างหน้าก็อาจจะมีตัวละครตัวใหม่ขึ้นมา

แม้จะมีเสียงที่แน่นหนามีพลังที่เกื้อหนุน แต่เชื่อไหมว่า ถึงวันนี้คำถามที่มองกันว่ารัฐบาลอนุทินจะอยู่ได้ยาวไหม และจะรอดปีนี้ไหมก็เป็นคำถามหลักที่อื้ออึงของคนที่สนใจการเมือง คำถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น พรรคการเมืองที่มีเสียงเกือบ 200 เสียงจึงยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับคอการเมืองได้

คำตอบหลักก็คงเป็นศักยภาพของแกนนำรัฐบาลอย่างอนุทินและรัฐมนตรีในคณะที่ไม่ได้แสดงความสามารถให้คนมองเห็นความหวังที่จะนำพาประเทศได้ นอกจากนั้นอนุทินเองก็ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ความฉลาดและมันสมองอันปราดเปรื่องว่า เขาสามารถที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่ความรุ่งเรืองและผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวหรือหยุดนิ่ง (Stagflation) ไปได้

แต่ถามว่าตัวเร่งที่เร็วและแรงกว่านั้นคืออะไร จะพบว่ามันมีขวากหนามมากมายที่รัฐบาลชุดนี้จะต้องเผชิญ
ในทางการเมืองบางครั้งรัฐบาลไม่ได้ล้มเพราะฝ่ายค้านอภิปรายเก่งไม่ได้ล้มเพราะคะแนนนิยมตกต่ำ และไม่ได้ล้มเพราะเศรษฐกิจไม่ดีเสมอไปแต่ล้มเพราะคดีความที่เดินทางมาถึงจุดตัดสินในเวลาเดียวกัน

วันนี้รัฐบาลกำลังเผชิญคดีสำคัญอยู่สองเรื่องซึ่งแม้จะเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง แต่หากผลออกมาในทิศทางที่เป็นลบต่อฝ่ายบริหารก็อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองครั้งใหญ่ได้ทั้งคู่

เรื่องแรกคือคดีบัตรเลือกตั้งที่มีการพิมพ์บาร์โค้ดและ QR Code บนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญแก่นของคดีนี้ไม่ได้อยู่ที่การมีบาร์โค้ดหรือไม่มีบาร์โค้ดแต่อยู่ที่คำถามสำคัญว่าบัตรเลือกตั้งดังกล่าวสามารถเชื่อมโยงกลับไปยังผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้หรือไม่ หากคำตอบคือไม่สามารถเชื่อมโยงได้คดีนี้ก็น่าจะจบลงโดยไม่มีผลกระทบต่อสถานะของการเลือกตั้ง

แต่หากศาลเห็นว่าบาร์โค้ดหรือ QR Code ทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังตัวผู้ลงคะแนนได้จริงเรื่องจะเปลี่ยนทันที เพราะจะกระทบต่อหลักการสำคัญที่สุดประการหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย นั่นคือการเลือกตั้งโดยลับ

ในอดีตศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะมาแล้วโดยให้เหตุผลเรื่องการละเมิดหลักการเลือกตั้งโดยลับ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่สามารถมองข้ามได้

หากศาลวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาไม่เป็นไปตามหลักการเลือกตั้งโดยลับผลที่ตามมาอาจไม่ใช่เพียงการเลือกตั้งใหม่เท่านั้น แต่ยังอาจนำไปสู่คำถามเรื่องความรับผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบและจัดการเลือกตั้งอีกด้วย

หลายคนอาจลืมไปแล้วว่าในประวัติศาสตร์การเมืองไทยเคยมีกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องรับผิดทางอาญามาแล้วจริงๆ จากการจัดการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกรณีการเลือกตั้งปี 2549 หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ต่อมาอดีต กกต. 3 คนถูกดำเนินคดีในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และศาลฎีกาพิพากษาจำคุกจนต้องเข้าเรือนจำมาแล้ว เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นบาดแผลสำคัญในประวัติศาสตร์องค์กรกกต.และเป็นเครื่องเตือนใจว่าการจัดการเลือกตั้งไม่ใช่เพียงเรื่องทางธุรการ แต่เป็นภารกิจที่มีความรับผิดชอบทางกฎหมายตามมาอย่างร้ายแรงหากเกิดความเสียหายต่อระบบการเลือกตั้ง

แน่นอนว่าคดีบัตรเลือกตั้งในปัจจุบันยังอยู่ในชั้นพิจารณา และไม่มีใครสามารถสรุปล่วงหน้าได้ว่าศาลจะวินิจฉัยอย่างไร แต่หากวันหนึ่งศาลเห็นว่าการออกแบบบัตรเลือกตั้งขัดต่อหลักการเลือกตั้งโดยลับจริงก็ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดคำถามตามมาถึงผู้ที่มีหน้าที่ออกแบบอนุมัติ และดำเนินการเกี่ยวกับระบบดังกล่าว

ดังนั้น คดีนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงคดีทางเทคนิคเกี่ยวกับบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง แต่เป็นคดีที่อาจกระทบต่อที่มาของอำนาจทางการเมืองทั้งระบบ

ขณะเดียวกันรัฐบาลยังต้องเผชิญกับอีกคดีหนึ่งที่อาจมีความสำคัญไม่แพ้กันนั่นคือคดีพระราชกำหนดกู้เงิน 4แสนล้านบาท

ฝ่ายค้านยื่นคำร้องโดยอ้างว่าการออก พ.ร.ก.ดังกล่าวอาจไม่เข้าเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ที่กำหนดให้รัฐบาลสามารถออกพระราชกำหนดได้เฉพาะกรณีที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ฝ่ายรัฐบาลอธิบายว่าประเทศกำลังเผชิญความผันผวนด้านพลังงานจากสถานการณ์โลกจึงจำเป็นต้องมีมาตรการเร่งด่วนเพื่อรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจ

แต่ฝ่ายค้านกลับเห็นว่าเงินจำนวนหนึ่งในพ.ร.ก.ฉบับนี้ โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเป็นโครงการระยะยาวที่ควรดำเนินการผ่านกระบวนการตรากฎหมายปกติในรัฐสภา ไม่ใช่ผ่านอำนาจพิเศษของฝ่ายบริหาร

คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่าสิ่งที่รัฐบาลเรียกว่า “ความจำเป็นเร่งด่วน”นั้นเป็นความจำเป็นเร่งด่วนตามความหมายของรัฐธรรมนูญจริงหรือไม่

หากศาลรัฐธรรมนูญเห็นด้วยกับรัฐบาล พ.ร.ก.ฉบับนี้ก็จะเดินหน้าต่อไปได้ แต่หากศาลเห็นว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้หรือบางส่วนของ พ.ร.ก.ฉบับนี้ไม่เป็นไปตามมาตรา 172ผลทางกฎหมายจะเกิดขึ้นทันทีเพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้พระราชกำหนดที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญไม่มีผลใช้บังคับมาแต่ต้น

นั่นหมายความว่ารัฐบาลจะไม่ได้เผชิญเพียงปัญหาทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังต้องเผชิญกับปัญหาความชอบธรรมทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้รัฐธรรมนูญจะไม่ได้กำหนดโทษทางอาญาแก่คณะรัฐมนตรีโดยอัตโนมัติ หากศาลวินิจฉัยว่าพระราชกำหนดขัดรัฐธรรมนูญแต่ในทางการเมืองผลกระทบอาจรุนแรงไม่แพ้กันเพราะคำวินิจฉัยเช่นนั้นจะเท่ากับศาลกำลังบอกว่ารัฐบาลใช้อำนาจพิเศษที่รัฐธรรมนูญให้ไว้สำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินโดยปราศจากเหตุฉุกเฉินที่เพียงพอรองรับ

เมื่อมองภาพรวมแล้วจะเห็นว่าคดีทั้งสองมีลักษณะแตกต่างกัน

คดีบัตรเลือกตั้งเป็นคดีที่กระทบต่อความชอบธรรมของการเลือกตั้งและที่มาของอำนาจนิติบัญญัติ ส่วนคดีพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเป็นคดีที่กระทบต่อความชอบธรรมของการใช้อำนาจฝ่ายบริหาร

คดีหนึ่งพุ่งตรงไปที่รากฐานของสภาฯ อีกคดีหนึ่งพุ่งตรงไปที่รากฐานของรัฐบาล

ด้วยเหตุนี้เองจึงอาจกล่าวได้ว่าสองคดีนี้คือระเบิดเวลาทางการเมืองที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลในขณะนี้

เพราะหากผลคำวินิจฉัยออกมาเป็นลบต่อรัฐบาลเพียงคดีเดียว ก็อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองอย่างรุนแรงอยู่แล้ว แต่หากผลออกมาเป็นลบทั้งสองคดีในช่วงเวลาใกล้เคียงกันผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตัวรัฐบาล หากแต่อาจลุกลามไปถึงความชอบธรรมของโครงสร้างอำนาจทางการเมืองทั้งระบบ

และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้หลายคนกำลังจับตาศาลรัฐธรรมนูญในสองคดีนี้มากกว่าการอภิปรายในสภาฯ หรือเกมการเมืองรายวันใดๆเพราะคำวินิจฉัยที่กำลังจะเกิดขึ้นอาจเป็นตัวกำหนดอนาคตของรัฐบาลมากกว่าการต่อสู้ทางการเมืองในสนามอื่นทั้งหมด

รัฐบาลอนุทินจะอยู่หรือไปก็อาจจะมีคำตอบในเร็ววัน แม้มั่นใจว่าตอนนี้ทุกอำนาจทั้งบริหาร นิติบัญญัติ และองค์กรอิสระจะอยู่ในเงื้อมมือแล้วก็ตาม
 
ติดตามผู้เขียนได้ที่
https://www.facebook.com/surawich.verawan